เคยไหมที่เปิดตู้เสื้อผ้าแล้วมีกลิ่นอับตีจมูกออกมา ทั้งที่เสื้อผ้าก็ซักสะอาดแล้วแท้ ๆ บางทีกลิ่นพวกนี้ก็ติดเสื้อเราออกมาด้วยซ้ำ สาเหตุหลัก ๆ เลยก็มาจากความชื้นและการระบายอากาศที่ไม่ดีในตู้นั่นแหละค่ะ
แต่ไม่ต้องห่วง! ของใช้ในบ้านหลายอย่างที่เรามองข้ามไปนี่แหละค่ะ ที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้แบบเร่งด่วน แค่วางทิ้งไว้ข้ามคืนก็เห็นผลแล้ว
– ถ่านดูดกลิ่น: ไม่ใช่แค่ถ่านไม้ธรรมดานะคะ แต่เป็นถ่านที่ออกแบบมาเพื่อดูดซับกลิ่นโดยเฉพาะ หาซื้อได้ง่าย ๆ เลยค่ะ วางไว้สัก 2-3 ก้อนในตู้ กลิ่นก็จะค่อย ๆ จางลง
– เบกกิ้งโซดา: ตัวช่วยสารพัดประโยชน์อีกตัวเลยค่ะ เทใส่ถ้วยเล็ก ๆ แล้ววางไว้มุมใดมุมหนึ่งของตู้ เบกกิ้งโซดาจะช่วยดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ดีเยี่ยม
– ซิลิกาเจล: ซองเล็ก ๆ ที่มักจะเจอในซองขนมหรือกล่องรองเท้านี่แหละค่ะ ช่วยดูดความชื้นได้ดีมาก เหมาะสำหรับตู้ที่มีปัญหาเรื่องความอับชื้นโดยตรง
– ส้มหรือมะนาวผ่าซีก: บางคนอาจจะแปลกใจ แต่เปลือกส้มหรือมะนาวผ่าซีกก็ช่วยได้นะคะ วางทิ้งไว้ข้ามคืน กลิ่นหอมสดชื่นจากผลไม้จะช่วยกลบกลิ่นอับได้ชั่วคราว แต่ต้องระวังเรื่องเชื้อราด้วยนะคะ ไม่ควรวางทิ้งไว้นานเกินไป
ลองเลือกดูว่ากลิ่นอับในตู้เสื้อผ้าของเราเกิดจากอะไร แล้วลองใช้ตัวช่วยเหล่านี้ดูค่ะ รับรองว่าตู้เสื้อผ้าจะกลับมาสดชื่นอีกครั้งแน่นอน ดูที่ TaladHouse สำหรับเคล็ดลับการจัดระเบียบบ้านอื่นๆ เพิ่มเติม
ช่วงหน้าฝนทีไร พื้นระเบียงคอนโดเราก็จะมีตะไคร่น้ำเขียวๆ ขึ้นเต็มไปหมดใช่ไหมคะ? บางทีแค่ขัดๆ ถูๆ ออกไปก็ไม่นานก็กลับมาอีกแล้ว แถมบางทีก็ลื่นจนอันตรายด้วย
ปัญหาคือการกำจัดตะไคร่น้ำให้หายขาดเนี่ย เราต้องจัดการไปถึงสปอร์ของมันเลยค่ะ ไม่ใช่แค่ขัดเอาส่วนที่เห็นออกไปเฉยๆ ถ้าทำแบบนั้นไม่นานก็กลับมาอีกแน่ๆ
เรื่องสำคัญอีกอย่างคือการเลือกใช้น้ำยาทำความสะอาดและวิธีที่เหมาะสมกับพื้นผิวระเบียงของเราค่ะ เพราะพื้นแต่ละแบบก็ต้องการการดูแลที่ไม่เหมือนกัน บางชนิดอาจจะกัดกร่อนพื้นผิว หรือทำให้พื้นเสียหายได้ ถ้าเลือกผิด
สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีจัดการตะไคร่น้ำบนระเบียงให้ได้ผลจริง ปลอดภัย ไม่ทำร้ายพื้นผิว และไม่กลับมาลื่นซ้ำ ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ TaladHouse เขามีข้อมูลดีๆ ที่จะช่วยให้ระเบียงบ้านเรากลับมาสะอาด ปลอดภัย ไร้ตะไคร่กวนใจอีกต่อไปค่ะ
