ตลาดออโต้คาร์ รีวิวของแต่งรถและอุปกรณ์รถยนต์

บทความสำหรับคนใช้รถ รวมรีวิวของแต่งรถ อะไหล่รถยนต์ น้ำมันเครื่อง แบตเตอรี่ อุปกรณ์ดูแลรถ แก็ดเจ็ต รถไฟฟ้า และมอเตอร์ไซค์ พร้อมคำแนะนำก่อนเลือกซื้อสินค้าให้เหมาะ

หลายคนมองหาจักรยานไฟฟ้าไว้ปั่นในเมือง แต่อาจกังวลเรื่องการขึ้นสะพานหรือทางชันเล็กๆ น้อยๆ ว่าจะไหวหรือเปล่า? บอกเลยว่าขึ้นได้แน่นอนครับ แต่ประสิทธิภาพจะดีแค่ไหนขึ้นอยู่กับประเภทมอเตอร์เป็นหลักเลย

โดยทั่วไปมอเตอร์จักรยานไฟฟ้าที่เห็นบ่อยๆ จะมีอยู่ 2 แบบใหญ่ๆ คือ

– Hub Drive: มอเตอร์จะอยู่ที่ดุมล้อหน้าหรือหลัง ข้อดีคือราคาไม่สูงมาก และติดตั้งง่าย เหมาะกับการใช้งานทั่วไปที่ไม่ได้เน้นขึ้นทางชันบ่อยๆ หรือชันมาก

– Mid Drive: มอเตอร์จะอยู่ตรงกลางตัวรถ ใกล้กับชุดจานปั่น ข้อดีคือช่วยกระจายน้ำหนักได้ดีกว่า และมีแรงบิดที่สูงกว่า ทำให้ขึ้นเนินชันๆ ได้ดีกว่าและต่อเนื่องกว่า

ถ้าคุณต้องเจอกับเส้นทางที่มีสะพานข้ามแยก หรือทางลาดชันบ่อยๆ การเลือกจักรยานไฟฟ้าแบบ Mid Drive ก็น่าจะตอบโจทย์มากกว่า เพราะแรงบิดที่ส่งออกมาจะช่วยให้การปั่นขึ้นเนินเป็นเรื่องง่ายขึ้นเยอะ ไม่ต้องออกแรงมากเกินไปครับ

ส่วนใครที่อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมว่ามอเตอร์แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียยังไง แล้วแบบไหนเหมาะกับสไตล์การขับขี่ของคุณจริงๆ ลองอ่านฉบับเต็มที่ TaladAutoCar เพื่อประกอบการตัดสินใจได้เลยครับ

หลายคนอาจสงสัยว่าน้ำยาทำความสะอาดเครื่องยนต์ภายใน หรือที่เรียกกันว่า Engine Flush เนี่ย จำเป็นแค่ไหน แล้วถ้าใช้บ่อยๆ จะดีหรือเปล่า หรือซีลยางจะพังไหม?

จริงๆ แล้วน้ำยาพวกนี้มีประโยชน์นะ ช่วยชะล้างคราบสกปรก คราบเขม่าที่เกาะตามชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ ทำให้การไหลเวียนของน้ำมันเครื่องดีขึ้น เครื่องยนต์ทำงานได้ราบรื่นขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ตลอดเวลา หรือใช้บ่อยๆ

โดยทั่วไปแล้ว การใช้น้ำยาทำความสะอาดเครื่องยนต์ภายในไม่ได้จำเป็นต้องทำทุกครั้งที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง อาจจะทำปีละครั้ง หรือทุกๆ 20,000 – 40,000 กิโลเมตร หรือเมื่อรู้สึกว่าเครื่องยนต์เริ่มมีอาการอืด กินน้ำมันมากขึ้น หรือมีเสียงดังผิดปกติก็ได้

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือการเลือกใช้น้ำยา ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน และอ่านฉลากให้ดี เพราะน้ำยาบางชนิดอาจมีส่วนผสมที่รุนแรงเกินไป ทำให้ซีลยางหรือโอริงต่างๆ เสื่อมสภาพเร็วขึ้นได้

ถ้าอยากได้ข้อมูลละเอียดๆ เพิ่มเติม หรือกำลังมองหาน้ำยาทำความสะอาดเครื่องยนต์ที่เหมาะกับรถของคุณ ลองดูข้อมูลใน คู่มือจาก TaladAutoCar เพื่อประกอบการตัดสินใจได้เลยนะ

