ตลาดเฮ้าส์ : ของใช้ในบ้าน จัดบ้านง่าย

ตลาดเฮ้าส์ แหล่งรวมของใช้ในบ้านที่ช่วยให้จัดบ้านง่ายขึ้น ทั้งอุปกรณ์จัดระเบียบ ของใช้ทำความสะอาด ของใช้ห้องน้ำ ห้องนอน และเครื่องมือซ่อมบ้าน พร้อมข้อมูลช่วยเลือ

เคยไหมที่นั่งทำงานไปนานๆ แล้วรู้สึกปวดตาแบบไม่รู้สาเหตุ? ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการเลือกใช้โคมไฟไม่ถูกกับงานก็ได้นะ จริงๆ แล้วโคมไฟตั้งโต๊ะกับโคมไฟตั้งพื้นเนี่ย ไม่ได้ต่างกันแค่เรื่องดีไซน์อย่างเดียว แต่มีผลต่อสายตาเราโดยตรงเลย

เวลาเลือกโคมไฟมาใช้งาน เราต้องดูว่าเราจะเอาไปใช้ทำอะไรเป็นหลัก ถ้าเป็นงานที่ต้องใช้สายตาเยอะๆ อย่างอ่านหนังสือ หรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ โคมไฟตั้งโต๊ะคือคำตอบที่ดี เพราะมันช่วยให้เราปรับทิศทางแสงให้ส่องตรงไปที่พื้นที่ทำงานได้พอดี ทำให้มองเห็นชัดเจนขึ้น ลดการเพ่งสายตา

– โคมไฟตั้งโต๊ะ: เหมาะกับพื้นที่เล็กๆ ที่ต้องการแสงเฉพาะจุด เช่น โต๊ะทำงาน โต๊ะอ่านหนังสือ ควรเลือกแบบที่ปรับระดับความสว่างและทิศทางได้

– โคมไฟตั้งพื้น: เหมาะกับการให้แสงสว่างโดยรวมในห้อง หรือเป็นไฟสร้างบรรยากาศมากกว่า ไม่เหมาะกับการใช้งานที่ต้องใช้แสงสว่างเจาะจง

การเลือกใช้แสงไฟให้เหมาะกับกิจกรรมจะช่วยถนอมสายตาเราได้เยอะเลย ไม่ต้องรอให้ปวดตาก่อนแล้วค่อยมาแก้ ลองเช็กดูว่าโคมไฟที่คุณใช้อยู่ตอนนี้เหมาะกับงานที่คุณทำรึเปล่า ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะเลือกแบบไหนดี ลองอ่าน คู่มือจาก TaladHouse เพิ่มเติมได้เลย เค้ามีเคล็ดลับดีๆ ให้เลือกโคมไฟที่ใช่กับสายตาและพื้นที่ใช้งานของเรา

อากาศร้อน ๆ แบบบ้านเรา พัดลมคือสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ยิ่งอยู่คอนโดหรือหอพักที่พื้นที่จำกัด พัดลมไร้สายดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะเคลื่อนย้ายง่าย ไม่ต้องหาสายเสียบให้วุ่นวาย

แต่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ ลองมาดูกันว่าพัดลมไร้สายมันคุ้มค่าจริง ๆ ในระยะยาวหรือเปล่า:

– เรื่องแบตเตอรี่: หัวใจหลักของพัดลมไร้สายคือแบตเตอรี่นี่แหละครับ ส่วนใหญ่เป็นแบตลิเธียมไอออน ซึ่งมีอายุการใช้งานจำกัด เมื่อใช้ไปนาน ๆ ประสิทธิภาพก็จะลดลง ชาร์จได้น้อยลง ทำให้ต้องชาร์จบ่อยขึ้น หรืออาจจะต้องเปลี่ยนแบตในที่สุด ซึ่งก็คือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมา

– กำลังลม: เทียบกับพัดลมแบบมีสายในขนาดใกล้เคียงกัน พัดลมไร้สายมักจะมีกำลังลมที่เบากว่า หรือใช้ได้ไม่นานเท่าถ้าเปิดแรงสุด ๆ ถ้าต้องการลมที่เย็นฉ่ำตลอดวัน อาจจะต้องคิดถึงข้อนี้ดี ๆ ครับ

