Cpuwax รีวิวอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

CPUWAX เป็นบล็อกรวบรวมบทความ รีวิว และข้อมูลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที ครอบคลุม CPU การ์ดจอ เมนบอร์ด RAM SSD โน้ตบุ๊ก จอมอนิเตอร์ เกมมิ่งเกียร์ และอุปกร

หลายคนกำลังมองหาโน้ตบุ๊กเครื่องเดียวที่ตอบโจทย์ได้ทั้งทำงานและเล่นเกม แต่พอไปดูสเปกแล้วอาจจะงงว่าทำไมโน้ตบุ๊กทำงานกับโน้ตบุ๊กเกมมิ่งถึงดูต่างกันจัง นอกจากเรื่องการ์ดจอที่เห็นชัดๆ แล้ว จริงๆ มันมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่านั้นเยอะเลยนะ

ลองนึกภาพโน้ตบุ๊กทำงานทั่วไป ส่วนใหญ่จะเน้นพกพาง่าย แบตอึด หน้าจอสีตรงหน่อย เพราะต้องเปิดใช้งานนานๆ พิมพ์เอกสาร ประชุมออนไลน์ แต่ถ้าเป็นโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง คุณจะเห็นเลยว่ามันมักจะหนากว่า หนักกว่า เพราะต้องมีพื้นที่สำหรับระบบระบายความร้อนที่ดีเยี่ยม รองรับ CPU กับ GPU ที่กินไฟเยอะๆ เวลาเล่นเกมหนักๆ ไม่ให้เครื่องร้อนจนค้าง

เรื่อง TDP ของ CPU ก็เป็นอีกจุดที่ต่างกันมากๆ ในโน้ตบุ๊กทำงาน CPU อาจจะถูกปรับให้ใช้พลังงานน้อยลงเพื่อประหยัดแบต แต่ในโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง CPU จะทำงานเต็มประสิทธิภาพ เพื่อรีดเฟรมเรตสูงสุดออกมาให้ได้ นอกจากนี้เรื่องพอร์ตเชื่อมต่อบางรุ่นก็อาจจะต่างกัน โน้ตบุ๊กทำงานอาจจะมีพอร์ตสำหรับจอภายนอกเยอะหน่อย ขณะที่เกมมิ่งอาจจะเน้นพอร์ตสำหรับอุปกรณ์เสริมเกมมิ่งโดยเฉพาะ

สรุปคือถ้าจะซื้อเครื่องเดียวใช้ทั้งทำงานและเล่นเกม ต้องพิจารณาดีๆ เพราะมันมีข้อจำกัดอยู่บ้าง ลองเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โน้ตบุ๊กทำงาน เล่นเกม ต่างกัน ตรงไหนบ้าง จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าสเปกแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด

หลายคนกำลังชั่งใจเรื่องหลอดไฟอัจฉริยะ ว่าจะคุ้มค่าไฟจริงไหม หรือเป็นแค่ฟีเจอร์ที่เราไม่ได้ใช้? จริงๆ แล้วมันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดครับ

หลักๆ คือหลอดไฟอัจฉริยะก็คือหลอดไฟ LED ที่เพิ่มวงจรควบคุมเข้ามา ทำให้มันเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ Bluetooth ได้ เพื่อสั่งงานผ่านแอปมือถือ ตั้งเวลา เปิด-ปิด ปรับสี ปรับความสว่างได้ ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้หลายคนคิดว่า “ต้องกินไฟเพิ่มแน่ๆ”

ในแง่ของตัวหลอดไฟเอง พลังงานหลักๆ ที่ใช้ก็มาจากการส่องสว่างนี่แหละครับ ถ้าเทียบกำลังไฟ (วัตต์) เท่ากัน หลอด LED อัจฉริยะกับ LED ธรรมดาก็ให้ความสว่างและกินไฟพอๆ กันในส่วนของการให้แสงสว่าง แต่ส่วนที่เพิ่มมาคือวงจรควบคุมที่ว่ามานั้น ซึ่งใช้พลังงานน้อยมากๆ แค่ไม่กี่วัตต์เท่านั้นเองครับ

แต่จุดที่คนมักมองข้ามคือ การใช้งาน ครับ

ความสะดวก: การตั้งเวลาเปิด-ปิดอัตโนมัติ หรือสั่งงานระยะไกล อาจทำให้เราลืมปิดไฟน้อยลง

การปรับความสว่าง: หลายครั้งที่เราไม่ต้องการความสว่างเต็มที่ การหรี่ไฟลงก็ช่วยประหยัดไฟได้ในทางอ้อม