หลายคนขับมอเตอร์ไซค์ทุกวัน ใช้เดินทางไปทำงาน หรือไปธุระใกล้ๆ แล้วเคยสงสัยไหมว่า น้ำมันเครื่องที่เราเติมเนี่ย มันดีพอสำหรับรถเราหรือเปล่า? โดยเฉพาะเรื่องน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์กับสังเคราะห์แท้ หลายคนลังเลว่าจะเลือกแบบไหนดี เพราะราคาก็ต่างกันพอสมควร

หลักๆ เลย น้ำมันเครื่องมอเตอร์ไซค์ กึ่งสังเคราะห์ จะเป็นเหมือนลูกผสม ที่เอาข้อดีของน้ำมันพื้นฐานกับสารเพิ่มคุณภาพมารวมกัน ทำให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีในราคาที่จับต้องได้ เหมาะกับรถที่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก ขับไม่ไกลมาก หรือไม่ได้ใช้รอบสูงจัดๆ ตลอดเวลา

ส่วนน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ อันนี้คือจัดเต็มเรื่องคุณภาพ เพราะผลิตจากน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์ล้วนๆ เลย ทำให้ทนทานต่อความร้อนได้ดีกว่า ลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ได้เยี่ยม เหมาะกับคนที่ใช้รถหนักหน่อย ขับทางไกลบ่อยๆ หรือขับขี่ด้วยความเร็วสูงเป็นประจำ

สำหรับรถบ้านที่ใช้งานทุกวัน ส่วนใหญ่แล้วน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ก็ตอบโจทย์ได้ดีแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อน้ำมันสังเคราะห์แท้เสมอไป แค่เลือกเกรดความหนืดที่เหมาะสมตามคู่มือรถ และเปลี่ยนถ่ายตามระยะเวลาที่กำหนด แค่นี้เครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คู่ใจของคุณก็จะทำงานได้อย่างราบรื่นแล้ว

เคยสังเกตไหมว่ายางมอเตอร์ไซค์ที่เราใช้กันอยู่ มันเกาะถนนได้ดีจริง ๆ แค่ไหน ไม่ว่าจะถนนแห้งหรือเปียก หลายคนอาจจะคิดว่าแค่เปลี่ยนยี่ห้อดัง ๆ ก็พอแล้ว แต่จริง ๆ แล้วมันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะเลยนะ

เวลาเลือกยางมอเตอร์ไซค์ขอบ 17 ที่สำคัญคือต้องดูที่เนื้อยางกับดอกยางเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ยี่ห้อ บางที Michelin อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ทุกคนเสมอไป เพราะ IRC หรือ Deestone เองก็มีรุ่นที่ประสิทธิภาพดีไม่แพ้กัน แถมราคาก็สบายกระเป๋ามากกว่าด้วย

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราเน้นขี่ในเมือง เจอถนนเปียกบ่อยๆ ยางที่ออกแบบมาให้รีดน้ำดีๆ จะช่วยให้เรามั่นใจขึ้นเยอะเลย หรือถ้าชอบเข้าโค้งบ่อยๆ ยางที่มีเนื้อยางนิ่มหน่อยก็จะช่วยให้เกาะถนนได้ดีขึ้น

ส่วนตัวแล้ว ผมว่ามันขึ้นอยู่กับสไตล์การขับขี่ของเราเป็นหลักเลยนะ ถ้าอยากได้ข้อมูลเปรียบเทียบแต่ละยี่ห้อแบบละเอียดว่ายางมอเตอร์ไซค์ขอบ 17 แต่ละแบบต่างกันยังไง ลองดูที่ ยางมอเตอร์ไซค์ขอบ 17 เกาะถนนแห้ง-เปียก Michelin, IRC, Deestone ต่างกันตรงไหนและคุ้มค่าแค่ไหนจริงๆ มีข้อมูลดีๆ ให้ตัดสินใจก่อนเปลี่ยนยางเพียบเลย

สุดท้ายนี้ อย่าลืมเช็กสภาพยางเป็นประจำด้วยนะ เพราะยางที่สึกหรอแล้วต่อให้เป็นยี่ห้อดีแค่ไหนก็อันตรายได้เหมือนกัน

สำหรับชาวสองล้อที่ชอบบิดตะลุย ทั้งในเมืองและออกทริปต่างจังหวัด โดยเฉพาะสายลุยทางชันหรือลงเขาบ่อยๆ เรื่องเบรกเป็นอะไรที่มองข้ามไม่ได้เลย เพราะถ้าผ้าเบรกไม่ดีพอ อาจจะทำให้การควบคุมรถทำได้ไม่เต็มที่