ช่วงนี้ปัญหา PM2.5 ก็ยังวนเวียนอยู่กับเราไม่ไปไหน ทำให้หลายคนเริ่มมองหาตัวช่วยอย่างเครื่องฟอกอากาศมาติดบ้านหรือติดรถกันแล้วใช่ไหมคะ แต่ถ้าต้องเลือกซื้อแค่เครื่องเดียวก่อน ควรลงทุนกับอะไรดี มาลองดูกันค่ะ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าพื้นที่ในบ้านกับในรถต่างกันมาก เครื่องฟอกอากาศในบ้านจะเน้นการกรองอากาศในพื้นที่กว้างๆ มีขนาดใหญ่ มีกำลังในการหมุนเวียนอากาศสูง ส่วนใหญ่มีหลายฟังก์ชัน เช่น กรองฝุ่น กรองกลิ่น ฆ่าเชื้อโรค เหมาะกับการใช้งานต่อเนื่องนานๆ ในห้องนั่งเล่นหรือห้องนอน
แต่สำหรับในรถยนต์ พื้นที่จำกัดกว่ามาก เครื่องฟอกอากาศในรถจึงมีขนาดกะทัดรัด ออกแบบมาให้ทำงานในพื้นที่แคบๆ ได้ดี เน้นการกรองฝุ่นควันและกลิ่นไม่พึงประสงค์เป็นหลัก ประสิทธิภาพอาจไม่เท่าเครื่องใหญ่ในบ้าน แต่ก็ช่วยให้คุณภาพอากาศในรถดีขึ้นได้เยอะค่ะ
ทีนี้มาถึงคำถามว่าควรซื้ออะไรก่อนดี? ลองพิจารณาจากไลฟ์สไตล์ตัวเองเป็นหลักเลยค่ะ
– ถ้าใช้เวลาอยู่ในบ้านเยอะกว่า: ไม่ว่าจะทำงานที่บ้าน มีเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุในบ้าน การลงทุนกับเครื่องฟอกอากาศในบ้านก่อนจะคุ้มค่ากว่า เพราะเราใช้ชีวิตอยู่ในนั้นเป็นส่วนใหญ่ ได้รับอากาศบริสุทธิ์ตลอดเวลาที่อยู่ในบ้าน
– ถ้าใช้เวลาบนรถเยอะกว่า: สำหรับคนที่ต้องเดินทางบ่อยๆ หรือใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนนานๆ ในแต่ละวัน การมีเครื่องฟอกอากาศในรถก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน เพราะข้างนอกรถคือแหล่งรวมมลพิษเลยค่ะ การมี เครื่องฟอกอากาศ รถยนต์ PM2.5 ดีๆ สักเครื่องก็จะช่วยปกป้องปอดเราได้เยอะ
สรุปคือ ไม่มีคำตอบตายตัวว่าอะไรดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนเป็นหลักมากกว่ากันนั่นเองค่ะ ลองชั่งน้ำหนักดูนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองและคนที่คุณรักค่ะ
สำหรับคนอยู่คอนโดที่มีพรมปูพื้นสวยๆ แล้วเจอปัญหาคราบสกปรกกวนใจ ไม่ว่าจะเป็นคราบกาแฟหก คราบอาหารเลอะ หรือขนสัตว์ที่ฟุ้งกระจายเต็มไปหมด คงคิดว่าต้องส่งร้านซักอย่างเดียวแน่เลยใช่ไหมคะ?
จริงๆ แล้วเราสามารถจัดการคราบพวกนี้ได้เองที่บ้านง่ายๆ ด้วยอุปกรณ์ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาขนพรมไปร้าน ไม่ต้องเสียเงินแพงๆ เลยค่ะ!
ลองมาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง:
– คราบกาแฟ/เครื่องดื่ม: ควรรีบซับทันทีที่หก ใช้ผ้าสะอาดซับจากด้านนอกเข้าด้านใน แล้วผสมน้ำเปล่ากับน้ำยาล้างจานนิดหน่อย มาซับเบาๆ ซ้ำอีกครั้ง จากนั้นซับด้วยผ้าชุบน้ำเปล่าให้คราบน้ำยาออก และซับให้แห้งที่สุด
– คราบอาหาร: ถ้าเป็นคราบแห้ง ให้ใช้ช้อนหรือมีดทื่อๆ ขูดออกอย่างเบามือก่อน ส่วนคราบมันอาจจะใช้แป้งข้าวโพดโรยทิ้งไว้สักพักให้ดูดซับความมัน แล้วค่อยดูดออกด้วยเครื่องดูดฝุ่น จากนั้นใช้วิธีเดียวกับคราบกาแฟคือซับด้วยน้ำยาล้างจานเจือจางค่ะ
– ขนสัตว์: อันนี้ง่ายที่สุด ใช้ลูกกลิ้งเก็บขน หรือถุงมือยางที่เปียกน้ำหมาดๆ ลูบไปบนพรม ขนจะติดออกมาได้เยอะมาก หรือจะใช้เครื่องดูดฝุ่นแบบที่มีหัวแปรงสำหรับดูดขนสัตว์โดยเฉพาะก็จะช่วยได้เยอะเลยค่ะ
สิ่งสำคัญคือการลงมือทำความสะอาดทันทีที่เกิดคราบ จะช่วยให้คราบไม่ฝังลึกและทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ ถ้าอยากรู้วิธีแบบละเอียดและอุปกรณ์ที่ใช้ คลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ รับรองว่าพรมของคุณจะกลับมาสะอาดเหมือนใหม่แน่นอน!
ช่วงนี้เห็นหลายคนเริ่มหันมาติดวอลเปเปอร์เองที่บ้านกันเยอะขึ้น เพราะอยากเปลี่ยนบรรยากาศห้องให้ไม่น่าเบื่อ แถมยังประหยัดงบได้อีกเยอะ แต่สิ่งที่มักจะเจอเป็นปัญหาโลกแตกก็คือกาววอลเปเปอร์นี่แหละ บางทีซื้อมาผสมเองก็กะสัดส่วนไม่ถูกบ้าง ติดไปแล้วเป็นคราบบ้าง หรือไม่ก็ติดไม่แน่น หลุดร่อนง่าย
สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เคยติดวอลเปเปอร์เองเลย หรือใครที่ไม่อยากมานั่งผสมกาวให้ยุ่งยาก แนะนำให้ลองใช้กาววอลเปเปอร์แบบสำเร็จรูปดูครับ
– ใช้ง่าย ไม่ต้องผสม: เปิดฝาแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องกังวลเรื่องสัดส่วนน้ำกับกาวผิดเพี้ยน
– แห้งไว: ส่วนใหญ่กาวสำเร็จรูปจะถูกออกแบบมาให้แห้งเร็ว ทำให้ทำงานต่อได้ไวขึ้น
– ลดโอกาสเกิดคราบ: ด้วยความที่กาวมีความสม่ำเสมอ โอกาสที่จะเกิดคราบหรือรอยด่างจึงน้อยกว่า
แต่ถึงจะเป็นกาวสำเร็จรูป ก็ใช่ว่าจะเลือกตัวไหนก็ได้นะครับ เพราะกาวแต่ละยี่ห้อก็มีสูตรเฉพาะ ทั้งเรื่องการยึดเกาะ การแห้งตัว และคุณสมบัติพิเศษอื่น ๆ อย่างบางสูตรอาจจะเหมาะกับวอลเปเปอร์ไวนิลหนา ๆ ในขณะที่บางสูตรเหมาะกับวอลเปเปอร์กระดาษบาง ๆ ถ้าเลือกผิด นอกจากจะไม่สวยแล้ว อาจจะทำให้วอลเปเปอร์เสียหายได้ด้วย
