ตลาดเฮ้าส์ : ของใช้ในบ้าน จัดบ้านง่าย

ตลาดเฮ้าส์ แหล่งรวมของใช้ในบ้านที่ช่วยให้จัดบ้านง่ายขึ้น ทั้งอุปกรณ์จัดระเบียบ ของใช้ทำความสะอาด ของใช้ห้องน้ำ ห้องนอน และเครื่องมือซ่อมบ้าน พร้อมข้อมูลช่วยเลือ

ช่วงย้ายเข้าบ้านใหม่นี่เป็นอะไรที่วุ่นวายสุดๆ เลยใช่ไหมคะ ไหนจะต้องจัดของ ไหนจะต้องเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ไหนจะต้องหาของใช้จำเป็นอีก บางทีก็อยากซื้อทุกอย่างให้พร้อมไปเลย แต่เชื่อเถอะค่ะว่าถ้าซื้อพรวดเดียวหมดกระเป๋าแน่นอน!

จากประสบการณ์ตรงเลยนะ ของใช้ในบ้านบางอย่างเราสามารถทยอยซื้อได้ ไม่จำเป็นต้องมีครบตั้งแต่วันแรกค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะว่าวันแรกที่เข้าอยู่ เราต้องการอะไรมากที่สุด? แน่นอนว่าต้องเป็นของใช้พื้นฐานที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่ติดขัด

อย่างแรกเลยที่ขาดไม่ได้คือ ชุดนอนและของใช้ส่วนตัว พวกสบู่ แชมพู แปรงสีฟัน ยาสีฟันนี่สำคัญมาก เพราะเราต้องใช้ทุกวันใช่ไหมคะ ถัดมาก็เป็น ผ้าเช็ดตัว เพราะคงไม่มีใครอยากตัวเปียกโชกหลังอาบน้ำหรอกเนอะ

ส่วนของใช้ในครัว อาจจะยังไม่ต้องจัดเต็มเครื่องครัวอลังการก็ได้ค่ะ แค่จาน ชาม ช้อน ส้อม แก้วน้ำสักชุด หม้อเล็กๆ กับกระทะสักใบก็น่าจะพอสำหรับเริ่มต้นแล้ว ที่สำคัญคือ อุปกรณ์ทำความสะอาดพื้นฐาน อย่างไม้กวาด ถังขยะ น้ำยาทำความสะอาดนี่ต้องมีเลยค่ะ ไม่งั้นบ้านจะรกเร็วมาก

ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี ลองดูลิสต์ของใช้จำเป็นที่ควรมีในบ้านใหม่ตามลำดับความสำคัญได้ที่ อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ รับรองว่าช่วยให้การจัดซื้อของเข้าบ้านเป็นเรื่องง่ายขึ้นเยอะ ไม่ต้องปวดหัวว่าจะซื้ออะไรก่อนหลังอีกแล้วค่ะ

เคยไหมที่ซื้อกล่องถนอมอาหารมาแล้วเจอปัญหาจุกจิกกวนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลิ่นอาหารติดแน่น ล้างยังไงก็ไม่หาย หรือจะเป็นเรื่องฝาปิดไม่สนิท น้ำซุปหกเลอะเทอะเต็มกระเป๋า ไหนจะบางกล่องที่ห้ามเข้าไมโครเวฟอีก ทำให้เสียเวลา เสียเงินซื้อใหม่บ่อยๆ

แต่ก่อนจะโทษกล่อง มาดูกันหน่อยดีกว่าว่าเราเลือกกล่องผิดไปตรงไหน เพื่อให้ครั้งหน้าได้กล่องที่ใช่ ใช้งานได้จริง:

วัสดุ: กล่องพลาสติกมีหลายเบอร์ ควรเลือกที่เป็น Food Grade (PP, HDPE) ปลอดภัยกับอาหาร และถ้าอยากเข้าไมโครเวฟได้ ควรเลือกแบบที่ระบุว่า Microwavable และทนความร้อนสูงๆ ได้ กล่องแก้วก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี ทนร้อน ทนเย็น ไม่ติดกลิ่นแน่นอน