ผ้าเบรกมอเตอร์ไซค์ไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่ละยี่ห้อก็มีจุดเด่นต่างกันไป อย่างที่คุ้นๆ หู ก็มี Brembo กับ Nisin หรือแม้แต่ผ้าเบรกที่มาจากศูนย์เองเนี่ย มันก็มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกันเลยนะ

เวลาเลือกผ้าเบรก ต้องดูสไตล์การขับของเราเป็นหลัก ถ้าขับในเมืองเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ใช้ความเร็วสูงมาก ผ้าเบรกเดิมๆ ของศูนย์ก็อาจจะเพียงพอแล้ว หรือถ้าอยากอัปเกรดขึ้นมาหน่อยเพื่อความมั่นใจ Nisin ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะให้การตอบสนองที่ดีในสภาพการใช้งานทั่วไป

แต่สำหรับใครที่เป็นสายสปอร์ต ชอบความเร็ว ชอบลงเขาชันๆ หรือขับขี่แบบสมบุกสมบันหน่อย ผ้าเบรกที่ทนความร้อนได้สูงๆ อย่าง Brembo ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า เพราะช่วยให้เบรกยังคงประสิทธิภาพได้ดีแม้เจออุณหภูมิสูงจากการใช้งานหนักๆ ทำให้การควบคุมรถยังคงทำได้แม่นยำ ปลอดภัยหายห่วงครับ

การเลือกผ้าเบรกให้เหมาะสมกับการใช้งานของเราจะช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยขึ้นเยอะเลยนะ ลองศึกษาข้อมูลดีๆ ก่อนตัดสินใจเปลี่ยน ยิ่งถ้าใครกำลังมองหาข้อมูลเปรียบเทียบ ผ้าเบรกมอเตอร์ไซค์ Brembo Nisin หรือแบบของศูนย์ เพื่อให้ได้เบรกที่ตอบโจทย์การใช้งาน ไม่ต้องกังวลเรื่องเบรกลื่นตอนลงเขาอีกต่อไป

หลายคนมองหายางรถยนต์มือสอง เพราะราคาที่จูงใจ แต่ก่อนจะตัดสินใจจ่ายเงิน สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่ายางมือสองที่เรากำลังจะซื้อนั้น คุ้มค่าจริงหรือเปล่า?

แน่นอนว่ายางมือสองมีราคาถูกกว่ายางใหม่เยอะ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องประเมินให้ดี ไม่ใช่แค่ดูว่าดอกยางยังเหลือเยอะ แต่ต้องเช็กไปถึงอายุยาง สภาพโดยรวม และประวัติการใช้งานด้วย

– เช็กปีที่ผลิต: ยางมีอายุการใช้งานจำกัด แม้ดอกจะยังเต็ม แต่ถ้าเก่าเกินไป ประสิทธิภาพก็ลดลงและอาจอันตรายได้

– สังเกตความผิดปกติ: รอยแตก รอยปะขนาดใหญ่ หรือการสึกหรอที่ไม่สม่ำเสมอ เป็นสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

– สภาพเนื้อยาง: ลองใช้นิ้วกดดู ถ้ายางแข็งกระด้าง นั่นหมายถึงยางเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว

การเลือกซื้อยางมือสองที่ไม่ได้คุณภาพ นอกจากจะเปลืองเงินแล้ว ยังอาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้อีก เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ ควรพิจารณาให้รอบคอบ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

สำหรับใครที่อยากรู้รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมถึงวิธีตรวจสอบและเลือกยางมือสองอย่างละเอียด สามารถ อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ เพื่อประกอบการตัดสินใจครับ

เบาะผ้าในรถ ถึงจะดูแลยากหน่อย แต่ก็ให้ความสบายเวลานั่งได้ดีกว่าเบาะหนังนะ

ปัญหาคลาสสิกของคนใช้เบาะผ้าคือพอจะทำความสะอาดเองทีไร มักจะมีคราบด่างทิ้งไว้ให้ช้ำใจตลอด ซึ่งส่วนใหญ่ก็เกิดจากความไม่เข้าใจขั้นตอนการทำความสะอาดนั่นแหละครับ

จากประสบการณ์ตรง ผมว่าสิ่งสำคัญที่คนมักมองข้ามคือ:

– การเลือกน้ำยาให้ถูกประเภทคราบ: คราบแต่ละชนิดใช้น้ำยาต่างกัน ถ้าเลือกผิดก็อาจจะยิ่งฝังลึกหรือทำลายเนื้อผ้าได้