ก่อนจะตัดสินใจซื้อ ลองดูรีวิวจากคนที่เคยใช้จริงประกอบด้วยก็จะช่วยให้เลือกได้ง่ายขึ้น หรือลองปรึกษาจากร้านที่ขายวอลเปเปอร์ก็ได้ครับ จะได้กาวที่เหมาะกับการใช้งานของเราที่สุด ถ้าอยากดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการเลือกกาวที่เหมาะสม ลองแวะไปหาข้อมูลดูได้เลย รับรองว่างานออกมาสวยเป๊ะเหมือนมืออาชีพแน่นอน
เคยไหมที่อาบน้ำแล้วน้ำไหลเอื่อยๆ เหมือนจะหลับคาห้องน้ำ? ปัญหาน้ำไหลเบาในคอนโดนี่เป็นเรื่องกวนใจหลายคนเลย โดยเฉพาะห้องที่อยู่ชั้นสูงๆ หรือเวลาที่เพื่อนบ้านใช้น้ำพร้อมกันเยอะๆ
บางคนก็คิดว่าแค่ซื้อปั๊มน้ำขนาดเล็กมาติดก็จบ แต่เดี๋ยวก่อน! ไม่ใช่ว่าปั๊มทุกตัวจะแก้ปัญหาได้เสมอไปนะ เราต้องดูหลายๆ อย่างก่อนตัดสินใจซื้อ ไม่งั้นอาจเสียเงินฟรี
– เช็คระบบน้ำของคอนโด: อันดับแรกเลยคือต้องรู้ว่าคอนโดเราเป็นระบบไหน ถ้าเป็นระบบที่ห้ามติดปั๊มน้ำเลย การซื้อมาก็อาจจะผิดกฎได้
– ขนาดของปั๊ม: ไม่จำเป็นต้องใหญ่เสมอไป บางทีปั๊มเล็กๆ ที่เหมาะกับปริมาณการใช้น้ำของห้องเราก็พอแล้ว ที่สำคัญคือต้องไม่รบกวนเพื่อนบ้านด้วยเรื่องเสียง
– ประเภทของปั๊ม: มีทั้งปั๊มอัตโนมัติและแบบธรรมดา ถ้าอยากให้ชีวิตง่ายขึ้น ปั๊มอัตโนมัติก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะทำงานเองเมื่อมีการใช้น้ำ
ดูรีวิวและปรึกษาช่าง: อันนี้สำคัญมาก เพราะช่างจะช่วยประเมินได้ว่าปัญหาของเราเกิดจากอะไรกันแน่ และปั๊มแบบไหนที่เหมาะกับห้องเราจริงๆ
การลงทุนกับของใช้ในบ้านที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันดีขึ้นเป็นเรื่องที่คุ้มค่า แต่ก็ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนนะ จะได้ไม่เสียเงินฟรี ลองเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การเลือกปั๊มน้ำสำหรับคอนโด ที่เหมาะสมกันได้เลย
เคยไหมที่เจอมดเดินพาเหรดในคอนโด ทั้งที่ก็ทำความสะอาดตลอด แรกๆ ก็แค่ปัดๆ กวาดๆ แต่หลังๆ ชักจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มหงุดหงิดใจ จะวางอาหารทิ้งไว้หน่อยก็ไม่ได้ ต้องคอยระแวงตลอดเวลา
ปัญหาเรื่องมดในคอนโดเนี่ย หลายคนมักจะแก้โดยการฉีดสเปรย์ฆ่ามด หรือวางยาฆ่ามดตามจุดที่เห็น ซึ่งมันก็ได้ผลแค่ชั่วคราว พอหมดฤทธิ์ยา มดก็กลับมาใหม่ วนลูปไปเรื่อยๆ จนท้อใจ ที่จริงแล้ววิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่านั้นคือการหาต้นตอให้เจอ เหมือนเราเล่นเกมตามล่าหาสมบัติยังไงยังงั้น
ลองสังเกตดูว่ามดมันเข้ามาจากตรงไหน รอยแตกเล็กๆ ตามผนัง รูตามขอบหน้าต่าง หรือแม้แต่ท่อระบายน้ำเล็กๆ ใต้ซิงค์ ก็เป็นช่องทางเข้าออกชั้นดีของพวกมัน พอเจอแล้วก็จัดการอุดช่องเหล่านั้นซะ อาจจะใช้ซิลิโคน หรือปูนยาแนวก็ได้ ง่ายๆ แค่นี้ก็ตัดเส้นทางเดินทัพของมดได้แล้ว