ฝาปิด: นี่คือหัวใจสำคัญ! ควรเลือกฝาที่มีซีลยางซิลิโคน และมีตัวล็อกแน่นหนา 4 ด้าน จะช่วยให้ปิดสนิท ป้องกันอาหารหก และเก็บกลิ่นได้ดีกว่า

ขนาดและรูปทรง: เลือกให้เหมาะกับการใช้งาน ปกติชอบเก็บอะไร ปริมาณแค่ไหน ถ้าชอบเก็บซ้อนกันในตู้เย็น ก็เลือกแบบที่ซ้อนกันได้พอดี ประหยัดพื้นที่

การทำความสะอาด: กล่องที่ล้างง่าย ไม่มีซอกมุมเยอะ จะช่วยลดปัญหาคราบฝังแน่นและกลิ่นติดได้เยอะเลย

การเลือกกล่องถนอมอาหารที่ใช่ ไม่ได้ช่วยแค่ประหยัดเงิน แต่ยังช่วยให้ชีวิตในครัวเรือนง่ายขึ้นเยอะ ลองเอาข้อมูลจาก TaladHouse ไปปรับใช้ดูนะคะ จะได้ไม่ต้องเจอปัญหาเดิมๆ อีก

เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะซื้ออาหารกลับบ้าน หรือเก็บของในตู้เย็น เราก็มักจะใช้กล่องพลาสติกกันใช่ไหมคะ? สะดวกสบายดี แต่เคยสังเกตกันไหมว่าใต้กล่องพลาสติกที่เราใช้กันบ่อยๆ เนี่ย มีสัญลักษณ์ตัวเลข 1-7 อยู่ เคยสงสัยกันไหมว่ามันคืออะไร?

จริงๆ แล้วตัวเลขพวกนี้มีความหมายนะ ไม่ใช่แค่บอกประเภทพลาสติก แต่ยังบอกด้วยว่ากล่องพลาสติกชิ้นนั้นเหมาะกับการใช้งานแบบไหน ปลอดภัยกับการนำไปอุ่นในไมโครเวฟรึเปล่า หรือบางทีก็เป็นสัญญาณว่าไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำเลยด้วยซ้ำ

เลข 1 (PET): ขวดน้ำดื่มส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำนะคะ ยิ่งเจอความร้อนยิ่งไม่ดี

เลข 2 (HDPE): เจอได้ในขวดนม ขวดแชมพู พลาสติกประเภทนี้ค่อนข้างทนทาน ปลอดภัยกว่า

เลข 5 (PP): ตัวนี้แหละฮีโร่! ส่วนใหญ่จะระบุว่าสามารถเข้าไมโครเวฟได้ เพราะทนความร้อนได้ดีและปลอดภัย ลองพลิกดูใต้กล่องอาหารที่ซื้อมาดูสิคะ มักจะเป็นเลข 5 นี่แหละ

บางทีแค่การสังเกตเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ก็ช่วยให้เราเลือกใช้ภาชนะพลาสติกได้อย่างปลอดภัยกับสุขภาพมากขึ้นเยอะเลยค่ะ การรู้จักประเภทพลาสติก ทำให้เราเลือกใช้ได้ถูกกับงาน ไม่ต้องกังวลเรื่องสารเคมีที่อาจปนเปื้อนในอาหาร โดยเฉพาะเวลาเอาไปอุ่นร้อนในไมโครเวฟ ใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าเลขอื่นๆ หมายถึงอะไรบ้าง ลองไป อ่านฉบับเต็มที่ TaladHouse ได้เลยค่ะ มีข้อมูลครบถ้วนเลย

