Cpuwax รีวิวอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

CPUWAX เป็นบล็อกรวบรวมบทความ รีวิว และข้อมูลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที ครอบคลุม CPU การ์ดจอ เมนบอร์ด RAM SSD โน้ตบุ๊ก จอมอนิเตอร์ เกมมิ่งเกียร์ และอุปกร

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเล่นเกมบางทีก็รู้สึกเมาส์ลื่นไป บางทีก็หนืดผิดปกติ? หนึ่งในตัวแปรสำคัญคือ “แผ่นรองเมาส์” ครับ

แผ่นรองเมาส์สำหรับเล่นเกมหลักๆ มีสองแบบคือ Speed กับ Control

– แผ่นรองเมาส์แบบ Speed: ผิวสัมผัสจะเรียบ ลื่นปรื๊ด เหมาะกับคนที่ชอบความไว ตอบสนองเร็ว เคลื่อนไหวเมาส์ได้กว้างๆ ในเวลาอันสั้น ใครที่เล่นเกม FPS ที่ต้องสะบัดเมาส์ยิงไวๆ หรือ MOBA ที่ต้องคลิกและลากสกิลต่อเนื่อง แผ่นแบบนี้จะช่วยให้เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว

– แผ่นรองเมาส์แบบ Control: ผิวสัมผัสจะมีความหยาบกว่า มีแรงเสียดทาน ให้ความรู้สึกหน่วงเล็กน้อย เพื่อการควบคุมที่แม่นยำ เหมาะกับเกมที่ต้องใช้ความละเอียดในการเล็งสูงๆ เช่น FPS ที่ต้องการยิงหัวเป๊ะๆ หรือเกมที่ต้องวางแผนการเคลื่อนไหวของเมาส์อย่างรอบคอบ

นอกจากนี้วัสดุก็มีผลไม่แพ้กัน ส่วนใหญ่จะเป็นผ้า แต่ก็มีแบบแข็งที่ให้ความลื่นกว่าผ้าบางชนิด ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อฟีลลิ่งการเล่นโดยตรง การเลือกให้เหมาะกับสไตล์การเล่นของเราจึงสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราดึงประสิทธิภาพออกมาได้เต็มที่ ถ้าอยากรู้ลึกว่าแผ่นรองเมาส์แต่ละแบบต่างกันยังไง และวัสดุแบบไหนเหมาะกับเกมแบบไหน ลอง ดูรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนเลือกซื้อ จะได้ไม่พลาดช็อตสำคัญในเกมครับ

หลายคนอาจจะเคยคิดว่ากล้องวงจรปิดต้องมีอินเทอร์เน็ตถึงจะใช้งานได้จริง แต่จริงๆ แล้วมันมีทางเลือกอื่นที่น่าสนใจและตอบโจทย์บางสถานการณ์ได้ดีทีเดียวครับ

สำหรับร้านค้าเล็กๆ หรือบ้านเช่าที่อาจจะไม่อยากยุ่งยากกับการติดตั้งอินเทอร์เน็ต หรือบางทีก็แค่ต้องการดูภาพย้อนหลังภายในบริเวณจำกัด กล้องวงจรปิดที่ทำงานแบบ AP Mode (Access Point Mode) หรือรุ่นที่บันทึกลง SD Card โดยตรงนี่แหละคือคำตอบ

– AP Mode: กล้องจะสร้าง Wi-Fi Hotspot ของตัวเองขึ้นมา ทำให้เราสามารถเชื่อมต่อมือถือเข้าไปดูภาพสดหรือย้อนหลังจากกล้องได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านเราเตอร์อินเทอร์เน็ต เหมาะกับการดูแบบเรียลไทม์ในระยะใกล้ๆ

– บันทึก SD Card: อันนี้ตรงตัวเลย กล้องจะบันทึกวิดีโอลงในเมมโมรี่การ์ดที่เสียบไว้ ทำให้เราสามารถถอดการ์ดไปเปิดดูบนคอมพิวเตอร์ได้ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการดูภาพย้อนหลังเป็นหลัก

การเลือกใช้กล้องประเภทนี้ช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ตรายเดือนได้ แถมยังติดตั้งง่าย ไม่ต้องเดินสาย LAN ให้ยุ่งยาก แต่ก่อนตัดสินใจซื้อก็ควรเช็กสเปกให้ดีว่ารองรับความต้องการของเราจริงๆ เช่น คุณภาพของภาพ การบันทึกเสียง หรือมุมมองของกล้อง