– ราคาเริ่มต้น: พัดลมไร้สายมักจะมีราคาเริ่มต้นที่สูงกว่าพัดลมแบบมีสายทั่วไปในสเปกที่ใกล้เคียงกัน เพราะมีเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบจัดการพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้อง

แน่นอนว่าพัดลมไร้สายก็มีข้อดีที่ปฏิเสธไม่ได้ คือความสะดวกสบายในการเคลื่อนย้าย พกพาไปใช้งานได้ทุกที่ในห้อง หรือแม้แต่นอกระเบียงโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปลั๊กไฟ เหมาะสำหรับคนที่ชอบจัดห้องบ่อย ๆ หรือมีกิจกรรมที่ต้องย้ายที่นั่งไปมา

สรุปคือ ถ้าเน้นความสะดวก พกพาได้บ่อย ๆ พัดลมไร้สายก็ตอบโจทย์ แต่ถ้าเน้นความคุ้มค่าระยะยาว กำลังลมที่สม่ำเสมอ และไม่อยากมีค่าใช้จ่ายเรื่องแบตเตอรี่เพิ่มในอนาคต พัดลมแบบมีสายก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจนะครับ

เคยไหมอยากแต่งห้องให้สวยด้วยนาฬิกาแขวนผนัง แต่ไม่อยากเจาะผนังให้เป็นรู โดยเฉพาะอยู่คอนโดนี่เรื่องใหญ่เลยใช่ไหมคะ? จะเจาะทีต้องขออนุมัติกันวุ่นวาย แต่จริงๆ แล้วมีหลายวิธีเลยนะที่เราสามารถแขวนนาฬิกาได้โดยไม่ต้องพึ่งสว่านเลยค่ะ แถมยังแน่นหนาพอที่ไม่ต้องกลัวหล่นลงมาตอนกลางดึกให้ตกใจเล่นด้วย

หัวใจสำคัญคือการเลือกวิธีที่เหมาะกับน้ำหนักของนาฬิกาและชนิดของผนังบ้านเราค่ะ อย่างผนังปูนเปล่าๆ กับผนังที่มีวอลเปเปอร์ก็ต้องเลือกใช้ตัวช่วยต่างกัน บางคนอาจจะเคยลองใช้ตะขอกาวแล้วไม่เวิร์ค นั่นอาจเป็นเพราะเลือกชนิดผิด หรือไม่ได้เตรียมพื้นผิวให้ดีพอก็เป็นได้ค่ะ

สำหรับนาฬิกาที่น้ำหนักไม่มากนัก พวกแผ่นกาว 3M ที่ออกแบบมาสำหรับแขวนของหนัก หรือตะขอกาวชนิดพิเศษที่รับน้ำหนักได้เยอะๆ ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลยค่ะ แต่ก่อนติดต้องแน่ใจว่าได้เช็ดทำความสะอาดผนังให้ปราศจากฝุ่นและความมันก่อนทุกครั้ง เพราะนี่คือจุดสำคัญที่ทำให้กาวทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ถ้าเป็นนาฬิกาที่มีน้ำหนักพอสมควร หรืออยากได้ความมั่นใจแบบสุดๆ อาจจะต้องมองหาพวกกาวตะปู หรือผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาให้มีคุณสมบัติคล้ายๆ ตะปูแต่ไม่ต้องเจาะแทนค่ะ พวกนี้จะยึดเกาะได้ดีมากๆ แต่ก็ต้องเลือกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือและทำตามวิธีใช้ข้างกล่องอย่างเคร่งครัดนะคะ

ที่สำคัญอีกอย่างคือ ควรเผื่อน้ำหนักรับได้ของอุปกรณ์แขวนให้มากกว่าน้ำหนักนาฬิกาจริงสักหน่อยจะปลอดภัยที่สุดค่ะ ลองดู คู่มือจาก TaladHouse เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมในการเลือกอุปกรณ์และวิธีติดตั้งแบบช่างมืออาชีพรับรองว่านาฬิกาเรือนโปรดจะอยู่บนผนังอย่างมั่นคงแน่นอน

