Cpuwax รีวิวอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

CPUWAX เป็นบล็อกรวบรวมบทความ รีวิว และข้อมูลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที ครอบคลุม CPU การ์ดจอ เมนบอร์ด RAM SSD โน้ตบุ๊ก จอมอนิเตอร์ เกมมิ่งเกียร์ และอุปกร

ช่วงนี้คอมประกอบหลายคนคงสงสัยเรื่อง PSU ATX 3.0 กับการ์ดจอ RTX 40 Series ว่ามันจำเป็นต้องมีขนาดไหน และกำลังไฟ 750W หรือ 850W อันไหนจะเหมาะกว่ากันสำหรับคอมเล่นเกม

ก่อนอื่นมาดูเรื่อง ATX 3.0 กันก่อนครับ มาตรฐานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการจ่ายไฟที่สม่ำเสมอและจัดการพลังงานที่พีค (power spikes) ได้ดีขึ้น ซึ่งการ์ดจอ RTX 40 Series บางรุ่นมีพฤติกรรมการดึงไฟแบบพีคที่สูงมาก ทำให้ PSU ATX 2.0 รุ่นเก่าๆ อาจจะรับมือได้ไม่ดีพอจนเกิดปัญหาเครื่องดับหรือรีสตาร์ทได้ การมี PSU ที่รองรับ ATX 3.0 พร้อมสาย 12VHPWR ก็ช่วยให้มั่นใจได้ว่าระบบจะเสถียรขึ้นเยอะ ไม่ต้องกลัวเรื่องจ่ายไฟไม่พอตอนการ์ดจอดึงไฟหนักๆ

ส่วนเรื่องกำลังไฟ 750W กับ 850W สำหรับ RTX 40 Series นั้น ขึ้นอยู่กับรุ่นการ์ดจอและ CPU เป็นหลัก ถ้าเป็นการ์ดจอระดับกลางอย่าง RTX 4070 หรือ 4070 Ti ร่วมกับ CPU ที่ไม่กินไฟมากนัก 750W ก็อาจจะพอไหว แต่ถ้าขยับไป RTX 4080 หรือแม้แต่ 4090 แล้วล่ะก็ 850W หรือมากกว่านั้นจะปลอดภัยกว่ามากครับ เพราะเผื่อ headroom ไว้ดีกว่าขาด และยังช่วยยืดอายุ PSU อีกด้วย

การเลือก PSU ที่เหมาะสมไม่เพียงแค่ป้องกันคอมพิวเตอร์พังก่อนเวลาเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพอีกด้วย สำหรับรายละเอียดเรื่อง PSU ATX 3.0 และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเลือก PSU คอมเล่นเกม สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้เพื่อประกอบการตัดสินใจ

ช่วงนี้การ์ดจอ RTX 40 Series มือสองเริ่มมีราคาที่น่าสนใจขึ้นเยอะเลยครับ สำหรับคนที่อยากอัปเกรดงบจำกัดก็นับเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว แต่ก่อนจะควักเงินหมื่นก็ต้องระวังหน่อย เพราะตลาดมือสองมันก็มีของย้อมแมวเยอะ โดยเฉพาะการ์ดที่เคยผ่านงานหนักอย่างการขุดคริปโตมา

เวลาเลือกซื้อการ์ดจอ RTX 40 มือสอง ผมแนะนำให้เช็คจุดสำคัญๆ เหล่านี้ครับ:

สภาพภายนอก: ดูร่องรอยการแกะ การซ่อม พวกรอยน็อตที่คลายบ่อยๆ หรือสติกเกอร์ประกันที่ขาดอันนี้ต้องระวัง

VRAM: ลองเช็คว่าแรมบนการ์ดจอแสดงผลตรงกับสเปกไหม บางทีอาจมีการเปลี่ยนชิปแรมมา ซึ่งอาจทำให้ประสิทธิภาพไม่เต็มที่หรือมีปัญหาภายหลัง

