ตลาดเฮ้าส์ : ของใช้ในบ้าน จัดบ้านง่าย

ตลาดเฮ้าส์ แหล่งรวมของใช้ในบ้านที่ช่วยให้จัดบ้านง่ายขึ้น ทั้งอุปกรณ์จัดระเบียบ ของใช้ทำความสะอาด ของใช้ห้องน้ำ ห้องนอน และเครื่องมือซ่อมบ้าน พร้อมข้อมูลช่วยเลือ

ห้องน้ำนี่แหละตัวดีที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในบ้านได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะกับบ้านที่มีผู้สูงอายุอยู่ด้วย ไม่ต้องรอให้รีโนเวทห้องน้ำใหม่หมดเพื่อความปลอดภัยนะคะ เรามีตัวช่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เอามาติดเองได้ ไม่ต้องเจาะผนังให้ยุ่งยาก แถมงบประมาณก็สบายกระเป๋าด้วย

ลองนึกภาพพื้นห้องน้ำที่เปียก ๆ สิคะ แค่แผ่นกันลื่นดี ๆ สักผืนก็ช่วยได้เยอะแล้วนะ เดี๋ยวนี้มีหลายแบบเลย ทั้งแบบพรม แบบแผ่นยาง หรือสติกเกอร์กันลื่นที่แปะตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ ได้เลย ไม่ต้องกลัวลื่นตอนก้าวออกจากอ่างอาบน้ำหรือตอนยืนอาบน้ำอีกต่อไป

อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ราวจับในห้องน้ำ ค่ะ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเจาะกระเบื้องให้เป็นรอย เพราะเดี๋ยวนี้มีราวจับแบบสูญญากาศที่ติดตั้งง่าย ถอดเก็บสะดวก แถมยังแข็งแรงพอให้จับยึดตอนลุกนั่งหรือตอนก้าวเดินได้สบาย ๆ เลย ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้สูงอายุในบ้านได้มากเลยค่ะ พวกอุปกรณ์เหล่านี้แหละที่จะช่วยเปลี่ยนห้องน้ำธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยขึ้นมาได้ทันที ใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมว่ามีอุปกรณ์อะไรน่าสนใจอีกบ้าง ลองไปอ่านต่อที่ TaladHouse ได้เลยค่ะ

เคยไหมที่หาของในบ้านไม่เจอ หมุนไปหมุนมาก็เจอแต่กล่องเต็มไปหมด? ปัญหาโลกแตกของการจัดระเบียบบ้านคือของเยอะ แต่กล่องเก็บของก็มีหลายแบบจนเลือกไม่ถูกว่าจะใช้แบบไหนดี

หลักๆ เลย กล่องเก็บของที่เราใช้กันบ่อยๆ ก็จะมีแบบใสกับแบบทึบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันนะ

กล่องใส: ข้อดีคือมองเห็นของข้างในได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาเปิดหา เหมาะกับของที่ต้องหยิบบ่อยๆ อย่างพวกอุปกรณ์เย็บผ้า เครื่องเขียน หรือของเล่นชิ้นเล็กๆ ของลูก ข้อเสียคือถ้าของข้างในรก หรือไม่เป็นระเบียบก็จะดูไม่สวยงามเท่าไหร่

กล่องทึบ: เหมาะกับของที่ไม่ค่อยได้ใช้ หรือของที่อยากซ่อนไว้ไม่ให้รกสายตา เช่น เอกสารเก่าๆ ของใช้ตามฤดูกาล หรือของที่ไม่ได้สวยงามมากนัก พอปิดฝาแล้วบ้านจะดูเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นเยอะเลย ข้อเสียคือถ้าไม่ติดป้ายกำกับไว้ ก็จะงงว่าข้างในมีอะไรบ้าง

ไม่ว่าจะเลือกกล่องแบบไหน อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือการติดป้าย เพื่อให้รู้ว่ากล่องนั้นๆ เก็บอะไรไว้ ไม่ต้องรื้อหาให้วุ่นวาย ลองเขียนป้ายให้ชัดเจน ติดไว้ที่กล่องแต่ละใบ รับรองว่าชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ

สำหรับใครที่อยากได้ รายละเอียดเรื่องกล่องเก็บของ แบบไหนดี เพิ่มเติม ลองดูข้อมูลจาก TaladHouse ได้เลยนะ มีคำแนะนำดีๆ ที่ช่วยให้เราเลือกกล่องได้เหมาะกับการใช้งานในบ้านจริงๆ

ช่วงนี้ใครเปิดบิลค่าไฟมาแล้วตกใจบ้าง? บางทีไม่ใช่เพราะเราใช้ไฟเยอะขึ้นอย่างเดียว แต่อาจมีเรื่อง “ไฟรั่ว” เข้ามาเกี่ยวข้องก็ได้นะ

ไฟรั่วไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นอกจากจะอันตรายแล้ว ยังทำให้ค่าไฟบ้านเราแพงขึ้นแบบไม่รู้ตัวอีกด้วย สัญญาณเตือนเบื้องต้นที่สังเกตได้ง่าย ๆ คือ:

มิเตอร์ไฟหมุนเร็วผิดปกติ: ลองปิดไฟทุกดวงและถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างในบ้าน แล้วออกไปดูมิเตอร์ไฟ ถ้ามิเตอร์ยังหมุนอยู่ แสดงว่ามีไฟรั่วแน่นอน

เบรกเกอร์ทริปบ่อย: ถ้าเบรกเกอร์ตัดไฟบ่อย ๆ โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน เช่น ไม่ได้เสียบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมาก ๆ หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ก็เป็นไปได้ว่ามีไฟรั่ว

สายไฟหรืออุปกรณ์มีรอยไหม้: อันนี้ค่อนข้างอันตราย ถ้าเห็นรอยไหม้ หรือได้กลิ่นไหม้ตามปลั๊กไฟ สวิตช์ไฟ หรือสายไฟ ต้องรีบตรวจสอบและแก้ไขทันที

โดนไฟดูดเบาๆ: เวลาไปแตะเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือโครงสร้างโลหะในบ้านแล้วรู้สึกเหมือนโดนไฟดูดจี๊ดๆ นั่นคือสัญญาณอันตรายของไฟรั่วเลย

การหมั่นสังเกตและตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้อีกด้วย ถ้าอยากรู้ขั้นตอนการ เช็คไฟรั่วในบ้าน ด้วยตัวเองแบบละเอียด หรือเมื่อไหร่ที่ควรเรียกช่าง ก็ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมดูนะ

เคยสงสัยกันไหมว่า เบรกเกอร์ที่บ้านเราใช้อยู่มันปลอดภัยพอหรือเปล่า โดยเฉพาะบ้านไหนที่มีเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ เรื่องไฟฟ้าเนี่ยมองข้ามไม่ได้เลยจริงๆ

เบรกเกอร์ที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือแบบธรรมดา ที่จะตัดไฟเมื่อมีไฟเกินหรือไฟฟ้าลัดวงจร แต่ทีนี้มันจะมีอีกแบบที่เรียกว่า “เบรกเกอร์กันดูด” หรือ RCBO/ELCB ที่เค้าแนะนำให้ติดเพิ่มในจุดที่เสี่ยงเป็นพิเศษ

หลายคนอาจจะคิดว่าติดแค่ในห้องน้ำก็พอแล้ว เพราะเป็นที่ที่มีความชื้นสูง โอกาสไฟรั่ว ไฟดูดก็เยอะ แต่จริงๆ แล้ว พวกเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว อย่างเครื่องทำน้ำอุ่นในอ่างล้างจาน หรือปลั๊กพ่วงที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายๆ อย่าง ก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กันเลยนะ

การลงทุนกับเบรกเกอร์กันดูด ไม่ใช่แค่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากไฟฟ้า แต่ยังช่วยให้เราอุ่นใจมากขึ้นเวลาใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ในบ้านด้วย

