หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องสารเคลือบเครื่องยนต์มาบ้าง บางคนก็ว่าดี บางคนก็ว่าเปลืองเงินฟรีๆ ตกลงแล้วมันคืออะไร มีประโยชน์จริงหรือเปล่า?
สารเคลือบเครื่องยนต์หลักๆ แล้วก็คือสารเคมีชนิดหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อลดแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ ช่วยให้ชิ้นส่วนต่างๆ ทำงานได้ราบรื่นขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลให้เครื่องยนต์สึกหรอน้อยลง ประหยัดน้ำมันขึ้น หรือแม้แต่ช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้
ทีนี้คำถามคือ รถแบบไหนที่ควรใช้? ถ้าเป็นรถใหม่เอี่ยม การใช้สารเคลือบเครื่องยนต์อาจจะยังไม่เห็นผลชัดเจนเท่าไหร่ เพราะเครื่องยนต์ยังฟิตอยู่ แต่กับรถที่ใช้งานมานานแล้ว เครื่องยนต์เริ่มมีอาการสึกหรอ สารเคลือบเหล่านี้อาจจะเข้ามาช่วยฟื้นฟูประสิทธิภาพได้บ้าง
แต่ก็ใช่ว่าจะดีกับรถทุกคันเสมอไป บางทีถ้าเครื่องยนต์ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว การเติมสารพวกนี้เข้าไปก็อาจจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก แถมยังเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นด้วย
ก่อนตัดสินใจซื้อมาใช้ ลองศึกษาข้อมูลให้ดีๆ เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์แต่ละตัว และพิจารณาจากสภาพรถของเราเป็นหลักดีกว่าครับ จะได้ไม่เสียเงินฟรี อ่านฉบับเต็มได้ที่ สารเคลือบเครื่องยนต์ รีวิวตรงๆ ว่าคุ้มจริงหรือแค่จ่ายเงินฟรี
สมัยนี้ใครๆ ก็อยากรู้เรื่องรถตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องรอเข้าศูนย์อย่างเดียวใช่ไหมครับ? ตัวช่วยอย่าง OBD2 Scanner เลยฮิตกันใหญ่ แต่หลายคนคงสงสัยว่าแบบบลูทูธกับ Wi-Fi มันต่างกันยังไง และแบบไหนจะเวิร์กกับรถเรามากที่สุด
หลักๆ เลยคือเรื่องการเชื่อมต่อครับ
– OBD2 บลูทูธ: เหมาะกับคนที่ใช้มือถือแอนดรอยด์เป็นหลัก เพราะมันเชื่อมต่อง่าย ไม่ต้องตั้งค่าอะไรยุ่งยาก แค่จับคู่บลูทูธก็ใช้ได้เลย สัญญาณค่อนข้างเสถียร ไม่ค่อยหลุดกลางคัน ข้อเสียคือถ้าใช้กับ iPhone อาจมีข้อจำกัดบ้าง เพราะ iOS จะบล็อกการเชื่อมต่อบลูทูธบางประเภท
– OBD2 Wi-Fi: ตัวนี้แหละที่ตอบโจทย์คนใช้ iPhone หรือ iPad เพราะมันเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi ได้เลย ไม่มีปัญหาเรื่องบล็อกสัญญาณเหมือนบลูทูธ ทำให้ใช้งานได้กับทั้ง iOS และ Android ข้อดีอีกอย่างคือความเร็วในการส่งข้อมูลจะเร็วกว่าบลูทูธเล็กน้อย แต่ก็มีข้อควรระวังคือบางทีสัญญาณ Wi-Fi อาจจะหลุดง่ายกว่าบลูทูธในบางสถานการณ์
สรุปง่ายๆ ถ้าใช้ Android เป็นหลัก บลูทูธก็เป็นตัวเลือกที่ดีและประหยัดกว่า แต่ถ้าใช้ iPhone หรืออยากได้ความยืดหยุ่น Wi-Fi คือคำตอบครับ ที่สำคัญคือต้องเลือกแอปพลิเคชันที่รองรับกับตัว OBD2 Scanner ที่เราเลือกด้วยนะครับ จะได้อ่านโค้ดได้ครบ ไม่ค้าง ไม่หลุดกลางทาง ถ้ายังลังเลว่าควรเลือกแบบไหนดี ลองดูที่ TaladAutoCar จะมีข้อมูลช่วยตัดสินใจได้อีกเยอะเลย