อุณหภูมิ: ลองทดสอบโหลดการ์ดหนักๆ ดูอุณหภูมิทั้ง GPU และ Hot Spot ครับ ถ้าพุ่งสูงผิดปกติ หรือพัดลมทำงานเสียงดังเกินไป ก็อาจมีปัญหาเรื่องระบบระบายความร้อน

ประกัน: อันนี้สำคัญมาก เช็คว่ายังเหลือประกันไหม และประกันครอบคลุมอะไรบ้าง เพราะถ้ามีปัญหาก็ยังพอส่งเคลมได้

การ์ดที่ผ่านการขุดมา มักจะทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งอาจส่งผลต่ออายุการใช้งานได้ครับ ถ้าไม่อยากพลาดท่าเสียเงินฟรี แนะนำให้อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกซื้อการ์ดจอมือสองได้ที่ บทความนี้จาก CPUWAX เขาอธิบายไว้ค่อนข้างละเอียดทีเดียว

การมีจอคอม 3 จอ ช่วยให้ทำงานหรือเล่นเกมได้เต็มตาขึ้นเยอะ แต่จะจัดให้เสถียร ไม่โยกคลอนนี่สิ ต้องวางแผนดีๆ ก่อนตัดสินใจซื้อขาตั้งจอ

ก่อนอื่นเลย ต้องดูว่าจอเรารองรับ VESA Mount ไหม ขนาดรูยึดมาตรฐานส่วนใหญ่ก็ 75x75 หรือ 100x100 มม. ซึ่งขาตั้งจอส่วนใหญ่ก็รองรับอยู่แล้ว แต่ถ้าจอคุณมีขนาดพิเศษ ก็อาจจะต้องหาอแดปเตอร์เสริม

ถัดมาคือ น้ำหนักจอ อันนี้สำคัญมาก เพราะขาตั้งจอแต่ละรุ่นมีขีดจำกัดในการรับน้ำหนัก อย่าลืมเช็คน้ำหนักจอแต่ละตัว (ไม่รวมฐาน) แล้วรวมกันว่าเกินสเปกขาตั้งจอที่เราเล็งไว้หรือเปล่า เพราะถ้าเกิน นอกจากจะโยกคลอนแล้ว ยังอาจจะทำให้ขาตั้งเสียหายได้ด้วย

และสุดท้ายที่หลายคนมองข้ามคือ ความแข็งแรงของโต๊ะ โต๊ะบางประเภท เช่น โต๊ะกระจก หรือโต๊ะที่ขอบบางมากๆ อาจจะไม่เหมาะกับการยึดขาตั้งจอแบบ C-Clamp ซึ่งเป็นแบบที่หนีบกับขอบโต๊ะ ถ้าโต๊ะไม่แข็งแรงพอ อาจจะทำให้โต๊ะเสียหายหรือขาตั้งไม่มั่นคงได้ ลองพิจารณาขาตั้งแบบเจาะรู (Grommet Mount) หรือแบบตั้งบนโต๊ะ (Freestanding) แทนจะดีกว่า เพื่อความชัวร์ ลองอ่าน คู่มือจาก CPUWAX เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมในการเลือกขาตั้งจอ 3 จอให้เหมาะกับการใช้งานของคุณ

หลายคนคงสงสัยว่า CPU ตัวแรงอย่าง Intel Core i5-14600K ที่ชอบบูสต์คล็อกสูงๆ เนี่ย ถ้าใช้ชุดระบายความร้อน CPU แบบลม ในงบประมาณ 2,000 บาท จะเอาอยู่จริงไหม ทั้งเรื่องความเย็นและเสียงรบกวน

จากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกล่อง เราต้องมองลึกลงไปถึงประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อนของฮีทซิงค์ และรอบพัดลมที่สัมพันธ์กับการไหลเวียนอากาศในเคสด้วย

สิ่งที่ต้องพิจารณาเมื่อเลือก ชุดระบายความร้อนลม i5 14600k ในงบนี้:

ขนาดฮีทซิงค์: ยิ่งใหญ่ ยิ่งมีพื้นที่ผิวระบายความร้อนเยอะ ก็ยิ่งช่วยเรื่องความเย็นได้ดีขึ้น