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องการกำจัดมดที่อยู่ข้างในห้อง ลองใช้เหยื่อล่อมดแบบเจล หรือแบบก้อนเล็กๆ วางไว้ตามทางเดินของมด พอพวกมดคาบเหยื่อกลับไปรัง ก็จะไปแพร่กระจายให้มดตัวอื่นๆ กิน เป็นการกำจัดมดทั้งรังได้แบบไม่ทันรู้ตัวเลย
ส่วนใครที่เจอมดแดง มดดำ หรือมดละเอียดบุกหนักๆ ก็มีวิธีรับมือเฉพาะของแต่ละชนิดอีกนะ ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ TaladHouse คลิกอ่านต่อ รับรองว่าชีวิตในคอนโดจะสงบสุขไร้มดกวนใจแน่นอน
ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ หลายคนคงเจอปัญหาแดดส่องระเบียงคอนโดจนร้อนไปถึงข้างในห้องใช่ไหมคะ? ม่านม้วนเป็นตัวช่วยที่ดีเลย แต่จะเลือกยังไงให้ทนแดด ทนฝน ไม่กรอบ ไม่ซีดง่ายๆ นี่สิเป็นเรื่องสำคัญ
เวลาเลือกม่านม้วนสำหรับระเบียงคอนโด สิ่งแรกที่ต้องดูคือ วัสดุ ค่ะ วัสดุที่นิยมและทนทานมักจะเป็นประเภทผ้า Sunscreen หรือ PVC เคลือบพิเศษ ผ้า Sunscreen จะมีคุณสมบัติในการกรองแสงและความร้อนได้ดี แต่ยังคงให้แสงสว่างบางส่วนเข้ามาได้ เหมาะกับคนที่อยากได้ความเป็นส่วนตัวแต่ไม่อยากให้ห้องมืดสนิท ส่วน PVC เคลือบจะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการกันแดดกันฝนแบบเต็มที่ ให้ความเป็นส่วนตัวสูง และทำความสะอาดง่าย
อีกเรื่องที่สำคัญคือ ค่า Openness Factor ค่ะ ค่านี้จะบอกว่าผ้ากรองแสงได้มากแค่ไหน ตัวเลขยิ่งน้อย แสงก็จะยิ่งผ่านได้น้อยลง ถ้าอยากได้แบบกันแดดจัดๆ ก็ควรเลือกค่า Openness Factor ต่ำๆ ค่ะ
ส่วนเรื่องระบบม้วนก็สำคัญไม่แพ้กัน ระบบที่ดีควรจะทนทานต่อสภาพอากาศภายนอกได้นาน อย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป เพื่อให้เราไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนบ่อยๆ ค่ะ
ถ้าใครกำลังมองหาม่านม้วนสำหรับระเบียงคอนโดอยู่ ลองดูรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกวัสดุและระบบม้วนที่ทนทานได้ที่ บทความนี้ เลยค่ะ รับรองว่าเลือกได้ถูกใจและใช้งานได้นานแน่นอน
เคยเป็นกันไหมคะ ฉีดสเปรย์ดับกลิ่นรองเท้าในตู้ไปเท่าไหร่ แป๊บเดียวกลิ่นอับก็กลับมาอีกแล้ว สารภาพเลยว่าเราเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นค่ะ คิดว่าแค่ฉีดสเปรย์ก็จบเรื่อง แต่ที่จริงแล้วมันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากๆ เลย