มือใหม่หัดแต่งรถ หรือจะซ่อมรถเองที่บ้าน สิ่งที่ต้องมีเลยคือเครื่องมือช่าง โดยเฉพาะพวกประแจบล็อกนี่แหละครับ แต่พอจะซื้อจริงๆ หลายคนก็งงว่าจะเอาบล็อกชุด หรือบล็อกเดี่ยวดี วันนี้เรามาดูกันว่าแบบไหนเหมาะกับใคร และแบบไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน
บล็อกชุด: ครบครัน จบในกล่องเดียว
– ข้อดี: มีลูกบล็อกหลายขนาด หัวต่อ ข้อต่ออ่อน หรือด้ามขันแบบต่างๆ มาให้ครบ จบในกล่องเดียว ไม่ต้องไปหาซื้อแยกให้วุ่นวาย เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น และยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องใช้ขนาดไหนบ้าง
– ข้อเสีย: ราคาจะสูงกว่าบล็อกเดี่ยว อาจมีบางขนาดที่เราไม่ได้ใช้เลย ทำให้รู้สึกว่าไม่คุ้มค่า และบางชุดคุณภาพอาจจะไม่ดีเท่าบล็อกเดี่ยวเกรดดีๆ
บล็อกเดี่ยว: เลือกสิ่งที่จำเป็น คุณภาพเน้นๆ
– ข้อดี: เราสามารถเลือกซื้อเฉพาะขนาดที่เราใช้งานบ่อยๆ หรือขนาดที่จำเป็นจริงๆ ได้ ทำให้ประหยัดงบประมาณลงไปได้ แถมยังเลือกคุณภาพดีๆ ของแต่ละชิ้นได้ด้วย เหมาะสำหรับคนที่รู้แล้วว่าตัวเองต้องใช้บล็อกขนาดไหนบ้าง
– ข้อเสีย: อาจจะเสียเวลาในการเลือกซื้อทีละชิ้น และถ้าวันไหนเจอขนาดที่ไม่เคยใช้ ก็ต้องวิ่งไปซื้อเพิ่ม ทำให้เสียเวลา
สรุปแล้วเลือกแบบไหนดี?
ถ้าคุณเป็นมือใหม่ที่ยังไม่มีเครื่องมืออะไรเลย และยังไม่รู้ว่าต้องใช้อะไรบ้าง บล็อกชุดถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะเริ่มต้น เพราะมีให้ครบครัน จบในกล่องเดียว แต่ถ้าเริ่มมีประสบการณ์แล้ว รู้แล้วว่าต้องใช้อะไรบ่อยๆ การเลือกซื้อบล็อกเดี่ยวคุณภาพดีๆ ก็เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาวครับ
เดี๋ยวนี้รถ EV มาแรง ใคร ๆ ก็อยากดูแลรถให้ใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ เลยมีคำถามบ่อย ๆ ว่าระหว่าง PPF กับ Wrap เนี่ย เลือกอะไรดีกว่ากัน?
สองอย่างนี้มันต่างกันชัดเจนนะ
– PPF (Paint Protection Film): ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า 'กันรอย' หลัก ๆ คือปกป้องสีรถจากรอยขีดข่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ รอยหินกระเด็น คราบยางมะตอย หรือมูลนก ให้สีรถดูใหม่เงางามอยู่เสมอ เหมาะกับคนที่อยากรักษา 'สีเดิม' ของรถให้อยู่ทน ๆ ฟิล์ม PPF จะมีความหนาและยืดหยุ่นกว่า ทนทานกว่า แต่ก็ราคาสูงกว่า
– Wrap (Car Wrap): อันนี้เน้น 'เปลี่ยนสี' หรือ 'เปลี่ยนลุค' ของรถไปเลย ฟิล์ม Wrap มีสีและลวดลายให้เลือกเยอะมาก ใครที่เบื่อสีเดิม อยากลองสีใหม่ หรืออยากมีลายกราฟิกเก๋ ๆ ก็จัด Wrap ได้เลย แต่เรื่องการปกป้องรอยขีดข่วนอาจจะไม่เท่า PPF นะ เพราะเนื้อฟิล์มจะบางกว่า และเน้นความสวยงามมากกว่า
สรุปคือ ถ้าเน้นปกป้องสีเดิมให้คงสภาพดีที่สุด เลือก PPF แต่ถ้าอยากเปลี่ยนสี เปลี่ยนสไตล์ให้รถไม่เหมือนใคร เลือก Wrap จะตอบโจทย์กว่า ลองดูรายละเอียดเปรียบเทียบเพิ่มได้ที่ TaladAutoCar เพื่อตัดสินใจว่าแบบไหนที่คุ้มค่ากับสไตล์การใช้งานและงบประมาณของคุณที่สุดครับ.
