อากาศร้อน ๆ แบบบ้านเรา พัดลมนี่แหละตัวช่วยอันดับแรก ๆ ที่นึกถึง แต่เคยไหม ซื้อพัดลมมาแล้วรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเข้ากับห้องเท่าไหร่ บางทีก็เกะกะ บางทีก็ลมไม่ทั่วถึง นั่นอาจเป็นเพราะเรายังเลือกไม่ถูกประเภท
ลองมาดูกันว่าพัดลมแต่ละแบบ เหมาะกับบ้านแบบไหนบ้าง:
– พัดลมตั้งพื้น: เป็นแบบคลาสสิกที่ทุกบ้านต้องมี ย้ายไปไหนก็ได้ ใช้งานง่าย เหมาะกับห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือพื้นที่ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการจัดวาง
– พัดลมติดผนัง: เหมาะมากสำหรับห้องที่มีพื้นที่จำกัด หรือคอนโด ช่วยประหยัดพื้นที่บนพื้น ไม่เกะกะ แถมยังกระจายลมได้ดีทั่วถึงกว่าพัดลมตั้งพื้นบางรุ่น
– พัดลมเพดาน: ช่วยเรื่องการหมุนเวียนอากาศได้ดีเยี่ยม เหมาะกับห้องโถงใหญ่ ๆ ห้องรับประทานอาหาร หรือห้องที่ต้องการความเย็นทั่วถึง ไม่ต้องกังวลเรื่องการกินพื้นที่ แถมยังดูสวยงามเป็นเฟอร์นิเจอร์ไปในตัว
– พัดลมไอเย็น: อันนี้จะพิเศษหน่อย เพราะนอกจากลมเย็นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศได้ด้วย เหมาะกับช่วงที่อากาศแห้ง หรือบ้านไหนที่อยากได้ความรู้สึกเย็นสดชื่นคล้ายเปิดแอร์ แต่ประหยัดไฟกว่าเยอะ
การเลือกพัดลมให้ถูกกับการใช้งานและขนาดของห้อง จะช่วยให้เราได้ลมเย็นสบายอย่างที่ต้องการ แถมยังจัดบ้านได้ลงตัวไม่เกะกะอีกด้วย ถ้าอยากรู้รายละเอียดแต่ละแบบให้ลึกขึ้น ลอง อ่านต่อที่ TaladHouse เพื่อดูว่าแบบไหนเหมาะกับบ้านคุณที่สุดค่ะ
อากาศบ้านเราเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนตก แต่ส่วนใหญ่ก็ร้อนอยู่ดีเนอะ ยิ่งห้องนอนนี่ถ้าแอร์ไม่เย็นฉ่ำนี่นอนไม่หลับเอาได้ง่ายๆ เลย แต่การจะเลือกแอร์สักเครื่องให้พอดีกับห้อง ไม่ใช่แค่ดูว่ายี่ห้อไหนลดราคา หรือรุ่นไหนสวยถูกใจอย่างเดียว
สิ่งที่สำคัญมากๆ เลยคือ “ขนาด BTU” ของแอร์ที่เรากำลังจะซื้อนี่แหละค่ะ เพราะถ้าเลือก BTU น้อยไป แอร์ก็ทำงานหนักแต่ไม่เย็น แถมเปลืองไฟอีก แต่ถ้าเลือก BTU เยอะไป แอร์ก็จะตัดบ่อยเกินไป ห้องไม่เย็นฉ่ำเท่าที่ควร แถมก็เปลืองไฟอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการเลือก BTU ให้พอดีกับขนาดห้องจริงๆ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลย
โดยปกติแล้วการคำนวณ แอร์ห้องนอนกี่ BTU ถึงจะเหมาะกับห้องเรา จะมีปัจจัยหลักๆ ที่ต้องพิจารณาอยู่ไม่กี่อย่างค่ะ
– ขนาดของห้อง: อันนี้สำคัญที่สุดเลยค่ะ ห้องเล็กห้องใหญ่ก็ใช้ BTU ไม่เท่ากันแน่นอน
– ทิศทางที่ห้องรับแดด: ห้องที่โดนแดดเยอะๆ จะสะสมความร้อนมากกว่า ก็ต้องใช้แอร์ที่มี BTU สูงขึ้นมาหน่อย
– จำนวนคนที่นอนในห้อง: ยิ่งคนเยอะ ห้องก็ยิ่งร้อนง่าย เพราะร่างกายคนเราก็ปล่อยความร้อนออกมาเหมือนกัน
– อุปกรณ์ไฟฟ้าในห้อง: ทีวี ตู้เย็น หรือคอมพิวเตอร์ ก็เป็นแหล่งกำเนิดความร้อนเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจส่งผลได้เหมือนกันนะ
การรู้ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เราเลือกขนาด BTU ของแอร์ได้เหมาะสมจริงๆ ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลังว่าเลือกผิด หรือต้องทนร้อนในห้องนอน แถมยังประหยัดค่าไฟได้อีกด้วยค่ะ เพราะแอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ใครที่กำลังจะรีโนเวทบ้านหรือห้อง อยากเปลี่ยนพื้นใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น แต่ติดตรงที่ไม่อยากทุบพื้นเดิม ไม่อยากเสียเวลาเก็บกวาด แล้วก็กลัวงบบานปลายใช่ไหมครับ? มีหลายคนสงสัยว่า ถ้าจะปูกระเบื้องทับพื้นเดิมไปเลยจะทำได้ไหม? คำตอบคือ “ทำได้” ครับ!