ช่วงย้ายเข้าบ้านใหม่นี่เป็นอะไรที่วุ่นวายสุดๆ เลยใช่ไหมคะ ไหนจะต้องจัดของ ไหนจะต้องเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ไหนจะต้องหาของใช้จำเป็นอีก บางทีก็อยากซื้อทุกอย่างให้พร้อมไปเลย แต่เชื่อเถอะค่ะว่าถ้าซื้อพรวดเดียวหมดกระเป๋าแน่นอน!

จากประสบการณ์ตรงเลยนะ ของใช้ในบ้านบางอย่างเราสามารถทยอยซื้อได้ ไม่จำเป็นต้องมีครบตั้งแต่วันแรกค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะว่าวันแรกที่เข้าอยู่ เราต้องการอะไรมากที่สุด? แน่นอนว่าต้องเป็นของใช้พื้นฐานที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่ติดขัด

อย่างแรกเลยที่ขาดไม่ได้คือ ชุดนอนและของใช้ส่วนตัว พวกสบู่ แชมพู แปรงสีฟัน ยาสีฟันนี่สำคัญมาก เพราะเราต้องใช้ทุกวันใช่ไหมคะ ถัดมาก็เป็น ผ้าเช็ดตัว เพราะคงไม่มีใครอยากตัวเปียกโชกหลังอาบน้ำหรอกเนอะ

ส่วนของใช้ในครัว อาจจะยังไม่ต้องจัดเต็มเครื่องครัวอลังการก็ได้ค่ะ แค่จาน ชาม ช้อน ส้อม แก้วน้ำสักชุด หม้อเล็กๆ กับกระทะสักใบก็น่าจะพอสำหรับเริ่มต้นแล้ว ที่สำคัญคือ อุปกรณ์ทำความสะอาดพื้นฐาน อย่างไม้กวาด ถังขยะ น้ำยาทำความสะอาดนี่ต้องมีเลยค่ะ ไม่งั้นบ้านจะรกเร็วมาก

ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี ลองดูลิสต์ของใช้จำเป็นที่ควรมีในบ้านใหม่ตามลำดับความสำคัญได้ที่ อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ รับรองว่าช่วยให้การจัดซื้อของเข้าบ้านเป็นเรื่องง่ายขึ้นเยอะ ไม่ต้องปวดหัวว่าจะซื้ออะไรก่อนหลังอีกแล้วค่ะ

เคยไหมที่ซื้อกล่องถนอมอาหารมาแล้วเจอปัญหาจุกจิกกวนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลิ่นอาหารติดแน่น ล้างยังไงก็ไม่หาย หรือจะเป็นเรื่องฝาปิดไม่สนิท น้ำซุปหกเลอะเทอะเต็มกระเป๋า ไหนจะบางกล่องที่ห้ามเข้าไมโครเวฟอีก ทำให้เสียเวลา เสียเงินซื้อใหม่บ่อยๆ

แต่ก่อนจะโทษกล่อง มาดูกันหน่อยดีกว่าว่าเราเลือกกล่องผิดไปตรงไหน เพื่อให้ครั้งหน้าได้กล่องที่ใช่ ใช้งานได้จริง:

– วัสดุ: กล่องพลาสติกมีหลายเบอร์ ควรเลือกที่เป็น Food Grade (PP, HDPE) ปลอดภัยกับอาหาร และถ้าอยากเข้าไมโครเวฟได้ ควรเลือกแบบที่ระบุว่า Microwavable และทนความร้อนสูงๆ ได้ กล่องแก้วก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี ทนร้อน ทนเย็น ไม่ติดกลิ่นแน่นอน

– ฝาปิด: นี่คือหัวใจสำคัญ! ควรเลือกฝาที่มีซีลยางซิลิโคน และมีตัวล็อกแน่นหนา 4 ด้าน จะช่วยให้ปิดสนิท ป้องกันอาหารหก และเก็บกลิ่นได้ดีกว่า