จำนวนฮีทไปป์: ฮีทไปป์เยอะๆ ช่วยนำความร้อนจาก CPU ไปยังฟินได้เร็วขึ้น

พัดลม: ดูค่า CFM (อัตราการไหลเวียนอากาศ) และรอบ RPM ที่สัมพันธ์กับเสียงรบกวน ถ้าอยากได้เงียบๆ อาจต้องยอมแลกกับประสิทธิภาพระบายความร้อนลงมานิดหน่อย หรือเลือกรุ่นที่มีพัดลมคุณภาพดีๆ

ฐานสัมผัส: สำคัญมากที่จะต้องแนบสนิทกับกระดอง CPU เพื่อการถ่ายเทความร้อนที่ดีที่สุด

สรุปคือ งบ 2,000 บาทก็ยังพอหา air cooler ที่รับมือกับ i5-14600K ได้อยู่ แต่ต้องเลือกให้เป็นและเข้าใจข้อจำกัดของมันครับ อาจจะไม่ได้เย็นเฉียบเหมือนชุดน้ำราคาสูงๆ แต่สำหรับการใช้งานทั่วไปและเล่นเกม ก็ถือว่าเพียงพอและประหยัดงบได้เยอะเลย

เดี๋ยวนี้กล้องวงจรปิดไร้สายเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่ เพราะติดตั้งง่าย ไม่ต้องเดินสายให้วุ่นวาย แต่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ มีบางเรื่องที่เราต้องคิดให้ดีกว่าแค่สเปกบนกล่อง

เรื่องแรกที่คนมักกังวลคือ แบตเตอรี่จะอึดแค่ไหน? สเปกที่เขียนมาอาจจะดูดี แต่การใช้งานจริงมันขึ้นอยู่กับหลายอย่างเลยครับ เช่น ความถี่ในการตรวจจับความเคลื่อนไหว, อุณหภูมิ, หรือแม้กระทั่งความแรงของสัญญาณ Wi-Fi ถ้ากล้องทำงานตลอดเวลา แบตฯ ก็จะหมดเร็วกว่าที่คิดเยอะ ลองอ่านรีวิวจากผู้ใช้จริงเยอะ ๆ จะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นว่ารุ่นไหนใช้งานได้นานแค่ไหนในสภาพแวดล้อมที่คล้ายกัน

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ มาตรฐาน IP67 กันน้ำกันฝุ่นจำเป็นไหมในเมืองไทย? คำตอบคือ “จำเป็นมาก” ครับ อากาศบ้านเรานี่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ทั้งฝนตกหนัก แดดจัด ฝุ่นเยอะ ถ้ากล้องไม่มีมาตรฐานนี้ อาจจะพังเร็ว หรือมีปัญหาเรื่องภาพไม่ชัดได้ง่าย ๆ เลย การมี IP67 ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่ากล้องจะทนทานต่อสภาพอากาศภายนอกได้ดีกว่า

สรุปคือ การเลือกกล้องวงจรปิดไร้สายที่ใช้แบตเตอรี่ ต้องดูมากกว่าแค่ตัวเลขบนสเปกครับ ควรพิจารณาเรื่องอายุแบตเตอรี่จริงในการใช้งาน, มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น (IP67) และฟังก์ชันการใช้งานอื่น ๆ ที่ตอบโจทย์เราจริง ๆ ลองศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนตัดสินใจ จะได้กล้องที่คุ้มค่าและใช้งานได้ยาว ๆ ครับ ถ้าอยากอ่านข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกล้องวงจรปิด ลอง คลิกอ่านต่อ ได้เลย

หลายคนคงเคยเจอสถานการณ์ที่แฟลชไดรฟ์ตัวโปรดเกิดอาการงอแง อ่านไม่ได้ หรือข้อมูลหายไปดื้อๆ ทั้งๆ ที่เพิ่งซื้อมาไม่นาน โดยเฉพาะกับคนที่ต้องพกพางานไปมา หรือย้ายไฟล์บ่อยๆ การเลือกแฟลชไดรฟ์ที่ทนทานจริงๆ เลยเป็นเรื่องสำคัญกว่าแค่ตัวเลขสเปก USB 3.2 Gen 2 ที่เห็นบนกล่อง