ถ้าอยากรู้ รายละเอียดเรื่องกล้องวงจรปิดไม่มีเน็ต เพิ่มเติมว่าโหมด AP กับการบันทึก SD Card ต่างกันยังไง และจะเลือกแบบไหนดี ลองศึกษาข้อมูลดูครับ จะได้ไม่เสียเงินฟรีและได้ของที่ตรงใจกับการใช้งานมากที่สุด

สำหรับคนใช้ iPad ทั้งเรียนและทำงานหนักๆ ทุกวัน การเลือกเคสดีๆ สักอันไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่ต้องมองลึกไปถึงฟังก์ชัน วัสดุ และความทนทานจริงๆ หลายคนคงลังเลว่าเคสแพงๆ มันจะคุ้มค่ากับการลงทุนไหม?

ลองมาดูกันว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา:

– วัสดุ: เคสราคาถูกมักใช้วัสดุพื้นฐานที่อาจไม่ทนทานเท่าที่ควร ผิดกับเคสแบรนด์ดีๆ ที่มักเลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียมอย่างโพลีคาร์บอเนต, TPU, หรือหนังแท้ ซึ่งช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดีกว่า และไม่เปื่อยยุ่ยง่าย

– ฟังก์ชันเสริม: เคสแพงๆ มักมาพร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะทาง เช่น ขาตั้งปรับได้หลายระดับ ช่องเก็บ Apple Pencil ที่ชาร์จในตัว คีย์บอร์ดในตัว หรือแม้แต่การออกแบบที่ช่วยระบายความร้อนได้ดีขึ้น ซึ่งฟังก์ชันเหล่านี้มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาวมากๆ

– ความทนทาน: ถ้าคุณต้องพก iPad ไปมาตลอดเวลา หรือใช้งานในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการกระแทก เคสที่ออกแบบมาเพื่อความทนทานเป็นพิเศษจะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องได้จริง การเลือกเคสที่ผ่านการทดสอบ Drop Test หรือมีมาตรฐานกันกระแทกจะช่วยให้สบายใจได้มากกว่า

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจว่าเคส iPad แพงดีไหม อาจจะขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและความคาดหวังของคุณ ถ้าคุณใช้งานหนัก ลงทุนกับเคสดีๆ สักชิ้นก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อปกป้องอุปกรณ์สำคัญของคุณ ลองดู วิธีเลือกเคส iPad แพงดีไหม เพื่อประกอบการตัดสินใจเพิ่มเติมได้เลย

หลายคนชอบคิดว่าสาย HDMI หรือ DisplayPort ที่แพงกว่าจะให้ภาพที่ดีกว่า แต่จริงๆ แล้วมันมีเรื่องสเปกเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่านั้น

เวลาเลือกสายมาต่อจอมอนิเตอร์ โดยเฉพาะจอ 4K หรือ 8K ที่มี Refresh Rate สูงๆ เราต้องดูเวอร์ชันของสายให้ดี เช่น HDMI 1.4, 2.0, หรือ 2.1 เพราะแต่ละเวอร์ชันรองรับแบนด์วิดท์ไม่เท่ากัน ถ้าสายที่เราใช้ไม่ถึงสเปกของจอ ภาพที่ได้อาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพ หรืออาจจะมีปัญหากระตุก หรือแสดงผลได้ไม่ถึง Refresh Rate ที่จอเราทำได้

ยกตัวอย่างเช่น จอ 4K ที่ Refresh Rate 144Hz ถ้าใช้สาย HDMI 2.0 อาจจะดันได้แค่ 4K 60Hz เท่านั้น หรือถ้าเป็น DisplayPort ก็ต้องดูเวอร์ชัน เช่น DP 1.2, 1.4 หรือ 2.0 ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นก่อนซื้อสายใหม่ ลองเช็กสเปกจอตัวเองให้ดีว่ารองรับความละเอียดและ Refresh Rate เท่าไหร่ แล้วค่อยเลือกสายที่เวอร์ชันตรงกัน ไม่จำเป็นต้องซื้อสายแพงสุดเสมอไป แค่เลือกให้ถูกก็พอแล้วครับ ใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม ลองดูที่ CPUWAX เพื่อเทียบสเปกสายแต่ละแบบได้เลย

สำหรับชาวสตรีมเมอร์หรืองานพอดแคสต์ การลงทุนกับไมโครโฟนดี ๆ สักตัวเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะคุณภาพเสียงคือหัวใจของการสื่อสาร แต่พอเห็นตัวเลือกเยอะแยะในงบประมาณ 3,000 บาท ก็เริ่มงงแล้วว่า ไมค์คอนเดนเซอร์กับไมค์ไดนามิก แบบไหนที่เหมาะกับเรากันแน่?