โหมดประหยัดพลังงาน: บางรุ่นมีฟีเจอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว หรือปรับแสงตามสภาพแวดล้อม ซึ่งช่วยลดการเปิดไฟทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น

สรุปคือ ถ้ามองแค่ตัวหลอดไฟเพียวๆ ส่วนต่างค่าไฟระหว่าง LED ธรรมดากับ LED อัจฉริยะแทบไม่ต่างกันเลยครับ แต่ความคุ้มค่าจะอยู่ที่ฟังก์ชันเสริมที่เราเลือกใช้ต่างหาก ถ้าใช้ฟีเจอร์พวกนี้ให้เกิดประโยชน์ มันก็ช่วยลดค่าไฟโดยรวมได้ แต่ถ้าซื้อมาแล้วใช้แค่เปิด-ปิดธรรมดา ก็อาจจะจ่ายแพงกว่าเพื่อฟีเจอร์ที่ไม่ได้ใช้เท่านั้นเองครับ อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ หลอดไฟอัจฉริยะคุ้มกับค่าไฟจริงไหม

เวลาเลือกกล้องวงจรปิดมาใช้ในบ้าน นอกจากฟังก์ชันการใช้งานแล้ว สิ่งที่หลายคนกังวลคือเรื่องการบันทึกข้อมูลว่าจะเลือกแบบไหนดีระหว่างเก็บในคลาวด์หรือ SD Card ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป

ถ้ามองเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลเป็นหลัก การเก็บไฟล์บนคลาวด์ดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะข้อมูลจะถูกส่งไปเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ภายนอกทันที ถึงแม้ตัวกล้องจะถูกทำลายหรือถูกขโมยไป คลิปวิดีโอก็ยังอยู่ครบถ้วน ไม่ต้องกลัวหาย แต่ก็แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต้องจ่ายสม่ำเสมอตามแพ็คเกจที่เลือก

ส่วนการบันทึกข้อมูลลง SD Card ข้อดีคือไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนเพิ่มเติม แถมยังติดตั้งและใช้งานง่าย แค่เสียบการ์ดเข้าไปในกล้องก็พร้อมใช้งานได้เลย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความเรียบง่ายและไม่ต้องการมีภาระค่าใช้จ่ายรายเดือน อย่างไรก็ตาม ข้อเสียที่สำคัญคือหากตัวกล้องถูกขโมยหรือเสียหาย ข้อมูลใน SD Card ก็จะหายไปพร้อมกับกล้องด้วย ทำให้ไม่สามารถเรียกดูย้อนหลังได้

การตัดสินใจว่าจะเลือกแบบไหนนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของคุณเอง หากให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลเป็นอันดับแรกและยินดีจ่ายค่าบริการรายเดือน คลาวด์ก็เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ แต่ถ้าต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายและเน้นความสะดวกในการใช้งาน SD Card ก็เป็นทางเลือกที่ดี

สำหรับใครที่อยากรู้รายละเอียดเชิงลึกและเปรียบเทียบแต่ละด้านให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลอง คลิกอ่านต่อ ได้เลย จะได้ตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกับบ้านของคุณ

เคยคิดไหมว่าแค่นั่งอยู่เฉยๆ แล้วสั่งให้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงเปิดปิดได้ดั่งใจ? ปลั๊กอัจฉริยะนี่แหละคือคำตอบ หลายคนอาจจะคิดว่ามันยุ่งยากซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วมันง่ายกว่าที่คิดเยอะเลยนะ

หัวใจสำคัญคือการเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่เป็น 2.4GHz ซึ่งอุปกรณ์ IoT ส่วนใหญ่ยังใช้คลื่นความถี่นี้อยู่ ไม่ต้องกังวลว่ามันจะช้าหรือทำให้เน็ตมีปัญหา เพราะมันคนละส่วนกัน

หลังจากเชื่อมต่อ Wi-Fi และตั้งค่าผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถเริ่มสั่งงานได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิดไฟ จอภาพ หรือแม้แต่พัดลมระบายความร้อนของเคสคอมพิวเตอร์ตามเวลาที่กำหนด หรือจะสั่งด้วยเสียงผ่าน Google Assistant หรือ Alexa ก็ยังได้