ปัญหาหลักๆ ของแฟลชไดรฟ์ที่ทำให้ข้อมูลหาย มักจะมาจากหลายปัจจัยครับ ไม่ใช่แค่ความเร็วอย่างเดียว:

คุณภาพของ NAND Flash: เหมือนกับ SSD ทั่วไป แฟลชไดรฟ์ก็มี NAND Flash หลายประเภท ทั้ง TLC, QLC ซึ่งมีผลต่อความทนทานและจำนวนรอบการเขียน/ลบ (P/E cycles) ยิ่ง P/E cycles สูง ยิ่งทนทาน

Controller Chip: ชิปควบคุมมีบทบาทสำคัญในการจัดการข้อมูล การกระจายการเขียน และการแก้ไขข้อผิดพลาด (ECC) แฟลชไดรฟ์ราคาถูกบางรุ่นอาจใช้ Controller ที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดปัญหาได้ง่าย

วัสดุและดีไซน์ภายนอก: แม้จะดูไม่เกี่ยวโดยตรง แต่แฟลชไดรฟ์ที่บอบบาง เสียบเข้าออกยาก หรือไม่มีฝาปิดที่ดี ก็เสี่ยงต่อความเสียหายทางกายภาพ เช่น พอร์ตหัก หรือโดนฝุ่น/ความชื้น

ระบบไฟล์และการใช้งาน: การถอดแฟลชไดรฟ์ออกโดยไม่ได้ Safely Remove Hardware หรือการฟอร์แมตผิดประเภท ก็เป็นสาเหตุยอดฮิตที่ทำให้ข้อมูลเสียหายได้

แล้วจะเลือกแฟลชไดรฟ์ยังไงให้ข้อมูลไม่หาย?

สิ่งแรกที่ควรดูก็คือ แบรนด์ครับ แบรนด์ที่มีชื่อเสียงมักจะมีมาตรฐานการผลิตที่ดีกว่า เลือกใช้ NAND Flash และ Controller ที่มีคุณภาพ รวมถึงมีการรับประกันที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ลองดูรีวิวจากผู้ใช้งานจริง เพื่อดูว่ามีปัญหาเรื่องความทนทาน หรือข้อมูลหายบ่อยแค่ไหน

ส่วนเรื่อง สเปก USB 3.2 Gen 2 ก็สำคัญ ถ้าคุณต้องการความเร็วในการถ่ายโอนไฟล์ แต่ก็อย่าลืมพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ควบคู่กันไป เพื่อให้ได้แฟลชไดรฟ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานหนักๆ และเก็บข้อมูลสำคัญของคุณได้อย่างปลอดภัยครับ

เมาส์ไร้สายราคาถูก เดี๋ยวนี้มีตัวเลือกเยอะมาก หลายคนอาจจะสงสัยว่าถ้ามีงบแค่ 500 บาท จะพอซื้อเมาส์ไร้สายที่ใช้เล่นเกม FPS ได้ดีจริงไหม? คำตอบคือ “อาจจะได้” แต่ต้องเลือกดีๆ ครับ

หัวใจสำคัญของเมาส์เกมมิ่งคือ เซ็นเซอร์ และ Polling Rate สองอย่างนี้มีผลโดยตรงต่อความแม่นยำและการตอบสนองของเมาส์

เซ็นเซอร์: เมาส์ราคาถูกบางรุ่นอาจจะใช้เซ็นเซอร์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการ “กระตุก” หรือ “หลอน” เวลาเคลื่อนไหวเร็วๆ ได้ ดังนั้นควรหาข้อมูลรุ่นเซ็นเซอร์ของเมาส์รุ่นนั้นๆ ก่อนตัดสินใจ