จริง ๆ แล้วการเลือกว่าจะใช้ไมค์คอนเดนเซอร์หรือไดนามิก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาแพงถูก แต่มันขึ้นอยู่กับ สภาพแวดล้อมของห้องที่คุณใช้งานเป็นหลักเลย

– ไมค์คอนเดนเซอร์: เหมาะกับห้องที่มีการเก็บเสียงดีเยี่ยม มีอะคูสติกที่ดี เพราะไมค์ประเภทนี้จะรับเสียงได้ไวและเก็บรายละเอียดเสียงได้ครบถ้วน รวมถึงเสียงสะท้อนหรือเสียงรบกวนเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย ถ้าห้องคุณมีเสียงก้องหรือมีเสียงรบกวนจากภายนอกเยอะ ไมค์คอนเดนเซอร์อาจจะทำให้เสียงไลฟ์ของคุณฟังดูไม่โปรได้

– ไมค์ไดนามิก: เป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่นกว่ามากสำหรับห้องที่ไม่ได้รับการปรับแต่งเรื่องเสียง ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนธรรมดา ห้องทำงานที่มีเสียงแอร์ หรือมีเสียงจากนอกห้องบ้าง ไมค์ไดนามิกจะช่วยโฟกัสไปที่เสียงพูดของคุณโดยตรง และตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้ดีกว่า ทำให้เสียงที่ออกไปสะอาดและฟังง่ายกว่า

ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจซื้อ ลองสำรวจห้องของคุณก่อนว่ามีสภาพแบบไหน ถ้าห้องโล่ง ๆ มีเสียงก้องง่าย ไมค์ไดนามิกน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในงบ 3,000 บาท และถ้าอยากได้เทคนิคการตั้งค่าไมค์ไม่ให้เสียงก้องตั้งแต่ไลฟ์วันแรก ลองคลิกอ่านต่อที่บทความฉบับเต็มได้เลย บอกเลยว่ามีประโยชน์มาก!

หลายคนคงเคยคิดเรื่องประหยัดค่าใช้จ่ายกับปริ้นเตอร์ ไม่ว่าจะใช้ในบ้านหรือสำนักงาน ตลับหมึกเทียบเท่าก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ก็มีคำถามตามมาว่ามันจะดีจริงเหรอ? ใช้แล้วหัวพิมพ์จะตันไหม หรือสีจะเพี้ยนหรือเปล่า

โดยหลักแล้ว ตลับหมึกเทียบเท่าที่ได้มาตรฐานจะช่วยลดต้นทุนได้มาก และคุณภาพก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหมึกแท้จนสังเกตได้ชัดเจนสำหรับการใช้งานทั่วไป เพียงแต่ต้องเลือกให้ถูกยี่ห้อและถูกร้านเท่านั้นเองครับ

– เช็กแบรนด์และความน่าเชื่อถือ: เลือกยี่ห้อที่มีชื่อเสียงและมีการรับประกัน ไม่ใช่แค่ของโนเนม เพราะของพวกนี้มักจะมีปัญหาจุกจิกตามมาครับ

– ดูรีวิวจากผู้ใช้จริง: นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจสอบคุณภาพและความเข้ากันได้กับปริ้นเตอร์รุ่นของคุณ

– ระวังของปลอม: บางร้านอาจแอบอ้างแบรนด์ดัง ควรซื้อจากตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้

– ดูการรับประกัน: ร้านค้าหรือแบรนด์ที่ดีควรมีการรับประกันสินค้า หากมีปัญหาก็สามารถเปลี่ยนหรือคืนได้

การเลือกตลับหมึกเทียบเท่าที่ใช่ จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพและปัญหาหัวพิมพ์ตัน ลองศึกษา รายละเอียดเรื่องตลับหมึกเทียบเท่า ยี่ห้อไหนดี เพิ่มเติม เพื่อประกอบการตัดสินใจครับ

หลายคนคงเคยคิดว่า ถ้าโน้ตบุ๊กเก่าลง การ์ดจอไม่แรงพอ แต่ยังไม่อยากซื้อใหม่ จะอัปเกรดได้ไหม? คำตอบคือ 'ได้' ด้วย External GPU หรือ eGPU แต่ก่อนจะกระโจนไปซื้อ ต้องมาดูกันก่อนว่ามันคุ้มจริงหรือเปล่า