– การล้างน้ำยาออกให้หมดจด: นี่แหละตัวการหลักของคราบด่าง เพราะน้ำยาที่ค้างอยู่จะแห้งแล้วทิ้งรอยไว้

– การเช็ดแห้งอย่างถูกวิธี: บางคนเช็ดแรงไป หรือทิ้งให้แห้งเองแบบไม่สนใจ ก็อาจทำให้เกิดรอยด่างหรือผ้าซีดได้

ถ้าทำตามนี้ได้ รับรองว่าเบาะผ้าในรถของคุณจะกลับมาสะอาดเหมือนใหม่ ไม่ต้องเสียเงินเข้าคาร์แคร์บ่อยๆ ครับ ใครอยากรู้เทคนิคแบบละเอียดมากขึ้น ลองเข้าไปอ่านฉบับเต็มได้ที่ TaladAutoCar เลยครับ มีบอกทุกขั้นตอนที่คาร์แคร์ใช้จริง

หลายคนอาจจะมองข้ามพรมปูพื้นรถ คิดว่ามีอะไรก็ใช้ๆ ไปเถอะ แต่จริงๆ แล้วพรมปูพื้นมันมีผลต่อบรรยากาศในรถเราเยอะนะ ทั้งเรื่องความสะอาด กลิ่นอับ หรือแม้กระทั่งความสวยงาม

เท่าที่เห็นๆ กันอยู่ พรมปูพื้นรถหลักๆ ก็จะมีอยู่ 3 แบบ คือ ยาง หนัง แล้วก็ใยสังเคราะห์ ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป

– พรมยาง: ข้อดีคือทนทาน กันน้ำได้ดีมาก ทำความสะอาดง่าย แค่เอาไปฉีดน้ำล้างก็สะอาดแล้ว เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลรถ หรือรถที่ต้องเจอกับฝนบ่อยๆ แต่ข้อเสียคือเรื่องความสวยงามอาจจะไม่หรูหราเท่าไหร่ แล้วก็บางทีอาจจะมีกลิ่นยางใหม่ๆ ช่วงแรกๆ

– พรมหนัง: อันนี้จะดูหรูหราขึ้นมาหน่อย ให้ความรู้สึกพรีเมียม ทำความสะอาดก็ง่าย แต่ต้องระวังเรื่องรอยขีดข่วน ถ้าโดนของมีคมอาจจะขาดได้ง่ายกว่าพรมยาง

– พรมใยสังเคราะห์: อันนี้คือพรมติดรถเดิมๆ ส่วนใหญ่เลย ข้อดีคือราคาไม่แพง มีให้เลือกหลายแบบ หลายสีสัน แต่ข้อเสียคือเก็บฝุ่นเก่งมาก แล้วก็ถ้าโดนน้ำจะแห้งยาก ทำให้เกิดกลิ่นอับได้ง่าย

ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนพรม ลองคิดดูดีๆ ว่าเราใช้รถแบบไหน บ่อยแค่ไหน สภาพอากาศที่เจอเป็นยังไง จะได้เลือกพรมที่ตอบโจทย์การใช้งานของเราที่สุด และถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะเลือกแบบไหนดี ลองดู วิธีเลือกพรมปูพื้นรถ ยาง หนัง เพิ่มเติมได้เลย จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเยอะ

เคยไหมที่ชาร์จมือถือในรถแล้วรู้สึกว่ามันช้าเหลือเกิน? ทั้งๆ ที่ก็ใช้หัวชาร์จที่คิดว่าดีแล้ว จริงๆ แล้วการจะชาร์จให้เร็วทันใจมันมีอะไรมากกว่าแค่เสียบปลั๊กนะ

สิ่งสำคัญอย่างแรกเลยคือ “กำลังไฟ” หรือวัตต์ (W) ยิ่งวัตต์สูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งชาร์จได้เร็วขึ้นเท่านั้น ลองเช็กดูว่ามือถือเรา รองรับการชาร์จเร็วสูงสุดเท่าไหร่ แล้วเลือกหัวชาร์จให้รองรับกำลังไฟใกล้เคียงกัน เพราะบางทีหัวชาร์จที่เรามีอาจจะวัตต์น้อยเกินไป ทำให้ชาร์จได้แค่ความเร็วปกติ