ข้อดีคือเราไม่ต้องลุกไปกดสวิตช์เอง แถมยังช่วยประหยัดพลังงานได้ด้วยการตั้งเวลาปิดอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นตอนที่เราไม่อยู่บ้าน หรือนอนหลับไปแล้ว ใครที่อยากลองเริ่มต้นกับสมาร์ทโฮมง่ายๆ ในโลกของคอมพิวเตอร์ การใช้ปลั๊กอัจฉริยะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลยล่ะ อ่านต่อที่ CPUWAX เพื่อดูขั้นตอนแบบละเอียดได้เลย

หลายคนคงเคยฝันอยากมีมุมทำงานที่บ้านสวยๆ ครบครัน แต่พอเจอราคาอุปกรณ์แต่ละชิ้นก็ถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยิ่งงบจำกัดแค่ 5,000 บาท ยิ่งต้องคิดหนักว่าจะจัดลำดับการซื้อยังไงให้คุ้มค่าที่สุด ไม่เสียดายทีหลัง

หัวใจสำคัญของการจัดโต๊ะทำงานในงบนี้คือ “การจัดลำดับความสำคัญ” ครับ ลองนึกภาพดูว่าอะไรคือสิ่งที่คุณต้องใช้ “ทุกวัน” และมีผลต่อสุขภาพหรือประสิทธิภาพการทำงานโดยตรง สิ่งเหล่านั้นควรมาเป็นอันดับแรกเสมอ

เก้าอี้ Ergonomic: อันนี้ลงทุนก่อนได้เลยครับ เพราะส่งผลโดยตรงกับสุขภาพหลัง ถ้าเลือกเก้าอี้ไม่ดี ปวดหลังปวดไหล่บ่อยๆ การทำงานก็ไม่มีความสุขแน่นอน

โต๊ะทำงานที่เหมาะสม: ขนาดของโต๊ะก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรเลือกให้พอดีกับพื้นที่และรองรับอุปกรณ์หลักที่คุณมี อย่าให้เล็กหรือใหญ่เกินไปจนใช้งานลำบาก

อุปกรณ์พื้นฐาน (เมาส์, คีย์บอร์ด): ถ้าอันเก่าเริ่มรวน หรือไม่ตอบโจทย์การใช้งานระยะยาว การอัปเกรดส่วนนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน

แสงสว่างที่เพียงพอ: โคมไฟตั้งโต๊ะดีๆ สักอันช่วยถนอมสายตาได้มาก โดยเฉพาะถ้าต้องทำงานช่วงเย็นหรือกลางคืน

ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ เช่น จอเสริม, แท่นวางโน้ตบุ๊ก, หรือของตกแต่งต่างๆ อาจจะรอไว้ก่อนได้ ถ้ามีงบเหลือค่อยทยอยซื้อเพิ่มทีหลัง เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการทำงานโดยตรงเท่ากับสิ่งแรกๆ ที่กล่าวมา

การวางแผนที่ดีจะช่วยให้คุณได้โต๊ะทำงานที่ตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุดในงบประมาณที่มี ไม่ต้องเสียเงินไปกับของที่ไม่จำเป็น และสามารถสร้าง Productivity ที่ดีได้เหมือนกัน ลองเข้าไปดูแนวทางและอุปกรณ์ที่น่าสนใจได้ที่ CPUWAX เพื่อเป็นไอเดียเพิ่มเติมครับ

หลายคนมองหาปริ้นเตอร์สำหรับใช้งานที่บ้าน มักจะโฟกัสไปที่ราคาเครื่องอย่างเดียว ซึ่งเป็นกับดักที่ทำให้เสียเงินเพิ่มในระยะยาว เพราะต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่อง แต่เป็นค่าหมึกหรือโทนเนอร์และการใช้งานของเรา

ถ้าคุณพิมพ์ไม่บ่อย เน้นพิมพ์รูปภาพสีสวยๆ หรือเอกสารที่ต้องการความละเอียดสูง คู่มือจาก CPUWAX แนะนำว่า Inkjet อาจจะตอบโจทย์กว่า เพราะราคาเครื่องถูกกว่าและคุณภาพสีดี แต่ต้องระวังเรื่องหัวพิมพ์อุดตันถ้าทิ้งไว้นานๆ ไม่ได้ใช้งาน

ในทางกลับกัน ถ้าคุณพิมพ์เอกสารขาวดำเยอะๆ พิมพ์เร็วๆ หรือพิมพ์ครั้งละมากๆ Laser คือตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า แม้ราคาเครื่องจะสูงกว่า Inkjet แต่ต้นทุนต่อแผ่นจะถูกกว่ามาก และไม่ต้องกังวลเรื่องหมึกแห้งหรือหัวพิมพ์ตัน ที่สำคัญคือความเร็วในการพิมพ์ที่เหนือกว่า