หลายคนชอบเลือกกระถางจากดีไซน์สวยๆ ก่อนเลยใช่ไหมคะ? เข้าใจเลยว่าอยากให้บ้านดูดี แต่บางทีการเลือกกระถางที่สวยอย่างเดียว อาจจะทำให้ต้นไม้สุดที่รักของเราไม่รอดเอาน่ะสิ

หัวใจสำคัญของการเลือกกระถางที่หลายคนมองข้ามคือ ระบบระบายน้ำ ค่ะ ถ้ากระถางไม่มีรูระบายน้ำ หรือมีน้อยเกินไป น้ำจะขัง ทำให้รากเน่าได้ง่ายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นกระถางดินเผา พลาสติก หรือวัสดุอื่นๆ ก็ต้องมีรูระบายน้ำที่เพียงพอและเหมาะสมกับขนาดของกระถางด้วย

นอกจากเรื่องรูระบายน้ำแล้ว ดินที่ใช้ปลูกก็สำคัญไม่แพ้กันเลยนะ ดินที่ดีควรจะโปร่ง ระบายน้ำได้ดี ไม่ใช่ดินเหนียวแน่นจนเกินไป เพราะถ้าดินแน่น น้ำก็จะขังง่าย รากก็หายใจไม่ได้อีก ทางที่ดีควรผสมวัสดุที่ช่วยให้ดินโปร่งขึ้น เช่น กาบมะพร้าวสับ หรือเพอร์ไลต์เข้าไปด้วย

ถ้าใครอยากรู้ลึกเรื่อง เลือกกระถางไม่ให้รากเน่า รวมถึงวิธีดูแลต้นไม้ให้แข็งแรง ลองไปอ่านเพิ่มเติมกันดูนะคะ รับรองว่าได้ไอเดียดีๆ กลับไปดูแลต้นไม้ที่บ้านแน่นอนค่ะ

หลายคนชอบคิดว่าระเบียงคอนโดเล็ก ๆ จะปลูกต้นไม้ไม่ได้ หรือปลูกไปก็ไม่รอดแน่ ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ยากขนาดนั้นเลยนะ สิ่งสำคัญคือการเลือกต้นไม้ให้เหมาะกับสภาพระเบียงของเราต่างหาก

อันดับแรก ลองสังเกตระเบียงตัวเองก่อนว่ามีแดดส่องกี่ชั่วโมงต่อวัน? เพราะนี่แหละคือปัจจัยหลักในการเลือกต้นไม้เลย

ระเบียงแดดจัด (5-6 ชั่วโมงขึ้นไป): ถ้าแดดส่องแรง ๆ เกือบทั้งวัน ถือเป็นสวรรค์ของต้นไม้ชอบแดดเลย เช่น กระบองเพชร, คุณนายตื่นสาย, พริก, มะเขือ หรือพวกไม้ดอกสีสวย ๆ อย่างเฟื่องฟ้าก็ยังได้

ระเบียงแดดรำไร (2-4 ชั่วโมง): แดดช่วงเช้าหรือบ่ายอ่อน ๆ เหมาะกับต้นไม้ที่ไม่ชอบแดดจัดมาก เช่น ว่านสี่ทิศ, ลิ้นมังกร, กล้วยไม้บางชนิด, พลูด่าง หรือพวกสมุนไพรอย่างตะไคร้ ใบโหระพา

ระเบียงแดดน้อย (ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมง): แม้แดดน้อยก็ยังมีตัวเลือกนะ อย่างเช่น เฟิร์น, มอส, ต้นไม้ในร่มชนิดต่าง ๆ ที่ไม่ต้องการแสงมาก เช่น ยางอินเดีย, มอนสเตอร่า

พอรู้แล้วว่าระเบียงเราแดดแค่ไหน ก็ลองเลือกต้นไม้ที่ชอบแล้วเอามาจัดวางดู ที่เหลือก็แค่ดูแลรดน้ำให้ถูกเวลา หมั่นเช็กดินและใบไม้ แค่นี้ระเบียงเราก็จะมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ

ถ้าอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกต้นไม้สำหรับระเบียงคอนโดแบบละเอียด พร้อมทริคดูแลไม่ให้ตาย ลองดู บทความดี ๆ จาก TaladHouse ได้เลย รับรองว่าได้ไอเดียไปแต่งสวนน้อย ๆ ที่ระเบียงแน่นอน!