– ขนาดและรูปทรง: เลือกให้เหมาะกับการใช้งาน ปกติชอบเก็บอะไร ปริมาณแค่ไหน ถ้าชอบเก็บซ้อนกันในตู้เย็น ก็เลือกแบบที่ซ้อนกันได้พอดี ประหยัดพื้นที่

– การทำความสะอาด: กล่องที่ล้างง่าย ไม่มีซอกมุมเยอะ จะช่วยลดปัญหาคราบฝังแน่นและกลิ่นติดได้เยอะเลย

การเลือกกล่องถนอมอาหารที่ใช่ ไม่ได้ช่วยแค่ประหยัดเงิน แต่ยังช่วยให้ชีวิตในครัวเรือนง่ายขึ้นเยอะ ลองเอาข้อมูลจาก TaladHouse ไปปรับใช้ดูนะคะ จะได้ไม่ต้องเจอปัญหาเดิมๆ อีก

เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะซื้ออาหารกลับบ้าน หรือเก็บของในตู้เย็น เราก็มักจะใช้กล่องพลาสติกกันใช่ไหมคะ? สะดวกสบายดี แต่เคยสังเกตกันไหมว่าใต้กล่องพลาสติกที่เราใช้กันบ่อยๆ เนี่ย มีสัญลักษณ์ตัวเลข 1-7 อยู่ เคยสงสัยกันไหมว่ามันคืออะไร?

จริงๆ แล้วตัวเลขพวกนี้มีความหมายนะ ไม่ใช่แค่บอกประเภทพลาสติก แต่ยังบอกด้วยว่ากล่องพลาสติกชิ้นนั้นเหมาะกับการใช้งานแบบไหน ปลอดภัยกับการนำไปอุ่นในไมโครเวฟรึเปล่า หรือบางทีก็เป็นสัญญาณว่าไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำเลยด้วยซ้ำ

– เลข 1 (PET): ขวดน้ำดื่มส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำนะคะ ยิ่งเจอความร้อนยิ่งไม่ดี

– เลข 2 (HDPE): เจอได้ในขวดนม ขวดแชมพู พลาสติกประเภทนี้ค่อนข้างทนทาน ปลอดภัยกว่า

– เลข 5 (PP): ตัวนี้แหละฮีโร่! ส่วนใหญ่จะระบุว่าสามารถเข้าไมโครเวฟได้ เพราะทนความร้อนได้ดีและปลอดภัย ลองพลิกดูใต้กล่องอาหารที่ซื้อมาดูสิคะ มักจะเป็นเลข 5 นี่แหละ

บางทีแค่การสังเกตเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ก็ช่วยให้เราเลือกใช้ภาชนะพลาสติกได้อย่างปลอดภัยกับสุขภาพมากขึ้นเยอะเลยค่ะ การรู้จักประเภทพลาสติก ทำให้เราเลือกใช้ได้ถูกกับงาน ไม่ต้องกังวลเรื่องสารเคมีที่อาจปนเปื้อนในอาหาร โดยเฉพาะเวลาเอาไปอุ่นร้อนในไมโครเวฟ ใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าเลขอื่นๆ หมายถึงอะไรบ้าง ลองไป อ่านฉบับเต็มที่ TaladHouse ได้เลยค่ะ มีข้อมูลครบถ้วนเลย

หลายคนชอบเลือกกระถางจากดีไซน์สวยๆ ก่อนเลยใช่ไหมคะ? เข้าใจเลยว่าอยากให้บ้านดูดี แต่บางทีการเลือกกระถางที่สวยอย่างเดียว อาจจะทำให้ต้นไม้สุดที่รักของเราไม่รอดเอาน่ะสิ

หัวใจสำคัญของการเลือกกระถางที่หลายคนมองข้ามคือ ระบบระบายน้ำ ค่ะ ถ้ากระถางไม่มีรูระบายน้ำ หรือมีน้อยเกินไป น้ำจะขัง ทำให้รากเน่าได้ง่ายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นกระถางดินเผา พลาสติก หรือวัสดุอื่นๆ ก็ต้องมีรูระบายน้ำที่เพียงพอและเหมาะสมกับขนาดของกระถางด้วย