แต่ก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำ ควรเช็กให้แน่ใจก่อนว่า พื้นเดิมของเราเหมาะกับการปูกระเบื้องทับหรือไม่ เพราะถ้าทำผิดวิธี อาจจะเกิดปัญหาตามมาทีหลังได้ เช่น กระเบื้องหลุดร่อนง่าย หรือพื้นไม่เรียบเดินสะดุด
สิ่งสำคัญที่ต้องดูก่อนมีไม่กี่อย่าง:
สภาพพื้นเดิม: กระเบื้องเก่าต้องอยู่ในสภาพดี ไม่มีการร่อน โก่ง หรือแตกหัก ถ้ามีต้องซ่อมแซมก่อน
ระดับพื้น: การปูทับจะทำให้พื้นสูงขึ้นเล็กน้อย ต้องเช็กดูว่าขอบประตูยังเปิดปิดได้สะดวกไหม หรือต้องมีการปรับแก้ส่วนอื่น ๆ ด้วย
โครงสร้างพื้น: พื้นเดิมต้องแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของกระเบื้องใหม่ได้อีกชั้น
ถ้าเช็กแล้วว่าทุกอย่างโอเค การปูกระเบื้องทับพื้นเดิมก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ช่วยประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนได้เยอะเลยครับ ส่วนใครที่อยากดูรายละเอียดเพิ่มเติมว่าต้องเช็กอะไรบ้างก่อนตัดสินใจ ลองเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับการปูกระเบื้องซ้อนได้ที่ ที่นี่ เลยครับ
เคยสังเกตไหมว่าทำไมพื้นห้องน้ำบ้านเราถึงดูเหมือนจะลื่นง่ายกว่าที่คิด หรือบางทีใช้ไปไม่นานกระเบื้องก็เริ่มมีรอยร้าวซะแล้ว ปัญหาเหล่านี้หลายครั้งไม่ได้มาจากแค่การใช้งาน แต่มาจากการเลือกกระเบื้องผิดตั้งแต่แรกเริ่มเลยค่ะ
โดยเฉพาะเรื่องความลื่น หลายคนอาจจะมองข้ามค่าสำคัญอย่าง “ค่า R” ของกระเบื้องไป ซึ่งค่านี้จะบอกถึงคุณสมบัติการกันลื่น ยิ่งค่า R สูง ก็จะยิ่งกันลื่นได้ดี เหมาะกับพื้นที่ที่เปียกชื้นบ่อยๆ อย่างห้องน้ำมากๆ ค่ะ ลองนึกดูว่าถ้าเลือกกระเบื้องที่ค่า R ต่ำมาใช้ในห้องน้ำ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มก็มีสูงขึ้น
ส่วนเรื่องกระเบื้องร้าวหรือแตกร้าวเร็ว ก็มักจะมาจากอัตราการดูดซึมน้ำของกระเบื้องค่ะ กระเบื้องบางประเภทจะดูดซึมน้ำได้มาก ซึ่งเมื่อโดนน้ำเป็นประจำ ความชื้นจะเข้าไปสะสม ทำให้กระเบื้องอ่อนแอลงและเกิดการร้าวได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิบ่อยๆ ยิ่งเร่งให้เกิดปัญหาได้เร็วขึ้นอีก
ก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อกระเบื้องห้องน้ำครั้งหน้า ลองศึกษาข้อมูลพวกนี้ให้ดีๆ นะคะ เพราะการลงทุนเลือกกระเบื้องที่เหมาะสมตั้งแต่แรก จะช่วยให้เราปลอดภัยและไม่ต้องมานั่งซ่อมบำรุงบ่อยๆ ในระยะยาวค่ะ ถ้าอยากรู้รายละเอียดว่าต้องเช็กอะไรบ้างก่อนสั่งกระเบื้อง ลองดูที่ TaladHouse มีข้อมูลน่าสนใจเลย
เคยไหม? วางแผนจะปูกระเบื้องสวยๆ แต่พอถึงวันจริง กระเบื้องดันไม่พอ! จะไปซื้อเพิ่มก็หาลายเดิมไม่ได้ หรือสีเพี้ยนไปอีก นี่แหละค่ะปัญหาคลาสสิกที่หลายคนเจอมาแล้ว
เรื่องการคำนวณจำนวนกระเบื้องให้พอดี แถมเผื่อเศษไว้หน่อยนี่สำคัญมากนะคะ เพราะถ้าซื้อขาด พอต้องมาหาซื้อเพิ่มทีหลังนี่วุ่นวายสุดๆ
