ช่วงนี้เราอินกับการแต่งบ้านเองมาก เพราะรู้สึกว่ามันประหยัดงบไปได้เยอะ แถมได้ของที่ถูกใจจริงๆ อย่างล่าสุดอยากจะติดชั้นวางของในครัวเพิ่ม แต่ไม่อยากเจาะผนังให้เป็นรอย เลยลองหากาวพลังตะปูมาใช้ดู ผลลัพธ์ที่ได้คือเกินคาดมาก ติดแน่น แถมผนังไม่เป็นรอยเลย
ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดเลยว่ากาวจะทำได้ขนาดนี้ ตอนแรกก็ลังเลอยู่ว่าจะใช้ดีไหม เพราะกลัวว่ามันจะไม่อยู่ แต่พอได้ลองใช้จริงจังแล้วต้องบอกว่ากาวพลังตะปูเหมาะกับงานในบ้านหลายอย่างเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นการติดบัวเชิงผนัง ซ่อมกระเบื้องที่หลุด หรือแม้แต่ติดของตกแต่งบนผนังเบาๆ ก็ทำได้หมด
แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกอย่างเสมอไปนะ บางทีวัสดุบางชนิดก็ไม่เหมาะกับการใช้กาวพลังตะปู หรือบางสถานการณ์ก็ต้องพิจารณาดีๆ ว่าจะเลือกใช้กาวแบบไหน อย่างถ้าเป็นของที่มีน้ำหนักมากจริงๆ หรือต้องรับแรงกระแทกบ่อยๆ อาจจะต้องกลับไปพึ่งตะปูจริงๆ ดีกว่า ส่วนตัวเราชอบใช้กับงานที่ต้องการความเรียบร้อย ไม่ต้องเจาะผนังให้เสียของ อย่างในคอนโดที่ไม่อยากให้ผนังเป็นรูพรุน การใช้กาวพลังตะปูถือเป็นทางเลือกที่ดีเลยค่ะ ลองศึกษาเพิ่มเติมดูว่า กาวพลังตะปู ใช้ยังไง ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
สรุปคือ กาวพลังตะปูเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับงานซ่อมแซมและตกแต่งบ้านเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และไม่อยากให้เกิดร่องรอยบนพื้นผิว แต่ก็ต้องเลือกใช้ให้ถูกกับประเภทของงานและวัสดุด้วยนะ
อากาศเมืองไทยช่วงนี้ ไม่ว่าอยู่บ้านหรือคอนโดก็ร้อนจนเหงื่อท่วม ยิ่งห้องนอนคอนโดเล็กๆ ที่แดดส่องเต็มๆ นี่นรกชัดๆ ค่ะ หลายคนเลยมองหาตัวช่วยคลายร้อนอย่างพัดลมไอเย็นกับแอร์เคลื่อนที่มาใช้แก้ขัด แต่สองอย่างนี้มันต่างกันยังไง แล้วจะตอบโจทย์ห้องนอนเล็กๆ ของเราได้จริงไหม วันนี้มาลองดูกันค่ะ
พัดลมไอเย็น: เหมาะกับคนที่ไม่ชอบลมแอร์เย็นจัดๆ หรือห้องที่เปิดโล่งหน่อย เพราะหลักการทำงานของมันคือการพ่นไอน้ำออกมาช่วยลดอุณหภูมิในอากาศให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง แต่ถ้าห้องปิดสนิทมากๆ อาจจะรู้สึกชื้นและอับได้นะ ข้อดีคือประหยัดไฟกว่าแอร์เยอะมาก และเคลื่อนย้ายสะดวกสบาย
แอร์เคลื่อนที่: ตัวนี้จะให้ความเย็นที่ชัดเจนกว่าพัดลมไอเย็นแน่นอน เพราะมันคือเครื่องปรับอากาศย่อส่วนดีๆ นี่เอง ข้อดีคือไม่ต้องติดตั้งให้ยุ่งยาก แค่เสียบปลั๊กก็ใช้งานได้เลย เหมาะกับห้องที่ต้องการความเย็นแบบจริงจัง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าไฟที่สูงกว่าพัดลมไอเย็น และเสียงของคอมเพรสเซอร์ที่อาจจะดังรบกวนการนอนได้บ้างค่ะ ที่สำคัญคือต้องมีช่องระบายลมร้อนออกไปข้างนอกด้วยนะ ไม่งั้นห้องจะยิ่งร้อนกว่าเดิม!