เคยไหมที่กรอบกุญแจรถคู่ใจเพิ่งซื้อมาไม่นาน สีก็เริ่มลอก ยางก็ขาดแล้ว? หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่จริงๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับวัสดุที่เราเลือกใช้เป็นหลักเลยนะ
บางทีเราอาจจะเลือกแบบที่สวยถูกใจ แต่ไม่ได้มองเรื่องความทนทานในระยะยาว พอใช้ไปสักพักก็เริ่มเห็นปัญหาจุกจิกตามมา จนต้องเสียเงินซื้อใหม่บ่อยๆ
– ยางซิลิโคน: เป็นวัสดุยอดนิยม ราคาไม่แพง มีสีสันให้เลือกเยอะ แต่ข้อเสียคือใช้ไปนานๆ จะย้วย ยืด และเก็บฝุ่นง่าย
– หนัง PU: ให้ลุคพรีเมียม ดูดี แต่ถ้าเป็นหนัง PU คุณภาพไม่ดี ก็จะลอกง่าย แห้งกรอบเร็ว
– TPU (Thermoplastic Polyurethane): วัสดุตัวนี้เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะมีความยืดหยุ่น ทนทานต่อรอยขีดข่วน และไม่ค่อยเปลี่ยนสี
– พลาสติกแข็ง: ทนทานในระดับหนึ่ง แต่ถ้าตกกระแทกแรงๆ ก็อาจจะแตกหักได้ และผิวสัมผัสอาจจะไม่ค่อยสบายมือเท่าไหร่
การเลือกกรอบกุญแจที่ดี ไม่ใช่แค่ดูที่ความสวยงามอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงการใช้งานในระยะยาวด้วย ถ้าไม่อยากเสียเงินบ่อยๆ ลองศึกษาเรื่องวัสดุให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อนะ หรือถ้าอยากเจาะลึกเรื่องวัสดุแต่ละแบบให้มากขึ้น ลอง อ่านฉบับเต็มที่ TaladAutoCar เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย.
เคยไหม ล้างรถเสร็จใหม่ๆ ทำไมสีรถดูไม่สดใสเหมือนเดิม? บางทีอาจไม่ใช่เพราะแดดแรง หรือฝุ่นเยอะ แต่อาจเป็นเพราะน้ำยาล้างรถที่คุณเลือกใช้ก็ได้นะ!
ตลาดน้ำยาล้างรถสมัยนี้มีให้เลือกเยอะมาก ทั้งแบบผสมแว็กซ์ ที่เคลมว่าล้างไปเคลือบไปในตัว หรือจะเป็นแบบ pH กลาง ที่บอกว่าอ่อนโยนกับสีรถสุดๆ แล้วแบบไหนกันแน่ที่เหมาะกับรถเราจริงๆ?
– น้ำยาล้างรถผสมแว็กซ์: ข้อดีคือสะดวก ล้างแล้วเหมือนได้เคลือบไปในตัว แต่ต้องดูดีๆ บางยี่ห้ออาจมีส่วนผสมที่แรงเกินไป ทำให้เคลือบเงาจากโรงงานหรือฟิล์มแก้วเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่คิด
– น้ำยาล้างรถ pH กลาง: ตัวนี้จะเน้นความอ่อนโยน ไม่ทิ้งคราบ ไม่ทำร้ายชั้นเคลือบสี เหมาะกับรถที่เพิ่งเคลือบเงามา หรือรถที่ทำฟิล์มแก้วมา แต่ก็อาจจะต้องหาเวลาลงแว็กซ์เพิ่มเองบ้าง
จริงๆ แล้วการเลือกว่าจะใช้น้ำยาแบบไหนมันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนะ ทั้งสภาพสีรถ การดูแลรักษาก่อนหน้า และความถี่ในการล้าง บางทีการเลือกแบบที่ดูเหมือนจะประหยัดกว่าในตอนแรก อาจจะทำให้คุณต้องเสียเงินซ่อมสีรถในระยะยาวได้เลยนะ อยากรู้ว่าน้ำยาล้างรถแบบไหนที่คุ้มค่าและไม่ทำลายสีรถของคุณโดยไม่รู้ตัวบ้าง ลอง อ่านต่อ แล้วคุณจะเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นเยอะเลย