นอกจากเรื่องรูระบายน้ำแล้ว ดินที่ใช้ปลูกก็สำคัญไม่แพ้กันเลยนะ ดินที่ดีควรจะโปร่ง ระบายน้ำได้ดี ไม่ใช่ดินเหนียวแน่นจนเกินไป เพราะถ้าดินแน่น น้ำก็จะขังง่าย รากก็หายใจไม่ได้อีก ทางที่ดีควรผสมวัสดุที่ช่วยให้ดินโปร่งขึ้น เช่น กาบมะพร้าวสับ หรือเพอร์ไลต์เข้าไปด้วย

ถ้าใครอยากรู้ลึกเรื่อง เลือกกระถางไม่ให้รากเน่า รวมถึงวิธีดูแลต้นไม้ให้แข็งแรง ลองไปอ่านเพิ่มเติมกันดูนะคะ รับรองว่าได้ไอเดียดีๆ กลับไปดูแลต้นไม้ที่บ้านแน่นอนค่ะ

หลายคนชอบคิดว่าระเบียงคอนโดเล็ก ๆ จะปลูกต้นไม้ไม่ได้ หรือปลูกไปก็ไม่รอดแน่ ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ยากขนาดนั้นเลยนะ สิ่งสำคัญคือการเลือกต้นไม้ให้เหมาะกับสภาพระเบียงของเราต่างหาก

อันดับแรก ลองสังเกตระเบียงตัวเองก่อนว่ามีแดดส่องกี่ชั่วโมงต่อวัน? เพราะนี่แหละคือปัจจัยหลักในการเลือกต้นไม้เลย

– ระเบียงแดดจัด (5-6 ชั่วโมงขึ้นไป): ถ้าแดดส่องแรง ๆ เกือบทั้งวัน ถือเป็นสวรรค์ของต้นไม้ชอบแดดเลย เช่น กระบองเพชร, คุณนายตื่นสาย, พริก, มะเขือ หรือพวกไม้ดอกสีสวย ๆ อย่างเฟื่องฟ้าก็ยังได้

– ระเบียงแดดรำไร (2-4 ชั่วโมง): แดดช่วงเช้าหรือบ่ายอ่อน ๆ เหมาะกับต้นไม้ที่ไม่ชอบแดดจัดมาก เช่น ว่านสี่ทิศ, ลิ้นมังกร, กล้วยไม้บางชนิด, พลูด่าง หรือพวกสมุนไพรอย่างตะไคร้ ใบโหระพา

– ระเบียงแดดน้อย (ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมง): แม้แดดน้อยก็ยังมีตัวเลือกนะ อย่างเช่น เฟิร์น, มอส, ต้นไม้ในร่มชนิดต่าง ๆ ที่ไม่ต้องการแสงมาก เช่น ยางอินเดีย, มอนสเตอร่า

พอรู้แล้วว่าระเบียงเราแดดแค่ไหน ก็ลองเลือกต้นไม้ที่ชอบแล้วเอามาจัดวางดู ที่เหลือก็แค่ดูแลรดน้ำให้ถูกเวลา หมั่นเช็กดินและใบไม้ แค่นี้ระเบียงเราก็จะมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ

ถ้าอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกต้นไม้สำหรับระเบียงคอนโดแบบละเอียด พร้อมทริคดูแลไม่ให้ตาย ลองดู บทความดี ๆ จาก TaladHouse ได้เลย รับรองว่าได้ไอเดียไปแต่งสวนน้อย ๆ ที่ระเบียงแน่นอน!