Polling Rate: ค่านี้บ่งบอกว่าเมาส์ส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์บ่อยแค่ไหน ยิ่งสูงยิ่งดีสำหรับเกม FPS เช่น 1000Hz หมายถึงส่งข้อมูล 1000 ครั้งต่อวินาที ทำให้การเคลื่อนไหวบนหน้าจอราบรื่นและแม่นยำขึ้น เมาส์ราคาประหยัดบางตัวอาจจะมี Polling Rate ต่ำกว่านี้ ทำให้รู้สึกว่าเมาส์ตอบสนองช้ากว่าที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ยังมีเรื่อง แบตเตอรี่ ที่สำคัญไม่แพ้กัน เมาส์ไร้สายสำหรับเล่นเกมควรมีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานพอสมควร หรือมีระบบจัดการพลังงานที่ดี เพื่อไม่ให้แบตหมดระหว่างที่กำลังมันส์กับเกม

สรุปคือ การหาเมาส์ไร้สายราคาไม่เกิน 500 บาทที่เล่น FPS ได้ดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเลยครับ ต้องใช้เวลาหาข้อมูลและอ่านรีวิวเยอะหน่อย เพื่อให้ได้เมาส์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของเรามากที่สุด อ่านฉบับเต็มได้ที่ CPUWAX เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเมาส์เกมมิ่งเกียร์และวิธีการเลือกซื้อให้คุ้มค่า

หลายคนอาจคิดว่าถ้าอยากได้ปากกาเทพๆ ไว้จดโน้ตบน Android Tablet ต้องเป็น S Pen เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วโลกของปากกาสไตลัสไม่ได้มีแค่นั้นนะครับ ถ้ามองหาตัวเลือกที่รองรับการกดน้ำหนักได้ดีพอๆ กัน หรือแม้กระทั่งดีกว่าในบางแง่ ก็ยังมีอีกหลายยี่ห้อที่น่าสนใจ

หัวใจหลักของการเลือกปากกามาใช้จดโน้ตจริงจังคือ:

การรับรู้แรงกด (Pressure Sensitivity): ยิ่งรองรับระดับแรงกดได้เยอะ การวาดเส้นหนักเบาก็จะยิ่งสมจริง

ระบบตัดการสัมผัสฝ่ามือ (Palm Rejection): อันนี้สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราวางมือบนจอได้สบายๆ โดยที่ปากกาเท่านั้นที่ถูกนับว่าเป็นการอินพุต

ความหน่วงต่ำ (Low Latency): เวลาเขียนแล้วเส้นขึ้นแทบจะทันที จะช่วยให้ประสบการณ์การจดโน้ตลื่นไหล ไม่หงุดหงิด

นอกเหนือจาก S Pen ที่เป็นตัวเลือกมาตรฐานสำหรับ Samsung แล้ว ปัจจุบันมีปากกา Active Stylus หลายรุ่นที่ทำงานร่วมกับ Android Tablet ได้ดี แถมยังรองรับฟีเจอร์สำคัญเหล่านี้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่เน้นเรื่องปากกาโดยเฉพาะ หรือแม้แต่ตัวเลือกจากผู้ผลิตแท็บเล็ตรายอื่นๆ ที่เริ่มให้ความสำคัญกับประสบการณ์การเขียนมากขึ้น

การเลือกปากกาที่ใช่ไม่ได้แปลว่าต้องติดอยู่กับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเสมอไปครับ ลองมองหาตัวเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานของคุณมากที่สุดดู รายละเอียดเชิงลึกเรื่องปากกา Android Tablet รวมถึงคำแนะนำในการเลือกซื้อเพิ่มเติม ลองดูได้ที่นี่ครับ https://cpuwax.co/articles/45-buying-guide-tablet/

เดี๋ยวนี้อุปกรณ์หลายอย่างก็หันมาใช้ Type-C PD กันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Power Bank หรือ Adapter ชาร์จเร็ว แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางที Power Bank หรือ Adapter ของเราถึงพังเร็วผิดปกติ ทั้งที่ก็ไม่ได้ทำตกหรือใช้งานหนักอะไรเลย?