สำหรับสายแต่งมอเตอร์ไซค์ นอกจากเรื่องเครื่องยนต์ ช่วงล่างแล้ว เบาะก็เป็นอีกจุดที่คนนิยมเปลี่ยนกัน เพราะช่วยให้ท่านั่งสบายขึ้น หรือเปลี่ยนลุคให้รถดูดีขึ้น ซึ่งวัสดุหลักๆ ที่ใช้ทำเบาะก็จะมีทั้งหนังแท้และหนังเทียม ลองมาดูกันว่าแบบไหนเหมาะกับอากาศบ้านเรามากกว่ากัน
เรื่องความร้อน: หนังแท้ขึ้นชื่อเรื่องระบายอากาศได้ดีกว่า ทำให้ไม่ค่อยอมความร้อนเท่าไหร่ ส่วนหนังเทียม PU/PVC จะอมความร้อนมากกว่า เวลาจอดตากแดดนานๆ อาจจะร้อนก้นจนสะดุ้งได้เลย แต่เดี๋ยวนี้หนังเทียมบางเกรดก็พัฒนาให้ระบายอากาศได้ดีขึ้นนะ
ความลื่น: หนังแท้จะมีผิวสัมผัสที่ไม่ลื่นมาก ทำให้มั่นคงเวลาขับขี่ แต่ถ้าเป็นหนังเทียม บางชนิดอาจจะค่อนข้างลื่น โดยเฉพาะเวลาเบรกกะทันหัน หรือตอนเจอฝนปรอยๆ ก็อาจจะทำให้ตัวไหลไปข้างหน้าได้ง่ายกว่า
การดูแลรักษา: หนังแท้ต้องดูแลเป็นพิเศษหน่อย ต้องลงครีมบำรุงกันหนังแห้งแตกเป็นระยะๆ และต้องระวังเรื่องน้ำและความชื้นเป็นพิเศษ แต่ถ้าดูแลดีๆ ก็จะใช้ได้นานและยิ่งเก่ายิ่งสวย ส่วนหนังเทียมดูแลรักษาง่ายกว่ามาก แค่เช็ดทำความสะอาดปกติก็พอ ไม่ต้องกลัวเรื่องบำรุงเยอะ แถมยังทนน้ำทนแดดได้ดีกว่าด้วย
สรุปคือ ถ้าเน้นความสบาย ระบายอากาศดี และพร้อมดูแลรักษา หนังแท้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้าอยากได้เบาะที่ทนทาน ดูแลง่าย ราคาเป็นมิตร หนังเทียมเกรดดีๆ ก็ตอบโจทย์ได้ไม่แพ้กันครับ ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกเบาะมอเตอร์ไซค์ได้ที่ บทความเปรียบเทียบเบาะแต่งมอเตอร์ไซค์ ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนเบาะใหม่นะครับ
หลายคนอาจสงสัยว่าการเปลี่ยนยางมอเตอร์ไซค์เองเนี่ย มันยากขนาดไหนกันแน่ ถ้ามีเครื่องมือครบและรู้ขั้นตอน บอกเลยว่าทำได้ไม่ยากอย่างที่คิดครับ แต่สำหรับมือใหม่ หรือใครที่ไม่มีเวลาเข้าร้าน ก็อาจจะเริ่มจากศึกษาข้อมูลเบื้องต้นดูก่อนก็ได้
ส่วนเรื่องยางแข็งกับยางนิ่มนี่ก็เป็นอีกประเด็นที่คนใช้มอเตอร์ไซค์ถกกันบ่อยๆ ยางสองแบบนี้มีผลต่อการขับขี่และการเกาะถนนต่างกันชัดเจนเลยนะ
– ยางแข็ง: โดยทั่วไปจะทนทาน ใช้งานได้นานกว่า เหมาะกับคนที่ขับขี่บนถนนแห้งเป็นประจำ แต่การยึดเกาะถนนอาจจะไม่ดีเท่าในสภาพถนนเปียก
– ยางนิ่ม: จะให้การยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะเวลาเข้าโค้ง หรือบนถนนที่เปียกชื้น ทำให้ลดโอกาสการเหินน้ำได้ดีกว่า แต่ข้อเสียคืออาจจะสึกหรอเร็วกว่ายางแข็ง
ถ้าคุณเป็นสายใช้งานทุกวัน ขับขี่ทั่วไป อาจจะต้องชั่งน้ำหนักดูว่าความทนทานกับการยึดเกาะถนน อะไรสำคัญกว่ากัน บางทีการเลือกยางที่มีคุณสมบัติกลางๆ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดก็ได้ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และอายุการใช้งานที่เหมาะสม ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนยางมอเตอร์ไซค์และการเลือกยางให้เหมาะกับรถของคุณได้ที่ ตลาดรวมไอเดีย อุปกรณ์ และอะไหล่รถที่เลือกง่ายกว่า เพื่อประกอบการตัดสินใจครับ