สรุปง่ายๆ คือ ถ้าอยากได้แค่ความสดชื่น ประหยัดไฟ และไม่ได้คาดหวังความเย็นฉ่ำแบบแอร์ พัดลมไอเย็นก็เป็นตัวเลือกที่ดีค่ะ แต่ถ้าอยากได้ความเย็นแบบจริงจัง ยอมจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นหน่อย และรับเรื่องเสียงได้ แอร์เคลื่อนที่ก็ตอบโจทย์มากกว่า ลองดูคู่มือจาก TaladHouse เพื่อประกอบการตัดสินใจเพิ่มเติมได้นะคะ
เคยหงุดหงิดกับเสียงตู้ปิดปังๆ ในครัวไหม? หรือตู้เสื้อผ้าที่เปิดแล้วชอบเด้งกลับ? ปัญหาพวกนี้แก้ได้ง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนไปใช้บานพับแบบ Soft Close หรือที่บางคนเรียกว่าบานพับไฮดรอลิกครับ
บานพับ Soft Close ช่วยให้หน้าบานตู้ปิดได้นุ่มนวลและเงียบกริบ ไม่ต้องกลัวหนีบนิ้วหรือทำลายโครงตู้ เหมาะมากสำหรับบ้านที่มีเด็กเล็ก หรือใครที่อยากให้บ้านดูโมเดิร์นและใช้งานสะดวกขึ้น
หลายคนอาจคิดว่าการเปลี่ยนบานพับเป็นเรื่องยาก ต้องจ้างช่าง แต่จริงๆ แล้วถ้าเราเข้าใจหลักการเลือกและรู้วิธีวัดขนาดที่ถูกต้อง ก็สามารถทำเองได้ไม่ยากเลยครับ สิ่งสำคัญคือการเลือกซื้อบานพับให้ถูกประเภทและขนาดกับตู้ที่เรามีอยู่
– เช็กขนาดถ้วยบานพับ: ส่วนใหญ่จะมีขนาดมาตรฐาน เช่น 35 มม. หรือ 26 มม. ต้องวัดขนาดของรูเจาะบนหน้าบานตู้เดิมของเราให้ดี
– ดูระยะเจาะ: ระยะห่างจากขอบหน้าบานถึงจุดกึ่งกลางของถ้วยบานพับก็สำคัญ เพื่อให้บานพับติดตั้งได้พอดี ไม่เบี้ยว
– เลือกประเภท Overlay: บานพับมีหลายแบบ เช่น Full Overlay (ปิดเต็มขอบตู้), Half Overlay (ปิดครึ่งบาน), หรือ Inset (ปิดอยู่ด้านในโครงตู้) ต้องเลือกให้ตรงกับลักษณะการปิดของตู้เดิม
ถ้าอยากเปลี่ยนบานพับตู้ในบ้านให้เป็นแบบ Soft Close ด้วยตัวเอง ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวัดและเลือกบานพับให้ถูกประเภทได้ที่นี่ครับ: อ่านต่อ แล้วจะรู้ว่าการ DIY งานซ่อมบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ยากอย่างที่คิด