สาเหตุหนึ่งที่หลายคนมองข้ามคือ “สาย Type-C PD ปลอม” ครับ สายพวกนี้ไม่ได้แค่ชาร์จช้าอย่างเดียว แต่มันสามารถทำให้อุปกรณ์ที่เราแสนจะถนอมพังได้จริงๆ เพราะมาตรฐานการผลิตที่ไม่ได้คุณภาพ ทำให้จ่ายไฟไม่เสถียร หรือมีปัญหาเรื่องการระบายความร้อน ซึ่งส่งผลเสียต่อวงจรภายในของอุปกรณ์ชาร์จของเราโดยตรง

ก่อนจะเสียบชาร์จครั้งต่อไป ลองเช็ก 4 จุดนี้ดูนะครับ เพื่อความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่คุณรัก:

สังเกตแพ็กเกจ: ของแท้มักจะมีข้อมูลครบถ้วน ชัดเจน มีมาตรฐานการผลิตระบุไว้

งานประกอบ: สายแท้จะดูแน่นหนา หัวต่อไม่มีรอยต่อที่ไม่เรียบร้อย หรือพลาสติกบิดเบี้ยว

วัสดุสาย: ลองสัมผัสดู สายแท้จะมีความยืดหยุ่น ไม่แข็งกระด้างหรือบางเกินไป

การทำงาน: ถ้าชาร์จแล้วรู้สึกร้อนผิดปกติ หรือชาร์จได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น นี่อาจเป็นสัญญาณอันตราย

ลงทุนกับสายชาร์จดีๆ สักเส้น คุ้มค่ากว่าต้องมาซ่อมหรือซื้ออุปกรณ์ใหม่บ่อยๆ นะครับ ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ CPUWAX เพื่อให้แน่ใจว่าได้ของแท้ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน.

หลายคนอาจเคยได้ยินว่าเครื่องปริ้นแบบ Ink Tank ประหยัดหมึก คุ้มค่าในระยะยาว แต่เคยสงสัยไหมว่าถ้าเราไม่ได้ปริ้นบ่อยๆ มันจะยังคุ้มอยู่รึเปล่า?

ปัญหาที่คนปริ้นเตอร์ Ink Tank มักเจอคือ “หัวพิมพ์ตัน” โดยเฉพาะถ้าทิ้งเครื่องไว้นานๆ ไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ เหมือนหมึกแห้งคาหัวพิมพ์นั่นแหละครับ

สาเหตุหลักๆ ก็มาจาก

ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน: หมึกจะแห้งและอุดตันที่หัวพิมพ์

สภาพแวดล้อม: ความร้อนหรือฝุ่นละอองก็มีส่วนทำให้หมึกแห้งเร็วขึ้น

แล้วจะแก้ยังไง?

ทำความสะอาดหัวพิมพ์: เครื่องปริ้นส่วนใหญ่จะมีฟังก์ชันนี้ในซอฟต์แวร์ ลองกดสั่งคลีนหัวพิมพ์ดู อาจต้องทำหลายครั้งหน่อย

ปริ้นทดสอบบ่อยๆ: อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้หมึกมีการไหลเวียนอยู่เสมอ ปริ้นอะไรก็ได้ง่ายๆ เช่น หน้าทดสอบ หรือเอกสารขาวดำ

แต่ถ้าลองทุกทางแล้วยังแก้ไม่ได้ อาจจะต้องถึงมือช่าง หรือพิจารณาเปลี่ยนหัวพิมพ์ ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็อาจจะไม่น้อยเลยนะครับ

สรุปคือ ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ปริ้น หรือนานๆ ปริ้นที เครื่อง Ink Tank อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่คุ้มที่สุดเสมอไป เพราะความเสี่ยงเรื่องหัวพิมพ์ตันมีสูง และค่าซ่อมก็อาจจะทำให้ไม่ประหยัดอย่างที่คิด ลองพิจารณาไลฟ์สไตล์การใช้งานของคุณให้ดีก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับการดูแลรักษาอุปกรณ์สำนักงานอื่นๆ ได้ครับ