เคยไหม ซื้อดินมาปลูกต้นไม้แล้วเหลือเยอะบ้าง น้อยไปบ้าง ต้องวิ่งไปซื้อเพิ่มอีกรอบให้เสียเวลา แถมเปลืองเงินโดยใช่เหตุ เพราะดินที่เหลือก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรต่อ หรือเก็บไว้ก็เกะกะบ้านเปล่าๆ

ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ถ้าเรารู้วิธีคำนวณปริมาณดินที่ต้องใช้ให้พอดีกับกระถาง ไม่ว่าจะเป็นกระถางทรงกลมหรือสี่เหลี่ยมก็คำนวณได้หมดเลย จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องดินขาดหรือดินเหลืออีกต่อไป ทีนี้เวลาไปเลือกซื้อดินปลูก จะซื้อเป็นถุงเล็ก ถุงใหญ่ หรือจะซื้อเป็นกระสอบ ก็กะปริมาณได้ถูก

ส่วนตัวเราชอบปลูกผักสวนครัวเล็กๆ ไว้บนระเบียง เลยต้องคำนวณปริมาณดินบ่อยๆ เพราะมีกระถางหลายขนาด ยิ่งถ้าใครที่ชอบจัดสวนเล็กๆ หรือมีมุมต้นไม้ในบ้าน การรู้ปริมาณดินที่แน่นอนจะช่วยให้การวางแผนง่ายขึ้นเยอะเลยนะ ไม่ต้องแบกดินหนักๆ หรือเสียเวลาไปหลายรอบ

ถ้าอยากรู้ว่าวิธีเลือกดินใส่กระถางกี่ลิตร ควรจะคำนวณยังไงให้แม่นยำที่สุด ลองดูจากขนาดกระถางที่เรามีได้เลย รับรองว่าคราวหน้าจะซื้อดินได้พอดีเป๊ะ ไม่มีเหลือทิ้งให้รกบ้านแน่นอน

ช่วงอากาศร้อนจัดแบบนี้ แอร์ทำงานหนักเป็นพิเศษเลยใช่ไหมคะ? บางทีก็สังเกตว่าแอร์ไม่ค่อยเย็นเท่าเดิม หรือมีกลิ่นอับ ๆ ออกมา นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องล้างแอร์แล้วล่ะค่ะ แต่จะล้างเองได้หมดทุกส่วนเลยรึเปล่านะ?

จริงๆ แล้ว การล้างแอร์เองที่บ้านนี่ทำได้จริงค่ะ แต่ไม่ใช่ทุกจุดนะคะ มีบางส่วนที่เราสามารถดูแลเองได้ง่ายๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานแอร์และช่วยให้แอร์เย็นฉ่ำเหมือนเดิม แถมยังประหยัดค่าไฟได้อีกด้วยค่ะ

ล้างแผ่นกรองอากาศ (Filter): อันนี้สำคัญที่สุดและง่ายที่สุดเลยค่ะ ควรล้างทุกๆ 2-4 สัปดาห์ หรือบ่อยกว่านั้นถ้าใช้งานหนัก แค่ถอดออกมาฉีดน้ำล้างคราบฝุ่นออก ตากให้แห้งสนิทแล้วใส่กลับเข้าไป แค่นี้ก็ช่วยให้แอร์สะอาดขึ้นเยอะแล้วค่ะ

ทำความสะอาดหน้ากากแอร์และคอยล์เย็นส่วนหน้า: ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดคราบฝุ่นที่เกาะตามหน้ากากแอร์ และใช้แปรงขนนุ่มปัดฝุ่นเบาๆ บริเวณแผงคอยล์เย็นด้านหน้าเท่าที่มือเอื้อมถึงได้ค่ะ