เคยไหมครับที่เจอปัญหาน็อตหลวม น็อตจะหลุด หรือต้องขันอะไรใต้ท้องรถแล้วไม่มีเครื่องมือที่ใช่? สำหรับคนมีรถ การมีประแจติดบ้านไว้บ้างก็ช่วยให้งานซ่อมเล็กๆ น้อยๆ จัดการได้เอง ไม่ต้องรอช่างเสมอไป
ประแจที่เห็นกันบ่อยๆ ก็จะมีทั้งแบบแหวนปากตาย ที่มีทั้งด้านปากและด้านแหวนในตัวเดียว เหมาะกับงานที่ต้องใช้แรงขันเยอะหน่อย หรือพื้นที่ที่เข้าถึงยากนิดๆ ส่วนประแจบล็อกนี่คือ MVP เลยครับ เพราะเปลี่ยนหัวได้หลายเบอร์ คล่องตัวสุดๆ ไม่ว่าจะขันน็อตล้อ หรือน็อตเครื่องยนต์ที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ก็เอาอยู่ และขาดไม่ได้เลยคือประแจเลื่อน ที่ปรับขนาดได้ตามใจ จะน็อตเล็กน็อตใหญ่ก็ใช้ได้หมด บางทีก็เป็นตัวช่วยฉุกเฉินที่ดีเลยนะ
เวลาเลือกซื้อประแจสำหรับงานรถ ลองนึกถึงน็อตที่เจอในรถเราบ่อยๆ ครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเบอร์ 10, 12, 14, 17 ที่ใช้กันเยอะมาก ถ้ามีพวกนี้ไว้ก่อนก็แทบจะครอบคลุมงานทั่วไปได้แล้ว แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรจะเริ่มจากชุดไหนดี หรืออยากรู้ วิธีเลือกประแจติดบ้าน ให้ตรงกับความต้องการ ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมดูครับ การมีเครื่องมือที่เหมาะสมติดบ้านไว้ ช่วยให้คุณประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายได้เยอะเลยทีเดียว
หลายคนอาจจะยังสับสนว่าการเคลือบสีกับการแว็กซ์รถยนต์มันต่างกันยังไง แล้วจำเป็นต้องทำทั้งคู่ไหม หรือเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็พอแล้ว
เอาจริงๆ มันทำงานกันคนละแบบเลยครับ การเคลือบสีเนี่ย ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นไปที่การสร้างชั้นฟิล์มบางๆ เพื่อปกป้องสีรถจากรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ หรือพวกคราบสกปรกต่างๆ พูดง่ายๆ คือเป็นเกราะป้องกันให้สีรถนั่นเอง มีหลายแบบ ทั้งเคลือบแก้ว เคลือบเซรามิก ซึ่งความทนทานก็จะต่างกันไป
ส่วนการแว็กซ์รถยนต์ จะเน้นเรื่องความเงางามและช่วยบำรุงสีรถให้ดูสดใสขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องการไล่น้ำ ทำให้คราบสกปรกเกาะติดยากขึ้นด้วย แต่ชั้นฟิล์มที่ได้จากการแว็กซ์จะบางกว่าและไม่คงทนเท่าการเคลือบสีครับ ปกติแล้วก็จะแว็กซ์กันบ่อยกว่าเพื่อคงความเงางาม
สรุปคือ ถ้าอยากได้การปกป้องที่ยาวนานกว่า ก็ควรจะเน้นที่การเคลือบสีครับ ส่วนแว็กซ์ก็เป็นตัวช่วยเสริมให้รถเงางามและดูแลรักษาง่ายขึ้น ยิ่งใช้ควบคู่กัน รถของคุณก็จะได้รับการดูแลที่ครบครันทั้งการปกป้องและความสวยงามครับ แต่ถ้าอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าแบบไหนเหมาะกับรถคุณ หรืออยากได้ไอเดียดูแลรถ ลองดูบทความอื่นๆ ได้ที่ ตลาดรวมไอเดีย อุปกรณ์ และอะไหล่รถที่เลือกง่ายกว่า นะครับ