สาเหตุหลักๆ ของกลิ่นอับในตู้รองเท้าจริงๆ แล้วมาจากความชื้นและแบคทีเรียที่ไปสะสมอยู่ในรองเท้าต่างหาก ยิ่งเราใส่รองเท้าบ่อยๆ หรือตู้รองเท้าอยู่ในมุมที่อับชื้น ไม่มีการระบายอากาศที่ดี ก็ยิ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีเลยค่ะ สเปรย์แค่กลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้กำจัดต้นตอของปัญหาจริงๆ
วิธีแก้ที่ถูกจุดคือต้องจัดการที่ความชื้นและแบคทีเรียค่ะ ลองทำตามนี้ดูนะคะ:
– ทำความสะอาดรองเท้า: ก่อนเก็บเข้าตู้ ให้แน่ใจว่ารองเท้าแห้งสนิทจริงๆ หรือถ้าเป็นรองเท้าผ้าใบที่ถอดซักได้ ก็ควรซักทำความสะอาดเป็นประจำ
– ใช้ตัวช่วยดูดความชื้น: พวกถ่านดูดกลิ่น หรือซิลิกาเจลก็ได้ค่ะ วางไว้ในตู้รองเท้า จะช่วยลดความชื้นได้เยอะ
– ระบายอากาศ: ถ้าเป็นไปได้ เปิดตู้รองเท้าทิ้งไว้บ้าง หรือหาตำแหน่งวางที่อากาศถ่ายเทสะดวก
– ตากรองเท้าให้แห้ง: หลังใช้งาน โดยเฉพาะวันที่เหงื่อออกเยอะๆ หรือโดนฝน ควรผึ่งลมให้แห้งสนิทก่อนเก็บ
ลองเอาวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะคะ รับรองว่าตู้รองเท้าจะหอมสดชื่นขึ้นเยอะเลยค่ะ ถ้าอยากอ่านเคล็ดลับเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีจัดการกับกลิ่นไม่พึงประสงค์ในบ้านแบบละเอียดๆ ลองไปดูที่ TaladHouse เขามีข้อมูลดีๆ อีกเพียบเลยค่ะ
เคยไหม? ซื้อม่านห้องน้ำมาใหม่ไม่ทันไร ราขึ้นเป็นปื้นจนหมดสวย ห้องน้ำก็ดูสกปรกไปด้วย ปัญหานี้แก้ได้ไม่ยาก แค่เลือกวัสดุม่านให้ถูกกับการใช้งานของเราเท่านั้นเองค่ะ
โดยหลักๆ แล้ว ม่านห้องน้ำที่เราเห็นกันบ่อยๆ ก็จะมีอยู่ 3 แบบ คือ PVC, PEVA และแบบผ้า ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป
– ม่าน PVC: แบบนี้ราคาถูก หาง่าย แต่ก็มีข้อเสียคือเนื้อจะแข็งๆ หน่อย ถ้าเจอแบบไม่ดีอาจมีกลิ่นพลาสติก และที่สำคัญคือบางรุ่นราขึ้นง่ายมากค่ะ
– ม่าน PEVA: เป็นอีกทางเลือกที่ดีกว่า PVC เพราะเนื้อจะนุ่มกว่า ไม่มีกลิ่นเหม็นเท่าไหร่ และมีคุณสมบัติกันน้ำได้ดี ทำให้ลดโอกาสการเกิดราได้เยอะเลยค่ะ
– ม่านผ้า: อันนี้จะดูสวยงาม ให้ความรู้สึกอบอุ่นกับห้องน้ำ แต่ก็ต้องเลือกแบบที่เคลือบสารกันน้ำด้วยนะคะ ไม่งั้นความชื้นจะสะสมได้ง่าย และต้องหมั่นซักทำความสะอาดบ่อยๆ ไม่เหมือนม่านพลาสติกที่แค่เช็ดก็พอแล้ว
ส่วนตัวเราชอบ PEVA ค่ะ เพราะราคาไม่แรงมาก ทำความสะอาดง่าย แค่เช็ดๆ ก็อยู่แล้ว ที่สำคัญคือค่อนข้างทนทานและไม่ค่อยเป็นราเท่าไหร่ ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ ประหยัดไปได้เยอะเลย ใครอยากรู้ว่าแบบไหนเหมาะกับบ้านตัวเองที่สุด ลองเข้าไป อ่านต่อ รายละเอียดแต่ละแบบได้เลยค่ะ