สรุปคือ การเลือกปริ้นเตอร์ให้เหมาะกับการใช้งาน ไม่ใช่แค่ดูราคาเครื่อง แต่ต้องดูพฤติกรรมการพิมพ์ของเราด้วย เพื่อให้ได้เครื่องที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว

ช่วงนี้ใคร ๆ ก็พูดถึงโต๊ะปรับระดับไฟฟ้า หรือ Standing Desk กันเยอะ จนหลายคนเริ่มลังเลว่ามันจำเป็นจริงหรือเปล่า? เทียบกับโต๊ะทำงานธรรมดาที่เราคุ้นเคยกันมานาน มันคุ้มค่าที่จะลงทุนเพิ่มไหมนะ

ลองมาดูมุมมองง่าย ๆ กันครับ:

ราคา: แน่นอนว่าโต๊ะปรับระดับแพงกว่าโต๊ะธรรมดาพอสมควร โดยเฉพาะรุ่นไฟฟ้า แต่ก็มีตัวเลือกแบบมือหมุนที่ราคาเป็นมิตรขึ้นมาหน่อย

สุขภาพ: ข้อนี้คือจุดแข็งหลักของโต๊ะปรับระดับ การได้เปลี่ยนอิริยาบถยืนสลับนั่งช่วยลดความเสี่ยงจากอาการปวดหลัง ไหล่ หรือคอที่มักเกิดจากการนั่งนาน ๆ ได้จริง

ประสิทธิภาพ: บางคนรู้สึกว่าการได้ยืนทำงานช่วยให้ตื่นตัวและมีสมาธิมากขึ้น ส่งผลให้ทำงานได้ดีขึ้น แต่บางคนก็อาจจะไม่ได้รู้สึกต่างกันมาก

อายุการใช้งาน: โต๊ะปรับระดับไฟฟ้ามีกลไกที่ซับซ้อนกว่า อาจมีโอกาสเสียได้มากกว่าโต๊ะธรรมดา แต่ถ้าเลือกแบรนด์ดี ๆ ก็ใช้งานได้ยาว ๆ ครับ

สรุปง่าย ๆ คือ ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอนาน ๆ ทุกวัน เริ่มมีอาการปวดเมื่อย หรืออยากลงทุนกับสุขภาพในระยะยาว โต๊ะปรับระดับก็อาจจะตอบโจทย์และคุ้มค่าสำหรับคุณครับ แต่ถ้าไม่ได้นั่งนานมาก หรือเน้นความประหยัด โต๊ะธรรมดาก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีอยู่ดี

สำหรับใครที่อยากรู้ข้อมูลเชิงลึกและรายละเอียดการเปรียบเทียบแบบเจาะลึก ลองอ่านฉบับเต็มได้ที่นี่เลยครับ: โต๊ะปรับระดับไฟฟ้าคุ้มไหม เทียบกับโต๊ะธรรมดา

หลายคนทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นชั่วโมง ๆ แต่ดันละเลยเรื่องเก้าอี้ พอนั่งไปสักพักก็เริ่มปวดหลัง ปวดคอ จนเสียสมาธิทำงาน จริง ๆ แล้วการเลือกเก้าอี้ที่เหมาะสมไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่เป็นเรื่องของการออกแบบที่เข้าใจสรีระของเรา

เวลาเลือกเก้าอี้ทำงาน ลองดูจุดสำคัญ ๆ เหล่านี้:

Lumbar Support (ส่วนรองรับบั้นเอว): อันนี้สำคัญมาก เพราะเป็นส่วนที่ช่วยรักษากระดูกสันหลังส่วนล่างให้โค้งตามธรรมชาติ เก้าอี้ที่ดีควรปรับระดับส่วนนี้ได้ หรือมีรูปทรงที่รองรับกับส่วนเว้าของหลังเราพอดี

ความลึกของเบาะ: เบาะต้องไม่ลึกเกินไปจนขาเราลอย หรือตื้นเกินไปจนต้นขาไม่ได้รับการรองรับที่พอดี ควรจะเหลือพื้นที่ประมาณ 2-3 นิ้วระหว่างขอบเบาะกับน่องขา

ที่พักแขน (Armrest): หลายคนมองข้าม แต่ที่พักแขนที่ปรับระดับได้ช่วยลดภาระที่ไหล่และคอได้ดีมาก ลองปรับให้ข้อศอกอยู่ในมุม 90 องศาเวลาพิมพ์งานดูครับ