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว ที่เรามักได้ยินบ่อยๆ อย่าง QC3.0 (Quick Charge 3.0) และ PD (Power Delivery) สองตัวนี้ต่างกันตรงที่ QC3.0 เป็นเทคโนโลยีของ Qualcomm มักจะเจอในมือถือ Android ส่วน PD เป็นมาตรฐานเปิดที่รองรับได้กว้างกว่า ทั้ง iPhone, iPad หรือแม้แต่โน้ตบุ๊กบางรุ่นก็ใช้ได้ ใครใช้มือถือรุ่นไหนก็ลองดูว่ารองรับเทคโนโลยีอะไร จะได้เลือกหัวชาร์จได้ถูก

บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมบางทีหัวชาร์จบอกว่าวัตต์สูง แต่ชาร์จจริงกลับไม่เร็วอย่างที่คิด? มันมีหลายปัจจัยนะ เช่น สายชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือแม้กระทั่งความร้อนในรถยนต์ก็มีผลด้วย

ถ้าอยากรู้ข้อมูลแบบละเอียดว่าหัวชาร์จในรถต้องกี่วัตต์ถึงจะชาร์จเร็วจริง และความแตกต่างระหว่าง QC3.0 กับ PD คืออะไร อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ รับรองว่าช่วยให้เลือกซื้อหัวชาร์จได้ตรงใจแน่นอน

เดี๋ยวนี้อุปกรณ์เสริมรถยนต์ออกมาเยอะแยะไปหมด บางอย่างก็ดีจริง บางอย่างก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่ อย่าง OBD2 กับ TPMS ที่หลายคนสงสัยว่ามันคืออะไร แล้วรถบ้านอย่างเรา ๆ ควรมีติดไว้ทั้งคู่มั้ย หรือเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งพอ

ลองมาดูกันง่าย ๆ ว่าแต่ละตัวทำอะไรได้บ้าง:

– OBD2 (On-Board Diagnostics II): ตัวนี้เหมือนหมอประจำรถที่คอยสแกนความผิดปกติของเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า หรือส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมองกลรถยนต์ เวลาไฟเตือนรูปเครื่องยนต์โชว์ขึ้นมา เจ้า OBD2 จะช่วยบอกโค้ดผิดพลาดให้เราเอาไปเช็กได้ว่ามีอะไรเสีย หรือต้องซ่อมตรงไหน ถ้าใครชอบดูแลรถเอง หรืออยากรู้ว่ารถเป็นอะไรก่อนเข้าอู่ ตัวนี้มีประโยชน์มากครับ โดยเฉพาะถ้าเลือกแบบ Bluetooth ที่เชื่อมกับมือถือได้ยิ่งสะดวก

– TPMS (Tire Pressure Monitoring System): อันนี้ตรงตัวเลยครับ คือระบบวัดลมยาง คอยแจ้งเตือนเราถ้ายางแบน หรือลมยางอ่อนผิดปกติ ซึ่งสำคัญมากเรื่องความปลอดภัย เพราะลมยางที่เหมาะสมจะช่วยให้การขับขี่เกาะถนน ประหยัดน้ำมัน และยืดอายุยางได้ดี ถ้าเกิดยางแบนกลางทางจะได้รู้ตัวก่อนที่จะไปต่อไม่ไหว

ถามว่าจำเป็นต้องมีทั้งคู่ไหม? เอาจริง ๆ คือมันทำงานคนละส่วนกันเลยครับ OBD2 ดูเรื่องเครื่องยนต์ ส่วน TPMS ดูเรื่องยาง ถ้าถามว่า OBD2 TPMS จำเป็นไหม สำหรับรถบ้าน คำตอบคือขึ้นอยู่กับการใช้งานและงบประมาณของคุณครับ

ถ้าเป็นคนขับรถเดินทางไกลบ่อย ๆ หรือกังวลเรื่องความปลอดภัย TPMS สำคัญกว่า เพราะเรื่องลมยางมีผลกับอุบัติเหตุโดยตรง แต่ถ้าเป็นคนชอบเช็กสภาพรถเอง อยากรู้ปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนเอาเข้าศูนย์ OBD2 ก็เป็นตัวเลือกที่ดีครับ บางคนอาจจะเลือกติด TPMS ก่อน เพราะมันเกี่ยวกับความปลอดภัยโดยตรง ส่วน OBD2 อาจจะค่อยหามาติดทีหลังก็ได้ ถ้าสนใจเรื่องการดูแลรถเชิงลึกมากขึ้น

ส่วนตัวผมมองว่า TPMS ค่อนข้างจำเป็นสำหรับทุกคนครับ ส่วน OBD2 ขึ้นอยู่กับความสนใจและการใช้งานแต่ละคนเลย