การใช้ eGPU คือการต่อการ์ดจอแยกจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ มาใช้งานกับโน้ตบุ๊กผ่านกล่องพิเศษที่เรียกว่า eGPU Box ซึ่งส่วนใหญ่จะเชื่อมต่อผ่านพอร์ต Thunderbolt ที่มีความเร็วสูงพอจะส่งข้อมูลระหว่างการ์ดจอกับ CPU ของโน้ตบุ๊กได้

ข้อดีคือ มันช่วยให้โน้ตบุ๊กที่มีการ์ดจอออนบอร์ด หรือการ์ดจอแยกที่ประสิทธิภาพไม่สูงมาก สามารถรันเกมหรือโปรแกรมกราฟิกหนักๆ ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะถ้าคุณมีการ์ดจอแรงๆ เหลืออยู่แล้ว และมีโน้ตบุ๊กที่รองรับพอร์ต Thunderbolt

แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา:

– ความเข้ากันได้: โน้ตบุ๊กต้องมีพอร์ต Thunderbolt ที่รองรับ eGPU (ไม่ใช่แค่ USB-C ธรรมดา) และบางรุ่นอาจมีข้อจำกัดเรื่องไดรเวอร์หรือ BIOS

– ประสิทธิภาพ: แม้จะต่อการ์ดจอแยกได้ แต่ประสิทธิภาพที่ได้อาจไม่เท่ากับการ์ดจอตัวเดียวกันที่อยู่ในเครื่องเดสก์ท็อป เพราะยังมีคอขวดจาก CPU, RAM และความเร็วของพอร์ต Thunderbolt เอง

– ค่าใช้จ่าย: eGPU Box มีราคาไม่ถูก แถมต้องซื้อการ์ดจอแยกต่างหาก ถ้าไม่มีอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายรวมๆ อาจจะพอๆ กับการซื้อโน้ตบุ๊กเกมมิ่งเครื่องใหม่ หรือเดสก์ท็อปไปเลย

– ความสะดวก: การพกพา eGPU Box ก็ไม่สะดวกเท่าตัวโน้ตบุ๊กเปล่าๆ

สรุปคือ eGPU เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังกราฟิกให้โน้ตบุ๊กที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่ทำงานด้านกราฟิกหรืองานที่ต้องใช้การ์ดจอประมวลผล แต่ต้องแน่ใจว่าเครื่องของคุณรองรับ และคำนวณดีๆ ว่าคุ้มค่ากว่าการซื้อเครื่องใหม่หรือไม่ ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมและเช็กความเข้ากันได้จาก คู่มือจาก CPUWAX เพื่อประกอบการตัดสินใจครับ

ถ้า MacBook Intel ของคุณเริ่มอืดจนน่าหงุดหงิด คงถึงเวลาต้องตัดสินใจแล้วว่าจะไปต่อกับเครื่องเดิมหรือเปลี่ยนใหม่ดี วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าการอัปเกรดแบบไหนที่เห็นผลจริง และอะไรที่ไม่ควรถือเป็นทางออก

SSD ตัวช่วยสำคัญที่เห็นผลทันตา

สิ่งแรกที่ควรพิจารณาคือการเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน (HDD) ไปเป็น Solid State Drive (SSD) ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วในการบูตเครื่อง เปิดโปรแกรม และการถ่ายโอนไฟล์ได้แบบก้าวกระโดด แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับการคืนชีวิตให้ MacBook เก่าของคุณเลยทีเดียว

เพิ่ม RAM ช่วยได้จริงหรือ?

สำหรับ RAM การเพิ่มหน่วยความจำเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้เครื่องทำงานหลายโปรแกรมพร้อมกันได้ดีขึ้น ลดอาการค้างหรือหน่วง แต่ต้องตรวจสอบรุ่น MacBook ของคุณก่อนว่ารองรับการอัปเกรด RAM หรือไม่ เพราะ MacBook รุ่นใหม่ๆ หลายรุ่นมักจะบัดกรี RAM ติดกับเมนบอร์ด ทำให้ไม่สามารถอัปเกรดได้

ข้อจำกัดของการอัปเกรด

ถึงแม้การอัปเกรด SSD และ RAM จะช่วยได้มาก แต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ชิปประมวลผล (CPU) และการ์ดจอ (GPU) ที่ไม่สามารถอัปเกรดได้ หากงานของคุณต้องการประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิกหรือ CPU ที่สูงมากๆ การซื้อเครื่องใหม่ที่มีชิป Apple Silicon อาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่ามาก