การลงทุนกับเก้าอี้ทำงานดี ๆ ไม่ใช่แค่ช่วยเรื่องความสบาย แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวและประสิทธิภาพในการทำงานด้วย ใครที่กำลังมองหาเก้าอี้ตัวใหม่ ลองดู รายละเอียดเรื่องเก้าอี้ทำงานปวดหลัง เพิ่มเติมได้เพื่อประกอบการตัดสินใจครับ เพราะเก้าอี้ที่ใช่จะทำให้เรานั่งทำงานได้สบายตลอดทั้งวัน ไม่ว่างานจะเยอะแค่ไหนก็ตาม

ช่วงนี้กล้องวงจรปิด Wi-Fi เป็นที่นิยมมาก เพราะติดตั้งง่าย ดูภาพได้จากมือถือสะดวกสบาย แต่รู้ไหมว่าไอ้ความสะดวกสบายนี้มันมาพร้อมกับความเสี่ยงที่แฮกเกอร์อาจเข้ามาส่องบ้านเราได้ง่ายๆ ถ้าตั้งค่าไม่ดี

ปัญหาหลักๆ ที่ทำให้กล้องโดนแฮกก็มักจะมาจาก:

รหัสผ่านเริ่มต้น (Default Password): กล้องหลายยี่ห้อใช้รหัสผ่านที่ตั้งมาจากโรงงาน ซึ่งแฮกเกอร์รู้กันหมด

เฟิร์มแวร์เก่า: ผู้ผลิตมักจะออกอัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ความปลอดภัย ถ้าเราไม่อัปเดต กล้องก็เสี่ยง

ฟังก์ชัน Privacy Mode: บางทีเราก็อยากมีพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ถูกบันทึกภาพใช่ไหม? กล้องที่ดีควรมีโหมดนี้ให้ใช้งาน

ก่อนจะซื้อกล้องหรือหลังจากติดตั้งไปแล้ว ลองเช็กดูหน่อยว่ากล้องของคุณมีช่องโหว่พวกนี้หรือเปล่า การป้องกันไว้ก่อนดีกว่ามานั่งกังวลทีหลังนะ ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกซื้อและตั้งค่ากล้องวงจรปิดให้ปลอดภัยได้ที่ CPUWAX เพื่อความอุ่นใจในการใช้งานเทคโนโลยีในบ้านเรา

ใครที่ใช้แท็บเล็ตแล้วอยากได้ปากกามาช่วยงาน ไม่ว่าจะวาดรูป จดโน้ต หรือใช้ทำงานทั่วไป ส่วนใหญ่ก็จะนึกถึง Apple Pencil เป็นอันดับแรก ๆ เพราะเป็นที่รู้จักและใช้งานง่ายกับ iPad แต่จริง ๆ แล้วในตลาดก็มีปากกาสไตลัสอีกหลายรุ่นที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลยนะ

บางคนอาจจะใช้แท็บเล็ต Android หรือ Windows ก็ต้องมองหาปากกาที่เข้ากันได้ ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็มีจุดเด่นต่างกันไป ทั้งเรื่องความไวในการตอบสนอง แรงกด การรองรับการเอียง หรือแม้กระทั่งฟังก์ชันพิเศษอย่างปุ่มลัดต่าง ๆ ที่ช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น Samsung S Pen ที่มาพร้อมกับแท็บเล็ตของ Samsung ก็มีฟังก์ชัน Air Actions ที่ช่วยให้ควบคุมแท็บเล็ตได้โดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ หรือปากกาจากแบรนด์อื่น ๆ อย่าง Adonit หรือ Logitech ก็มีตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการความคุ้มค่า หรือมีฟังก์ชันเฉพาะทาง

การเลือกปากกาที่ใช่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาไปใช้งานแบบไหนเป็นหลัก ถ้าเน้นวาดรูป รายละเอียดของเส้นและความแม่นยำก็สำคัญ แต่ถ้าเน้นจดโน้ต ฟิลลิ่งการเขียนที่ลื่นไหลและแบตเตอรี่ที่อึดก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

สำหรับใครที่ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าปากการุ่นไหนจะเหมาะกับสไตล์การใช้งานของตัวเอง หรืออยากเปรียบเทียบคุณสมบัติแบบเจาะลึก ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมและคำแนะนำดีๆ ได้ที่ อ่านต่อที่ CPUWAX เขาเปรียบเทียบไว้ค่อนข้างละเอียดเลย