เคยไหม ซื้อดินมาปลูกต้นไม้แล้วเหลือเยอะบ้าง น้อยไปบ้าง ต้องวิ่งไปซื้อเพิ่มอีกรอบให้เสียเวลา แถมเปลืองเงินโดยใช่เหตุ เพราะดินที่เหลือก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรต่อ หรือเก็บไว้ก็เกะกะบ้านเปล่าๆ

ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ถ้าเรารู้วิธีคำนวณปริมาณดินที่ต้องใช้ให้พอดีกับกระถาง ไม่ว่าจะเป็นกระถางทรงกลมหรือสี่เหลี่ยมก็คำนวณได้หมดเลย จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องดินขาดหรือดินเหลืออีกต่อไป ทีนี้เวลาไปเลือกซื้อดินปลูก จะซื้อเป็นถุงเล็ก ถุงใหญ่ หรือจะซื้อเป็นกระสอบ ก็กะปริมาณได้ถูก

ส่วนตัวเราชอบปลูกผักสวนครัวเล็กๆ ไว้บนระเบียง เลยต้องคำนวณปริมาณดินบ่อยๆ เพราะมีกระถางหลายขนาด ยิ่งถ้าใครที่ชอบจัดสวนเล็กๆ หรือมีมุมต้นไม้ในบ้าน การรู้ปริมาณดินที่แน่นอนจะช่วยให้การวางแผนง่ายขึ้นเยอะเลยนะ ไม่ต้องแบกดินหนักๆ หรือเสียเวลาไปหลายรอบ

ถ้าอยากรู้ว่าวิธีเลือกดินใส่กระถางกี่ลิตร ควรจะคำนวณยังไงให้แม่นยำที่สุด ลองดูจากขนาดกระถางที่เรามีได้เลย รับรองว่าคราวหน้าจะซื้อดินได้พอดีเป๊ะ ไม่มีเหลือทิ้งให้รกบ้านแน่นอน

ช่วงอากาศร้อนจัดแบบนี้ แอร์ทำงานหนักเป็นพิเศษเลยใช่ไหมคะ? บางทีก็สังเกตว่าแอร์ไม่ค่อยเย็นเท่าเดิม หรือมีกลิ่นอับ ๆ ออกมา นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องล้างแอร์แล้วล่ะค่ะ แต่จะล้างเองได้หมดทุกส่วนเลยรึเปล่านะ?

จริงๆ แล้ว การล้างแอร์เองที่บ้านนี่ทำได้จริงค่ะ แต่ไม่ใช่ทุกจุดนะคะ มีบางส่วนที่เราสามารถดูแลเองได้ง่ายๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานแอร์และช่วยให้แอร์เย็นฉ่ำเหมือนเดิม แถมยังประหยัดค่าไฟได้อีกด้วยค่ะ

– ล้างแผ่นกรองอากาศ (Filter): อันนี้สำคัญที่สุดและง่ายที่สุดเลยค่ะ ควรล้างทุกๆ 2-4 สัปดาห์ หรือบ่อยกว่านั้นถ้าใช้งานหนัก แค่ถอดออกมาฉีดน้ำล้างคราบฝุ่นออก ตากให้แห้งสนิทแล้วใส่กลับเข้าไป แค่นี้ก็ช่วยให้แอร์สะอาดขึ้นเยอะแล้วค่ะ

– ทำความสะอาดหน้ากากแอร์และคอยล์เย็นส่วนหน้า: ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดคราบฝุ่นที่เกาะตามหน้ากากแอร์ และใช้แปรงขนนุ่มปัดฝุ่นเบาๆ บริเวณแผงคอยล์เย็นด้านหน้าเท่าที่มือเอื้อมถึงได้ค่ะ

ส่วนที่ต้องระวังและควรเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาดูแลก็คือการล้างคอยล์เย็นและคอยล์ร้อนด้านใน การเติมน้ำยาแอร์ หรือการตรวจสอบระบบไฟฟ้าต่างๆ เพราะถ้าทำผิดวิธีอาจทำให้แอร์เสียหายหรือเกิดอันตรายได้ค่ะ ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก คู่มือจาก TaladHouse เพื่อความชัวร์นะคะ

การหมั่นดูแลทำความสะอาดแอร์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เราทำเองได้ หรือเรียกช่างมาดูแลในส่วนที่ซับซ้อน จะช่วยให้แอร์ของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เย็นสบาย และอยู่กับเราไปได้นานๆ เลยค่ะ