เดี๋ยวนี้กระถางต้นไม้มีล้อเป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะบ้านที่มีต้นไม้เยอะ หรือคนที่ชอบจัดมุมสวนบ่อยๆ เพราะมันช่วยให้เคลื่อนย้ายง่าย ไม่ต้องออกแรงเยอะ แต่พอต้นไม้โตขึ้น น้ำหนักเยอะขึ้น หลายคนก็เริ่มกังวลว่ากระถางจะล้มง่ายไหม
จากประสบการณ์นะ สิ่งสำคัญที่ต้องดูไม่ใช่แค่ล้อใหญ่หรือเล็ก แต่เป็นเรื่องของ ฐานกระถาง ด้วย
– ฐานต้องกว้างพอดี: ฐานที่กว้างกว่าตัวกระถางนิดหน่อยจะช่วยเรื่องการทรงตัวได้ดีกว่าฐานที่แคบ หรือเท่ากับกระถางเป๊ะๆ ยิ่งต้นไม้สูงโปร่ง ยิ่งต้องเน้นฐานที่มั่นคง
– วัสดุของฐาน: เลือกวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน รับน้ำหนักได้ดี อย่างเหล็กหรือพลาสติกหนาเกรดดี ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียว
– ล้อล็อกได้: อันนี้สำคัญมาก! ถ้ากระถางเราอยู่บนพื้นเอียง หรือมีลมแรง การมีล้อที่ล็อกได้จะช่วยให้กระถางไม่ไถลไปเอง ป้องกันการล้มได้อีกขั้น
– สัดส่วนกระถางกับต้นไม้: ลองนึกภาพเวลาเลือกซื้อ ให้ดูว่าต้นไม้ที่เราจะปลูกมีทรงแบบไหน ถ้าต้นสูงโปร่ง ทรงพุ่มแคบ ก็ควรเลือกกระถางที่มีฐานกว้างหน่อย เพื่อกระจายน้ำหนักและเพิ่มความสมดุล ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมจาก คู่มือจาก TaladHouse เพื่อประกอบการตัดสินใจก็ได้
ส่วนใหญ่ที่เจอปัญหาเรื่องกระถางล้ม เพราะลืมดูจุดเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้แหละ ถ้าเราเลือกดีตั้งแต่แรก ก็หมดกังวลเรื่องต้นไม้แสนรักจะล้มคว่ำแล้ว!
เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็อยากมีบ้านสวย มู้ดดีๆ กันใช่ไหมคะ? หนึ่งในของแต่งบ้านยอดฮิตที่ช่วยสร้างบรรยากาศได้ดี แถมยังใช้งานได้จริง ก็คือ ไฟเส้น LED นี่แหละค่ะ
บางคนอาจจะคิดว่าการติดไฟเส้น LED ใต้ตู้ ใต้ชั้นวาง หรือตามขอบผนังให้ดูเนียนกริบเหมือนบิลท์อินเป็นเรื่องยาก ต้องจ้างช่างเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว เราสามารถติดตั้งเองได้ง่ายๆ เลยนะ!