สรุปคือ การอัปเกรด SSD เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรก ส่วน RAM ก็ขึ้นอยู่กับรุ่นและความต้องการใช้งาน ถ้าเครื่องของคุณยังไหวกับการใช้งานทั่วไป การอัปเกรดก็นับเป็นทางเลือกที่ประหยัดงบ แต่ถ้าประสิทธิภาพโดยรวมยังไม่เพียงพอจริงๆ การมองหาเครื่องใหม่ก็อาจเป็นคำตอบสุดท้าย หากต้องการ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอัปเกรด MacBook Intel ลองพิจารณาทางเลือกให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน

เดี๋ยวนี้เทคโนโลยี Smart Home เข้ามาช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายขึ้นเยอะ โดยเฉพาะกับบ้านที่มีผู้สูงอายุ การเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมจะช่วยให้ลูกหลานคลายกังวล และผู้สูงอายุเองก็ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องยุ่งยากซับซ้อน

หัวใจสำคัญคือ ความเรียบง่าย ครับ อุปกรณ์ที่เลือกมาต้องใช้ง่าย ไม่ต้องกดหลายปุ่ม หรือมีขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินไป บางอย่างแค่เสียบปลั๊กก็ทำงานได้เลยยิ่งดี จะช่วยลดปัญหาการเรียนรู้ซ้ำๆ และทำให้ท่านยอมรับการใช้งานได้ง่ายขึ้น

มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง:

– กล้องวงจรปิด: อันนี้สำคัญมาก ช่วยให้ลูกหลานดูสถานการณ์ในบ้านได้จากระยะไกล เลือกแบบที่ติดตั้งง่าย มีฟังก์ชัน Two-way audio ที่คุยโต้ตอบกันได้จะดีมาก เผื่อมีเหตุฉุกเฉินก็สื่อสารกันได้ทันที

– ปลั๊กอัจฉริยะ: เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดาให้เป็น Smart Device ได้ง่ายๆ เช่น ตั้งเวลาเปิด-ปิดไฟ หรือพัดลม ช่วยประหยัดไฟและไม่ต้องกังวลว่าลืมปิด

– ลำโพงอัจฉริยะ: เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่น่าสนใจ สามารถสั่งการด้วยเสียงเพื่อเปิดเพลง ถามสภาพอากาศ หรือแม้แต่โทรหาคนในครอบครัวได้ สะดวกสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ถนัดใช้สมาร์ทโฟน

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการดูแลและซัพพอร์ตจากลูกหลาน การติดตั้งและตั้งค่าเริ่มต้นควรทำโดยคนที่เข้าใจเทคโนโลยี และคอยสอนการใช้งานเบื้องต้นให้ท่านเข้าใจจริงๆ และที่สำคัญคือ ความปลอดภัยของข้อมูล ควรเลือกแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ มีการเข้ารหัสข้อมูลที่ดีด้วยครับ หากกำลังมองหาอุปกรณ์ดีๆ ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมจาก CPUWAX ได้เลยครับ

หลายคนมองหาปริ้นเตอร์เลเซอร์สีสำหรับออฟฟิศขนาดเล็ก เพราะคิดว่าคุณภาพดีและดูโปร แต่เคยลองคำนวณต้นทุนต่อแผ่นจริงจังกันไหมครับ?

บ่อยครั้งที่เราโฟกัสแค่ราคาเครื่องตอนแรก แต่ลืมไปว่าค่าหมึกหรือโทนเนอร์นี่แหละตัวดีเลย ยิ่งเป็นเลเซอร์สีด้วยแล้ว ต้นทุนต่อแผ่นอาจจะสูงกว่าที่คิดไว้เยอะ ถ้างานพิมพ์สีไม่ได้เยอะมาก หรือเน้นแค่เอกสารทั่วไป การลงทุนกับเลเซอร์สีอาจจะไม่ใช่คำตอบที่คุ้มค่าที่สุดก็ได้ครับ

ก่อนจะตัดสินใจ ลองพิจารณาดูว่างานหลักๆ ของเราคืออะไร เน้นพิมพ์สีบ่อยแค่ไหน และจำนวนแผ่นต่อเดือนประมาณเท่าไหร่ เพราะบางที ปริ้นเตอร์ระบบ Ink Tank อาจจะตอบโจทย์เรื่องต้นทุนต่อแผ่นได้ดีกว่ามาก โดยเฉพาะถ้าพิมพ์เยอะและพิมพ์สีบ่อยๆ

การเลือกปริ้นเตอร์ให้คุ้มค่าจริงๆ ต้องดูยาวๆ ไม่ใช่แค่ราคาเครื่องตอนซื้ออย่างเดียวครับ