ส่วนที่ต้องระวังและควรเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาดูแลก็คือการล้างคอยล์เย็นและคอยล์ร้อนด้านใน การเติมน้ำยาแอร์ หรือการตรวจสอบระบบไฟฟ้าต่างๆ เพราะถ้าทำผิดวิธีอาจทำให้แอร์เสียหายหรือเกิดอันตรายได้ค่ะ ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก คู่มือจาก TaladHouse เพื่อความชัวร์นะคะ

การหมั่นดูแลทำความสะอาดแอร์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เราทำเองได้ หรือเรียกช่างมาดูแลในส่วนที่ซับซ้อน จะช่วยให้แอร์ของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เย็นสบาย และอยู่กับเราไปได้นานๆ เลยค่ะ

อากาศร้อน ๆ แบบบ้านเรา พัดลมนี่แหละตัวช่วยอันดับแรก ๆ ที่นึกถึง แต่เคยไหม ซื้อพัดลมมาแล้วรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเข้ากับห้องเท่าไหร่ บางทีก็เกะกะ บางทีก็ลมไม่ทั่วถึง นั่นอาจเป็นเพราะเรายังเลือกไม่ถูกประเภท

ลองมาดูกันว่าพัดลมแต่ละแบบ เหมาะกับบ้านแบบไหนบ้าง:

พัดลมตั้งพื้น: เป็นแบบคลาสสิกที่ทุกบ้านต้องมี ย้ายไปไหนก็ได้ ใช้งานง่าย เหมาะกับห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือพื้นที่ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการจัดวาง

พัดลมติดผนัง: เหมาะมากสำหรับห้องที่มีพื้นที่จำกัด หรือคอนโด ช่วยประหยัดพื้นที่บนพื้น ไม่เกะกะ แถมยังกระจายลมได้ดีทั่วถึงกว่าพัดลมตั้งพื้นบางรุ่น

พัดลมเพดาน: ช่วยเรื่องการหมุนเวียนอากาศได้ดีเยี่ยม เหมาะกับห้องโถงใหญ่ ๆ ห้องรับประทานอาหาร หรือห้องที่ต้องการความเย็นทั่วถึง ไม่ต้องกังวลเรื่องการกินพื้นที่ แถมยังดูสวยงามเป็นเฟอร์นิเจอร์ไปในตัว

พัดลมไอเย็น: อันนี้จะพิเศษหน่อย เพราะนอกจากลมเย็นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศได้ด้วย เหมาะกับช่วงที่อากาศแห้ง หรือบ้านไหนที่อยากได้ความรู้สึกเย็นสดชื่นคล้ายเปิดแอร์ แต่ประหยัดไฟกว่าเยอะ

การเลือกพัดลมให้ถูกกับการใช้งานและขนาดของห้อง จะช่วยให้เราได้ลมเย็นสบายอย่างที่ต้องการ แถมยังจัดบ้านได้ลงตัวไม่เกะกะอีกด้วย ถ้าอยากรู้รายละเอียดแต่ละแบบให้ลึกขึ้น ลอง อ่านต่อที่ TaladHouse เพื่อดูว่าแบบไหนเหมาะกับบ้านคุณที่สุดค่ะ

อากาศบ้านเราเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนตก แต่ส่วนใหญ่ก็ร้อนอยู่ดีเนอะ ยิ่งห้องนอนนี่ถ้าแอร์ไม่เย็นฉ่ำนี่นอนไม่หลับเอาได้ง่ายๆ เลย แต่การจะเลือกแอร์สักเครื่องให้พอดีกับห้อง ไม่ใช่แค่ดูว่ายี่ห้อไหนลดราคา หรือรุ่นไหนสวยถูกใจอย่างเดียว