เคล็ดลับสำคัญคือการเลือกอุปกรณ์ให้ถูกกับการใช้งาน และการจัดการซ่อนสายไฟให้เรียบร้อย แค่นี้ก็ได้แสงสวยๆ ที่ไม่รบกวนสายตาแล้วค่ะ แสงจากไฟเส้น LED นอกจากจะช่วยเพิ่มความสว่างเฉพาะจุด เช่น ใต้ตู้ครัวเวลาทำอาหาร หรือในตู้เสื้อผ้าตอนเลือกชุด ยังช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่น ผ่อนคลาย ให้กับห้องได้อีกด้วย
ข้อดีของการติดไฟเส้นเองคือเราสามารถเลือกความยาว ตำแหน่ง และรูปแบบการจัดวางได้ตามใจชอบ อยากได้แสงแบบไหนก็จัดได้เลย ไม่ต้องกังวลเรื่องการทุบ เจาะ หรือรื้อเยอะแยะเหมือนการติดตั้งไฟแบบฝัง แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกต่างหาก
ถ้าใครกำลังคิดจะลองติดไฟเส้น LED ในบ้านดู แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ลองดู วิธีเลือกไฟเส้น LED ติดตั้งเอง เพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการใช้งาน รับรองว่าทำตามได้ไม่ยาก และได้ผลลัพธ์สวยงามคุ้มค่าแน่นอนค่ะ
เคยไหมที่หมอนใบโปรดเริ่มมีกลิ่นอับๆ ทั้งที่ก็ไม่ได้อยากเอาไปซักบ่อยๆ เพราะกลัวเสียทรงหรือซักไม่ได้? ปัญหานี้เป็นเรื่องที่หลายบ้านเจอค่ะ โดยเฉพาะหมอนที่เราใช้ทุกคืน มันก็สะสมทั้งเหงื่อ ไคล ความชื้นไปเรื่อยๆ จนเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้
แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ มีวิธีง่ายๆ ไม่ต้องพึ่งเครื่องซักผ้าก็จัดการกลิ่นอับได้:
– พลังงานแสงอาทิตย์: วิธีเบสิกแต่ได้ผลดีเยี่ยม นำหมอนไปผึ่งแดดจัดๆ สัก 2-3 ชั่วโมง ความร้อนจากแดดจะช่วยฆ่าเชื้อโรคและไล่ความชื้นที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นอับออกไปค่ะ
– เบกกิ้งโซดาเพื่อนซี้: โรยเบกกิ้งโซดาบางๆ ให้ทั่วหมอน ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก เบกกิ้งโซดาจะช่วยดูดซับกลิ่นอับได้ดีมากๆ เลยค่ะ
– สเปรย์ดับกลิ่นธรรมชาติ: ผสมน้ำเปล่ากับน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบ เช่น ลาเวนเดอร์ หรือยูคาลิปตัส เล็กน้อย แล้วฉีดพ่นลงบนหมอนเบาๆ ปล่อยให้แห้งสนิทก่อนนำไปใช้งาน
ที่สำคัญคือการป้องกันไม่ให้กลิ่นกลับมาค่ะ ควรเปลี่ยนปลอกหมอนบ่อยๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และถ้าเป็นไปได้ก็ผึ่งแดดหมอนเป็นประจำ วิธีเหล่านี้จะช่วยให้หมอนของคุณหอมสดชื่นอยู่เสมอ ไม่ต้องหงุดหงิดกับกลิ่นอับอีกต่อไป อ่านต่อ เพื่อดูเคล็ดลับดีๆ สำหรับห้องนอนอีกเพียบ!
งานล้างห้องน้ำทีไร เจอกับคราบฝังแน่นตามซอกกระเบื้องทีไรก็ปวดหัวทุกทีเลยใช่ไหมคะ? บางทีน้ำยาที่ใช้ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ วันนี้เราเลยอยากจะชวนมาคุยกันเรื่องน้ำยาล้างห้องน้ำยอดนิยมสองแบบ นั่นก็คือแบบโฟมสเปรย์กับแบบเจล ว่าแบบไหนจะตอบโจทย์งานทำความสะอาดบ้านของเราได้ดีกว่ากัน
เท่าที่ลองใช้มาหลายยี่ห้อและหลายแบบ ทั้งแบบโฟมและแบบเจลก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไปค่ะ