– ลายไม่เหมือนเดิม: กระเบื้องแต่ละล็อตสีหรือลายอาจจะต่างกันนิดหน่อย พอเอามาปูรวมกันแล้วอาจจะดูไม่เนียนตา
– หาซื้อยาก: บางทีรุ่นที่เราซื้อไปอาจจะเลิกผลิตไปแล้ว ทำให้หาซื้อไม่ได้อีก
– เสียเวลา: ต้องเสียเวลาวิ่งหาซื้อใหม่ ยิ่งทำให้งานล่าช้าไปอีก
ดังนั้นก่อนจะเริ่มปูกระเบื้อง ไม่ว่าจะปูเองหรือจ้างช่าง ก็ควรคำนวณให้ดีก่อนค่ะว่าต้องใช้กระเบื้องกี่กล่องกันแน่ แล้วจะเผื่อเศษไว้เท่าไหร่ถึงจะพอดีกับรูปแบบการปูที่เราเลือกไว้ ที่สำคัญคือต้องเผื่อให้พอดี ไม่มากไปจนเหลือเยอะ หรือน้อยไปจนขาด สำหรับใครที่อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคำนวณกระเบื้องให้แม่นยำ ลองเข้าไป ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้เลยค่ะ
จำไว้เลยว่าเตรียมพร้อมไว้ก่อนดีกว่ามาแก้ปัญหาทีหลังเยอะเลยนะ!
ช่วงนี้ใครกำลังแพลนจะทาสีบ้านเอง หรือปรับเปลี่ยนมุมโปรดให้สดใสขึ้นบ้างคะ? การทาสีบ้านนี่เหมือนจะง่าย แต่ถ้าเตรียมผนังไม่ดี สีอาจจะลอกเป็นแผ่นๆ ภายในปีเดียวได้เลยนะ!
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยพลาดมาแล้ว (เจ็บใจมาก!) อยากจะมาแชร์ให้ฟังว่าขั้นตอนไหนที่ห้ามข้ามเด็ดขาด และขั้นตอนไหนที่พอจะยืดหยุ่นได้บ้างค่ะ
– เช็กสภาพผนัง: อันดับแรกเลยคือต้องดูว่าผนังเรามีปัญหาอะไรไหม เช่น รอยร้าวเล็กๆ, ผนังปูนเสื่อมสภาพ, คราบสกปรก หรือเชื้อราต่างๆ ถ้ามีต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อน ไม่งั้นทาสีไปก็ไม่สวย แถมเป็นสาเหตุให้สีลอกได้ง่ายๆ เลยค่ะ
– ทำความสะอาด: ขั้นตอนนี้สำคัญมาก! ไม่ว่าจะผนังเก่าหรือผนังใหม่ ควรเช็ดทำความสะอาดให้ปราศจากฝุ่น คราบไขมัน หรือสิ่งสกปรกต่างๆ ถ้าผนังมีเชื้อราก็ต้องกำจัดให้หมดจดก่อนนะ
– ซ่อมแซมรอยร้าว: รอยร้าวเล็กๆ น้อยๆ จัดการด้วยการโป๊วสีได้ แต่ถ้าเป็นรอยร้าวใหญ่ๆ หรือผนังปูนหลุดล่อน อันนี้ต้องใช้ปูนซ่อมแซมผนังให้เรียบร้อยก่อนจะดีที่สุดค่ะ
– รองพื้น (Primer): หลายคนอาจคิดว่าขั้นตอนนี้ข้ามได้ แต่จริงๆ แล้วการลงไพรเมอร์นี่แหละคือหัวใจสำคัญ! ไพรเมอร์จะช่วยปรับสภาพผนังให้พร้อมรับสีจริง ทำให้สีติดทนทานขึ้น กลบสีเดิมได้ดีขึ้น และยังช่วยป้องกันความชื้นจากผนังไม่ให้ดันสีออกมาด้วยค่ะ ถ้าผนังมีปัญหาซึมน้ำ หรือสีเดิมเป็นสีเข้ม การลงรองพื้นจะช่วยได้เยอะเลยค่ะ
– ขัดผนัง: ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน บางคนอาจจะข้ามได้ถ้าผนังเรียบเนียนดีอยู่แล้ว แต่ถ้าผนังมีปุ่มป่ำ ไม่เรียบ การขัดผนังให้เรียบจะช่วยให้ทาสีออกมาสวยงาม ไม่มีสะดุดตาค่ะ
จำไว้ว่าการเตรียมผนังที่ดีเหมือนการสร้างรากฐานที่แข็งแรง การลงทุนเวลาและแรงในขั้นตอนนี้จะช่วยให้สีบ้านของเราสวยทนอยู่นาน ไม่ต้องมานั่งเสียเงินเสียเวลาซ่อมแซมภายหลังค่ะ ใครอยากรู้ขั้นตอนแบบละเอียดมากขึ้น ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยนะคะ
เคยสงสัยไหมว่าทำไมสีทาบ้านถึงแบ่งเป็นสีทาภายในกับภายนอก? หลายคนอาจคิดว่าต่างกันแค่ราคา หรือบางทีก็เผลอหยิบผิดมาใช้สลับกัน คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่จริงๆ แล้วมันสำคัญกว่าที่คิดเยอะเลยนะ!
ลองนึกดูว่าถ้าเอาสีทาภายในไปทาข้างนอกบ้าน เจอแดด เจอฝนไม่กี่ที สีก็จะเริ่มลอก ซีดจาง ผนังอาจมีเชื้อราขึ้นง่าย เพราะสีภายในไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ เหมือนสีภายนอก
ในทางกลับกัน ถ้าเอาสีทาภายนอกมาทาในบ้าน ปัญหาที่เจอหลักๆ เลยคือเรื่องกลิ่น บางทีกลิ่นสีก็จะฉุนและติดอยู่ในบ้านนานกว่าปกติ เพราะส่วนผสมของสีภายนอกจะมีความเข้มข้นกว่า เพื่อให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรงกว่า แถมยังอาจมีสารบางอย่างที่ถ้าสูดดมนานๆ ก็ไม่ดีต่อสุขภาพด้วย
สรุปง่ายๆ คือ สีแต่ละชนิดมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่นั้นๆ การเลือกใช้ให้ถูกประเภทตั้งแต่แรก จะช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลาในระยะยาว ไม่ต้องมานั่งแก้ไขทีหลังให้ปวดหัว ใครที่กำลังจะทาสีบ้านใหม่ ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ได้บ้านสวยทนทาน และปลอดภัยกับทุกคนในครอบครัวนะ อ่านต่อ แล้วจะรู้ว่าเลือกสีให้ถูกประเภทง่ายกว่าที่คิด!
ช่วงวันหยุดยาว ใครมีแพลนจะปรับปรุงบ้านด้วยการทาสีใหม่ แต่กลัวคำนวณปริมาณสีผิด ซื้อมาไม่พอต้องวิ่งไปซื้อเพิ่ม หรือซื้อมาเยอะเกินจนเหลือทิ้ง เสียดายเงินเปล่า ๆ วันนี้เรามีวิธีคิดง่าย ๆ มาฝากค่ะ
หลัก ๆ เลย เราต้องรู้ 3 อย่างนี้ก่อน:
– ขนาดพื้นที่ที่จะทา: ต้องวัดขนาดผนังที่เราจะทาจริง ๆ นะคะ ไม่ใช่ขนาดห้องโดยรวม เพราะบางทีเราอาจจะไม่ได้ทาทุกด้าน หรือบางจุดมีหน้าต่าง ประตู ก็ต้องหักออกไป
– จำนวนรอบที่ทา: ปกติแล้วช่างมักจะทาสีรองพื้น 1 รอบ แล้วตามด้วยสีจริงอีก 2 รอบ แต่ถ้าอยากได้สีที่สดชัด หรือผนังเดิมสีเข้มมาก อาจจะต้องทาเพิ่มเป็น 3 รอบได้เลย
– ประเภทของสีที่ใช้: สีแต่ละชนิดจะมีความสามารถในการปกคลุมพื้นที่ไม่เท่ากัน อันนี้ดูได้จากฉลากข้างกระป๋องสีเลยค่ะ จะบอกว่าสี 1 ลิตร ทาได้กี่ตารางเมตร ซึ่งสำคัญมาก
พอได้ข้อมูลครบแล้ว ก็เอามาเข้าสูตรคำนวณง่าย ๆ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าต้องซื้อสีเท่าไหร่ เป๊ะ ๆ ไม่ต้องมานั่งกังวลแล้วว่าสีจะขาดหรือเหลือเยอะเกินไป ใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคำนวณปริมาณสีทาบ้านแบบละเอียด ลอง ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้เลย
ช่วงนี้อากาศบ้านเราก็ดีขึ้นหน่อย แต่เผลอแป๊บเดียวเดี๋ยวฤดูฝุ่น PM2.5 ก็กลับมาอีกแล้ว ใครที่กำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศเตรียมไว้แต่ไม่อยากใช้งบเยอะ วันนี้เรามีทริคเล็กๆ ในการเลือกเครื่องฟอกอากาศงบประมาณ 5,000 บาท ให้ได้ของที่คุ้มค่า คุ้มราคา มาฝากกัน