สิ่งที่สำคัญมากๆ เลยคือ “ขนาด BTU” ของแอร์ที่เรากำลังจะซื้อนี่แหละค่ะ เพราะถ้าเลือก BTU น้อยไป แอร์ก็ทำงานหนักแต่ไม่เย็น แถมเปลืองไฟอีก แต่ถ้าเลือก BTU เยอะไป แอร์ก็จะตัดบ่อยเกินไป ห้องไม่เย็นฉ่ำเท่าที่ควร แถมก็เปลืองไฟอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการเลือก BTU ให้พอดีกับขนาดห้องจริงๆ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลย

โดยปกติแล้วการคำนวณ แอร์ห้องนอนกี่ BTU ถึงจะเหมาะกับห้องเรา จะมีปัจจัยหลักๆ ที่ต้องพิจารณาอยู่ไม่กี่อย่างค่ะ

ขนาดของห้อง: อันนี้สำคัญที่สุดเลยค่ะ ห้องเล็กห้องใหญ่ก็ใช้ BTU ไม่เท่ากันแน่นอน

ทิศทางที่ห้องรับแดด: ห้องที่โดนแดดเยอะๆ จะสะสมความร้อนมากกว่า ก็ต้องใช้แอร์ที่มี BTU สูงขึ้นมาหน่อย

จำนวนคนที่นอนในห้อง: ยิ่งคนเยอะ ห้องก็ยิ่งร้อนง่าย เพราะร่างกายคนเราก็ปล่อยความร้อนออกมาเหมือนกัน

อุปกรณ์ไฟฟ้าในห้อง: ทีวี ตู้เย็น หรือคอมพิวเตอร์ ก็เป็นแหล่งกำเนิดความร้อนเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจส่งผลได้เหมือนกันนะ

การรู้ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เราเลือกขนาด BTU ของแอร์ได้เหมาะสมจริงๆ ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลังว่าเลือกผิด หรือต้องทนร้อนในห้องนอน แถมยังประหยัดค่าไฟได้อีกด้วยค่ะ เพราะแอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ใครที่กำลังจะรีโนเวทบ้านหรือห้อง อยากเปลี่ยนพื้นใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น แต่ติดตรงที่ไม่อยากทุบพื้นเดิม ไม่อยากเสียเวลาเก็บกวาด แล้วก็กลัวงบบานปลายใช่ไหมครับ? มีหลายคนสงสัยว่า ถ้าจะปูกระเบื้องทับพื้นเดิมไปเลยจะทำได้ไหม? คำตอบคือ “ทำได้” ครับ!

แต่ก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำ ควรเช็กให้แน่ใจก่อนว่า พื้นเดิมของเราเหมาะกับการปูกระเบื้องทับหรือไม่ เพราะถ้าทำผิดวิธี อาจจะเกิดปัญหาตามมาทีหลังได้ เช่น กระเบื้องหลุดร่อนง่าย หรือพื้นไม่เรียบเดินสะดุด

สิ่งสำคัญที่ต้องดูก่อนมีไม่กี่อย่าง:

  • สภาพพื้นเดิม: กระเบื้องเก่าต้องอยู่ในสภาพดี ไม่มีการร่อน โก่ง หรือแตกหัก ถ้ามีต้องซ่อมแซมก่อน

  • ระดับพื้น: การปูทับจะทำให้พื้นสูงขึ้นเล็กน้อย ต้องเช็กดูว่าขอบประตูยังเปิดปิดได้สะดวกไหม หรือต้องมีการปรับแก้ส่วนอื่น ๆ ด้วย

  • โครงสร้างพื้น: พื้นเดิมต้องแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของกระเบื้องใหม่ได้อีกชั้น

ถ้าเช็กแล้วว่าทุกอย่างโอเค การปูกระเบื้องทับพื้นเดิมก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ช่วยประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนได้เยอะเลยครับ ส่วนใครที่อยากดูรายละเอียดเพิ่มเติมว่าต้องเช็กอะไรบ้างก่อนตัดสินใจ ลองเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับการปูกระเบื้องซ้อนได้ที่ ที่นี่ เลยครับ