ถ้าอยากรู้ว่าเบรกเกอร์กันดูดต่างจากเบรกเกอร์ธรรมดายังไง และบ้านเราควรติดตรงไหนบ้าง ลองไป อ่านฉบับเต็มที่ TaladHouse ได้เลย เค้าอธิบายไว้เข้าใจง่ายมากๆ

ช่วงหน้าร้อนหรือหน้าฝนแบบนี้ ปัญหาเรื่องยุง แมลงหวี่ หรือแมลงตัวเล็ก ๆ บุกบ้านน่าจะเป็นเรื่องที่หลายคนต้องเจอใช่ไหมคะ ยิ่งถ้าไม่อยากเจาะผนังหรือวงกบให้เป็นรอย การหามุ้งลวดแบบติดเองได้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว

แต่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ มุ้งลวดแม่เหล็ก มาติดเอง มีเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ดี ไม่งั้นอาจเจอว่ามันหลุดตั้งแต่สองสัปดาห์แรกก็ได้ค่ะ หลัก ๆ เลยคือเรื่องของแม่เหล็กและกาวที่ใช้

เช็กความแนบของแม่เหล็ก: เวลาเลือกซื้อ ลองดูว่าแม่เหล็กที่ให้มามีความหนาและแรงดูดมากพอไหม ถ้าแม่เหล็กไม่ค่อยดูดกัน หรือดูบอบบางเกินไป อาจจะรับน้ำหนักมุ้งลวดไม่ได้นาน โดยเฉพาะถ้าเป็นประตูที่ต้องเปิดปิดบ่อย ๆ

เรื่องกาวสำคัญมาก: กาวสองหน้าที่มาพร้อมกับชุดมุ้งลวดมักจะมีความหลากหลาย บางชนิดอาจไม่ทนความชื้น หรือโดนแดดนาน ๆ ก็เสื่อมสภาพ ถ้าเป็นไปได้ ลองเลือกแบบที่ระบุว่าทนทานต่อสภาพอากาศ หรืออาจจะลงทุนซื้อกาวสองหน้าชนิดพิเศษที่ทนทานกว่ามาใช้เองเลยก็ได้ค่ะ

การเตรียมพื้นผิว: ก่อนติด อย่าลืมเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวให้แห้งสนิท ไม่มีฝุ่นหรือคราบน้ำมันเกาะอยู่ เพราะจะช่วยให้กาวติดแน่นได้เต็มที่

ถ้าใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ มุ้งลวดแม่เหล็กที่คุณติดเองก็จะอยู่ทน ใช้งานได้ยาว ๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องหลุดอีกต่อไปค่ะ

สำหรับคนอยู่คอนโด หรือเพิ่งเริ่มแยกบ้านออกมาอยู่เอง การมีเครื่องมือช่างติดบ้านไว้บ้างก็ช่วยให้หลายๆ อย่างสะดวกขึ้นเยอะเลยนะคะ เวลาเจอเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องแก้ไข ไม่ต้องรอช่าง หรือต้องไปรบกวนใคร แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้องซื้อทุกอย่างที่เห็นในร้านฮาร์ดแวร์หรอกนะ

เท่าที่ลองใช้งานมาเอง ถ้าเป็นงานซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ ในคอนโด ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเรื่องแขวนรูป ติดชั้นวางของเล็กๆ น้อยๆ ซ่อมก๊อกน้ำรั่วเบาๆ หรือขันน็อตเฟอร์นิเจอร์ที่หลวม

ชุดเครื่องมือพื้นฐานที่ควรมีติดบ้านไว้ เลยเน้นไปที่ของที่ใช้บ่อยจริงๆ ไม่ต้องเยอะจนรกบ้าน แถมยังประหยัดงบได้อีกด้วยค่ะ ที่สำคัญคือเลือกแบบที่ใช้งานง่าย หยิบจับถนัดมือ จะช่วยให้งานเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ

ใครที่กำลังมองหาไอเดียว่าควรมีอะไรบ้าง ลองดูคู่มือจาก TaladHouse เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกซื้อเครื่องมือช่างสำหรับมือใหม่ได้เลยค่ะ รับรองว่ามีแค่นี้ก็เอาอยู่!