หัวใจสำคัญของการเลือกเครื่องฟอกอากาศคือ ค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) ซึ่งเป็นตัวบอกว่าเครื่องฟอกอากาศสามารถส่งอากาศบริสุทธิ์ออกมาได้เร็วแค่ไหน ยิ่งค่า CADR สูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งฟอกอากาศได้เร็วเท่านั้น
– ห้องเล็ก (ไม่เกิน 20 ตร.ม.) เช่น ห้องนอนเล็ก หรือคอนโดสตูดิโอ ค่า CADR ประมาณ 150-200 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงก็พอไหว
– ห้องขนาดกลาง (20-35 ตร.ม.) สำหรับห้องนั่งเล่น หรือห้องนอนใหญ่ ควรเลือก CADR ประมาณ 250-300 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
นอกจากค่า CADR แล้ว การเลือกเครื่องฟอกอากาศ ก็ต้องดูชนิดของไส้กรองด้วย แนะนำให้เลือกไส้กรอง HEPA เพราะสามารถดักจับอนุภาคเล็กๆ อย่าง PM2.5 ได้ดีเยี่ยม และอย่าลืมเช็คราคาไส้กรองเปลี่ยนด้วยนะคะ เพราะต้องเปลี่ยนทุก 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับการใช้งาน
เครื่องฟอกอากาศสมัยนี้มีฟังก์ชันหลากหลาย ทั้งระบบฆ่าเชื้อ ไอออนลบ หรือแม้แต่การเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันเพื่อควบคุมการทำงาน ลองเลือกดูว่าฟังก์ชันไหนที่จำเป็นกับการใช้งานของเรามากที่สุด เท่านี้ก็ได้เครื่องฟอกอากาศที่คุ้มค่าเงินและตอบโจทย์การใช้งานแล้วค่ะ
เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน สิ่งหนึ่งที่หลายคนกังวลคือความปลอดภัยของบ้าน ยิ่งถ้าเป็นบ้านที่อยู่ไกลหน่อย หรือเป็นพื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตยังไปไม่ถึง การติดกล้องวงจรปิดดูเหมือนจะเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่รู้ไหมว่ามีกล้องวงจรปิดแบบใส่ซิมที่ตอบโจทย์ตรงนี้ได้สบาย ๆ
กล้องวงจรปิดที่ว่านี้ทำงานคล้ายมือถือของเรานี่แหละครับ แค่ใส่ซิมการ์ดเข้าไปก็สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายมือถือได้เลย ไม่ต้องพึ่ง WiFi บ้าน ข้อดีคือติดตั้งง่าย ย้ายที่สะดวก เหมาะกับหลายสถานการณ์ อย่างเช่น:
– บ้านสวนหรือบ้านพักตากอากาศ: ที่ที่อาจจะไม่ได้มีคนอยู่ตลอดเวลา และไม่มีสัญญาณ WiFi
– ไซด์งานก่อสร้าง: ช่วยเฝ้าระวังอุปกรณ์และทรัพย์สินที่มีค่า
– พื้นที่ห่างไกล: ที่ที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบสายยังเข้าไม่ถึง
แต่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ ก็มีบางเรื่องที่เราต้องเช็กก่อนนะครับ เช่น สัญญาณเครือข่ายในบริเวณนั้น ๆ ต้องครอบคลุมพอ ค่าใช้จ่ายรายเดือนของซิมการ์ด และเรื่องของการบันทึกข้อมูลว่าเก็บไว้ที่ไหน ถ้าอยากรู้ข้อมูลเชิงลึกและรายละเอียดเพิ่มเติม ลองเข้าไปอ่านฉบับเต็มได้ที่ TaladHouse เขามีข้อมูลดี ๆ ที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นแน่นอนครับ