เคยไหมที่กดชักโครกแล้วน้ำไม่ลง หรือลงช้ากว่าปกติ? ปัญหาชักโครกตันเป็นเรื่องที่หลายบ้านต้องเจอ ไม่ต้องตกใจไปค่ะ เพราะส่วนใหญ่แล้วเราสามารถแก้ปัญหาเบื้องต้นเองได้ง่ายๆ ไม่ต้องถึงมือช่างเสมอไป

ลองมาดูกันทีละขั้นตอนว่าพอจะทำอะไรได้บ้าง:

ใช้ลูกยางปั๊มชักโครก: นี่คือวิธีแรกและง่ายที่สุดที่ควรลอง หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป วิธีใช้ก็แค่เอาลูกยางครอบปากท่อชักโครกให้สนิท แล้วออกแรงกดขึ้นลงซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง แรงดันจะช่วยดันสิ่งที่อุดตันให้หลุดไปได้

ใช้น้ำร้อน: บางครั้งการอุดตันเกิดจากคราบไขมันหรือสิ่งสกปรกที่จับตัวกัน ลองต้มน้ำให้ร้อน (แต่อย่าถึงกับเดือดจัด) แล้วค่อยๆ เทลงไปในชักโครก ทิ้งไว้สักพัก น้ำร้อนจะช่วยละลายไขมันและสิ่งอุดตันให้อ่อนตัวลงได้ จากนั้นค่อยลองกดน้ำดูอีกครั้ง

ใช้น้ำยาล้างท่อ: หากสองวิธีแรกยังไม่ได้ผล อาจลองใช้น้ำยาล้างท่อที่ออกแบบมาสำหรับขจัดสิ่งอุดตันโดยเฉพาะ อ่านฉลากและทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพราะเป็นสารเคมีที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ใช้ไม้แขวนเสื้อดัดแปลง: สำหรับการอุดตันที่ไม่ลึกมาก ลองเอาไม้แขวนเสื้อลวดมาดัดให้เป็นตะขอเล็กๆ แล้วค่อยๆ แหย่ลงไปในท่อชักโครกเพื่อเกี่ยวหรือดันสิ่งที่อุดตันออก ระมัดระวังอย่าให้ไปขูดขีดชักโครกจนเสียหายนะคะ

ถ้าลองทำตามวิธีเหล่านี้แล้วยังไม่สำเร็จ หรือสงสัยว่าการอุดตันอาจเกิดจากปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น ท่อเมนอุดตัน หรือมีสิ่งของขนาดใหญ่ตกลงไป การเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมและให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างถูกจุด สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับเรื่องในบ้าน ลองแวะไปดูที่ บทความเกี่ยวกับการแก้ชักโครกตัน ได้เลย

เข้าหน้าฝนทีไร ใจตุ้มๆ ต่อมๆ กับปัญหารั่วซึมในบ้านตลอดเลยใช่ไหมคะ? บางทีก็งงว่ารอยรั่วแบบนี้ต้องใช้เทปกันรั่ว ซิลิโคน หรือกาวตะปูกันน้ำกันแน่ ถ้าเลือกผิด ชีวิตเปลี่ยนเลยนะ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา แถมปัญหาก็ไม่จบไม่สิ้นอีก

ลองมาดูกันแบบง่ายๆ ว่ารอยรั่วแบบไหน ควรใช้อะไรแก้ปัญหาให้ตรงจุด:

รอยรั่วท่อประปาเล็กๆ หรือรอยแตกร้าวบนพื้นผิว: อันนี้ตัวช่วยแรกที่นึกถึงเลยคือ เทปกาวกันน้ำ ค่ะ มีหลายแบบให้เลือก ทั้งแบบบิวทิลที่ยึดเกาะดีเยี่ยม หรือแบบยางมะตอยก็ใช้ได้กับหลายพื้นผิว เหมาะกับงานที่ไม่ได้รับแรงดันน้ำสูงมากนัก หรือเป็นรอยแตกร้าวเล็กๆ ที่ต้องการการปิดผนึกทันที

รอยต่อวงกบประตู หน้าต่าง หรือสุขภัณฑ์: งานแบบนี้ต้องยกให้ซิลิโคนกันน้ำเลยค่ะ เพราะมีความยืดหยุ่นสูง ทนทานต่อสภาพอากาศได้ดีเยี่ยม เหมาะกับการอุดรอยต่อที่อาจมีการขยับตัวเล็กน้อย ป้องกันน้ำซึมเข้าได้ดี

งานซ่อมแซมใหญ่ที่ต้องการความแข็งแรง หรือยึดติด: ถ้าเป็นงานซ่อมที่ต้องการแรงยึดเกาะสูง เช่น การติดกระเบื้องที่หลุด การซ่อมรอยแตกขนาดใหญ่บนผนัง หรือการยึดวัสดุต่างๆ ให้ติดแน่น กาวตะปูกันน้ำคือคำตอบค่ะ เพราะนอกจากจะกันน้ำแล้ว ยังมีความแข็งแรงในการยึดติดสูงมากด้วย

การเลือกใช้วัสดุให้ถูกประเภทกับปัญหา จะช่วยให้งานซ่อมแซมบ้านของเราจบจริง ไม่ต้องมานั่งแก้ซ้ำๆ ให้ปวดหัวอีกต่อไปค่ะ

เคยไหมที่ตื่นมาพร้อมอาการคัน หรือจามไม่หยุด ทั้งที่ดูเหมือนห้องก็สะอาดดี? ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเจ้าไรฝุ่นตัวจิ๋วที่มองไม่เห็นนี่แหละค่ะ ที่นอนที่เราใช้ทุกวันเป็นแหล่งอาศัยชั้นดีของพวกมันเลยนะ เพราะมีทั้งความอับชื้นและเซลล์ผิวหนังที่หลุดลอกของเราเป็นอาหาร

แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ การจัดการไรฝุ่นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เราสามารถเริ่มได้จากวิธีง่ายๆ ที่ไม่ต้องเสียเงินเลย ไปจนถึงการลงทุนกับอุปกรณ์ที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้น

วิธีเบื้องต้น: การซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มด้วยน้ำร้อนเป็นประจำ (อย่างน้อย 60 องศาเซลเซียส) ช่วยกำจัดไรฝุ่นและไข่ได้ดีมากค่ะ หมั่นนำที่นอนไปผึ่งแดดจัดๆ บ้าง แสงแดดและความร้อนช่วยลดความชื้นและฆ่าไรฝุ่นได้ในระดับหนึ่ง

ดูแลความสะอาดรอบข้าง: ดูดฝุ่นห้องเป็นประจำ โดยเฉพาะซอกมุมต่างๆ และพยายามรักษาความชื้นในห้องไม่ให้สูงเกินไป การเปิดหน้าต่างระบายอากาศบ้างก็ช่วยได้เยอะค่ะ

ตัวช่วยเสริม: สำหรับใครที่อาการแพ้ค่อนข้างเยอะ หรืออยากทำความสะอาดที่นอนให้ล้ำลึกกว่าเดิม เดี๋ยวนี้ก็มีสเปรย์กำจัดไรฝุ่น หรือเครื่องดูดไรฝุ่นเฉพาะทาง ที่ออกแบบมาเพื่อดึงเอาไรฝุ่นและสิ่งสกปรกเล็กๆ ออกจากที่นอนโดยเฉพาะ ซึ่งช่วยลดปริมาณไรฝุ่นได้จริงจังและเห็นผลเร็วกว่าวิธีทั่วไปค่ะ

ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีไหน หัวใจสำคัญคือการทำอย่างสม่ำเสมอค่ะ เพื่อให้ที่นอนของเราเป็นที่ที่สะอาด ปลอดภัย และทำให้เรานอนหลับสบายไร้กังวล สำหรับใครที่อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าวิธีไหนได้ผลจริงแค่ไหน หรืออยากดูว่าเครื่องดูดไรฝุ่นแบบไหนที่เหมาะกับบ้านเรา ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยค่ะ วิธีกำจัดไรฝุ่นที่นอนให้ได้ผลจริง

เครื่องซักผ้าที่บ้านใครเหม็นอับบ้าง? บางทีซักผ้าเสร็จแล้วผ้าก็ยังไม่หอมอย่างที่คิด นั่นเป็นสัญญาณว่าเครื่องซักผ้าของเราถึงเวลาต้องทำความสะอาดแล้วล่ะค่ะ

การล้างเครื่องซักผ้าเองไม่ได้ยากอย่างที่คิด แถมยังช่วยยืดอายุการใช้งานเครื่องได้อีกด้วยนะ ปกติแล้วเราควรล้างเครื่องซักผ้าทุก ๆ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งานและปริมาณผ้าที่ซัก

มาดูกันว่ามีจุดไหนที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษบ้าง:

ถังซัก: อันนี้สำคัญที่สุดเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฝาบนหรือฝาหน้า ก็ควรทำความสะอาดถังซักเป็นประจำ อาจจะใช้น้ำส้มสายชู เบกกิ้งโซดา หรือน้ำยาทำความสะอาดเครื่องซักผ้าโดยเฉพาะก็ได้ แค่เทลงไปแล้วกดโปรแกรมล้างถังซัก หรือโปรแกรมน้ำร้อน เท่านี้คราบสกปรกและเชื้อราก็จะหลุดออกไปเยอะเลยค่ะ

ยางขอบประตู (เครื่องฝาหน้า): จุดนี้เป็นแหล่งสะสมของคราบสกปรกและเชื้อราชั้นดีเลยค่ะ สังเกตดูดี ๆ จะมีเมือกดำ ๆ เกาะอยู่เต็มไปหมด วิธีทำความสะอาดก็ง่าย ๆ แค่ใช้ผ้าชุบน้ำผสมน้ำส้มสายชูหรือน้ำยาทำความสะอาดเช็ดให้ทั่ว แล้วเช็ดตามด้วยผ้าแห้งอีกที อย่าลืมเช็ดด้านในร่องยางด้วยนะคะ

ช่องใส่ผงซักฟอก/น้ำยาปรับผ้านุ่ม: ส่วนนี้ก็เป็นอีกจุดที่มักมีคราบผงซักฟอกหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มเกาะอยู่จนเป็นเมือก ลองดึงออกมาล้างทำความสะอาดด้วยแปรงขัด แล้วล้างน้ำเปล่าให้สะอาด ผึ่งให้แห้งก่อนใส่กลับเข้าไปค่ะ

ฟิลเตอร์กรองน้ำ (ถ้ามี): บางเครื่องจะมีฟิลเตอร์กรองน้ำอยู่ด้วย ลองดูในคู่มือว่าอยู่ตรงไหน แล้วถอดออกมาล้างทำความสะอาดคราบสกปรกหรือสิ่งอุดตันออกบ้าง จะช่วยให้น้ำไหลเวียนได้ดีขึ้นค่ะ

หลังจากล้างเสร็จแล้ว อย่าลืมเปิดฝาเครื่องทิ้งไว้ให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันความอับชื้นและเชื้อราที่จะกลับมาใหม่นะคะ การดูแลเครื่องซักผ้าให้สะอาดอยู่เสมอ นอกจากจะช่วยให้ผ้าหอมสะอาดแล้ว ยังช่วยให้เครื่องซักผ้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้งานได้นานขึ้นด้วยค่ะ สำหรับใครที่อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ลองเข้าไปดูข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ TaladHouse นะคะ