น้ำยาล้างห้องน้ำแบบโฟมสเปรย์: จุดเด่นคือใช้ง่าย ฉีดพ่นได้ทั่วถึง โดยเฉพาะตามซอกมุมเล็กๆ ที่เข้าถึงยาก โฟมจะช่วยเกาะติดคราบได้ดี ทำให้มีเวลาทำปฏิกิริยากับสิ่งสกปรก ข้อควรระวังคือบางทีอาจจะไหลเร็วไปหน่อยถ้าพื้นผิวไม่ได้ระนาบ หรือต้องระวังเรื่องการฟุ้งกระจายของสารเคมีด้วยค่ะ
น้ำยาล้างห้องน้ำแบบเจล: ตัวนี้จะมีความหนืดสูงกว่า ทำให้ยึดเกาะกับพื้นผิวได้ดีเยี่ยม ไม่ไหลลงมาง่ายๆ เหมาะมากสำหรับคราบฝังแน่นที่ต้องการการแช่ทิ้งไว้สักพัก ข้อดีคือไม่ค่อยฟุ้งกระจาย แต่บางทีอาจจะต้องออกแรงขัดเพิ่มหน่อยถ้าคราบแข็งมาก และอาจจะใช้ยากกว่าในบริเวณที่เป็นซอกเล็กๆ ค่ะ
ส่วนตัวแล้ว ถ้าเป็นคราบตามซอกกระเบื้องเล็กๆ ที่เข้าถึงยาก เราว่าแบบโฟมสเปรย์ค่อนข้างตอบโจทย์เรื่องความสะดวกในการฉีดพ่นและเกาะติดได้ดีกว่า แต่ถ้าเป็นคราบฝังแน่นบนพื้นผิวเรียบๆ ที่ต้องการการยึดเกาะนานๆ แบบเจลก็ทำได้ดีไม่แพ้กันเลยค่ะ ลองดูว่าห้องน้ำของคุณมีปัญหาแบบไหน แล้วเลือกน้ำยาให้เหมาะกับการใช้งานนะคะ ถ้าอยากอ่านต่อแบบเจาะลึกว่าจากหน้างานจริงแบบไหนสู้คราบได้ดีกว่ากัน ก็ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมดูค่ะ
เดี๋ยวนี้หลายคนชอบลงมือทำนู่นทำนี่เองในคอนโด ไม่ว่าจะเป็นประกอบเฟอร์นิเจอร์ ซ่อมแซมเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือจะติดของตกแต่งผนัง หนึ่งในเครื่องมือที่ขาดไม่ได้เลยก็คือไขควงไฟฟ้า แต่จะเลือกยังไงให้เหมาะกับงานของเรา ไม่ใช่ซื้อมาแล้วใช้ไม่คุ้มหรือพังง่าย
สิ่งที่ต้องดูก่อนเลยคือ “กำลังไฟ” หรือแรงบิดของไขควงไฟฟ้า ถ้างานหลัก ๆ คือการขันนอตประกอบเฟอร์นิเจอร์ หรือขันสกรูยึดผนังเบาที่ไม่ได้หนามาก ไขควงไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีกำลังไฟไม่สูงมากก็เพียงพอแล้วค่ะ กำลังไฟที่เยอะเกินไปอาจจะทำให้สกรูเสียหาย หรือผนังเป็นรอยได้ง่าย ๆ เลย
ถัดมาคือ “หัวเปลี่ยน” หรือดอกไขควงนี่แหละ สำคัญไม่แพ้กันเลยนะ เพราะดอกไขควงที่มากับเครื่องบางทีก็ไม่ครอบคลุมกับหัวสกรูทุกแบบ เราควรเช็กดูว่างาน DIY ของเราส่วนใหญ่ใช้สกรูหัวแบบไหน เช่น หัวแฉก หัวแบน หรือหัวดาว แล้วเลือกชุดที่มีหัวเปลี่ยนที่จำเป็นติดมาด้วย ถ้ามีหัวเปลี่ยนไม่พอ อาจจะต้องเสียเวลาไปหาซื้อเพิ่มอีก
อีกเรื่องที่อยากฝากไว้คือ “แบตเตอรี่” สำหรับไขควงไร้สาย ควรเลือกแบบที่ชาร์จไฟได้เร็ว และใช้งานได้นานพอสมควร จะได้ไม่สะดุดกลางคันตอนกำลังเพลินกับงาน DIY ของเราค่ะ ส่วนใครที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกแบบไหนดี บทความนี้มีคำแนะนำเรื่องการเลือกไขควงไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่ละเอียดและน่าสนใจมาก ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ จะได้ตัดสินใจได้ถูกใจและใช้งานได้จริง
เคยไหมที่เปิดตู้เสื้อผ้ามาแล้วเจอแต่ความยุ่งเหยิง? เสื้อผ้ากองเป็นภูเขา หาตัวที่อยากใส่ก็ไม่เจอ แถมบางทีซื้อมาแล้วลืมไปเลยว่ามี!
ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ไม่ยากเลยค่ะ แค่ลองจัดระเบียบตู้เสื้อผ้าใหม่ให้เข้าที่เข้าทาง รับรองว่าชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ แถมยังประหยัดเวลาตอนเช้าได้อีกด้วยนะ
เคล็ดลับง่ายๆ ที่อยากแนะนำวันนี้คือ:
– เสื้อผ้าแบบแขวน: พวกเสื้อเชิ้ต เดรส หรือเสื้อผ้าที่ยับง่าย ควรแขวนไว้จะดีที่สุด เลือกไม้แขวนเสื้อแบบเดียวกันจะช่วยให้ดูเป็นระเบียบขึ้นเยอะ และถ้ามีพื้นที่ ลองจัดเรียงตามสีหรือประเภทดูค่ะ
– เสื้อผ้าแบบพับ: เสื้อยืด กางเกงยีนส์ หรือเสื้อกันหนาวที่พับได้ ควรพับเก็บในลิ้นชักหรือบนชั้น พยายามพับให้เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะช่วยประหยัดพื้นที่ได้มาก และยังมองเห็นได้ง่ายด้วย
– กล่องเก็บของ: ของเล็กๆ น้อยๆ อย่างถุงเท้า ชุดชั้นใน หรือผ้าพันคอ ลองหากล่องแบ่งช่องมาใส่ดูค่ะ นอกจากจะช่วยจัดระเบียบให้หยิบง่ายแล้ว ยังกันฝุ่นได้อีกด้วย
การจัดตู้เสื้อผ้าให้เป็นระเบียบไม่ใช่แค่ทำให้ตู้สวยขึ้น แต่ยังช่วยให้เราบริหารจัดการสิ่งของได้ดีขึ้นด้วย ลองเอาไปปรับใช้กับตู้เสื้อผ้าของคุณดูนะคะ แล้วจะรู้ว่ามันดีขนาดไหน! ถ้าอยากอ่านฉบับเต็มพร้อมภาพประกอบและเคล็ดลับเพิ่มเติม ลองดูที่นี่ได้เลยค่ะ จัดระเบียบตู้เสื้อผ้า
ใครที่อยู่ห้องเช่าแล้วอยากเปลี่ยนบรรยากาศให้ห้องดูดีขึ้น แต่ไม่อยากทาสีหรือเจาะผนังให้เป็นเรื่องใหญ่ ลองมองหาวอลเปเปอร์ลอกแปะกันดูไหมคะ เดี๋ยวนี้มีให้เลือกเยอะมาก ลายสวยๆ เพียบ แถมติดตั้งง่ายด้วยตัวเองได้เลย
แต่ก่อนจะเลือกซื้อ ก็มีข้อควรจำนิดหน่อยนะ เพราะผนังห้องเช่าแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกัน บางที่เป็นปูนเรียบๆ บางที่อาจจะมีผิวสัมผัสบ้าง ถ้าเลือกไม่ดี อาจจะติดไม่แน่น หรือตอนลอกออกทิ้งคราบกาวไว้ให้ปวดหัวได้
– เช็กสภาพผนัง: อันดับแรกเลยคือต้องดูผนังห้องเราก่อนว่าเป็นแบบไหน ผนังเรียบๆ ทาสีทั่วไปจะติดง่ายที่สุด แต่ถ้าเป็นผนังปูนเปลือยหรือมีพื้นผิว ก็ต้องเลือกชนิดที่ออกแบบมาให้ติดได้แน่นขึ้นมาหน่อย
– เลือกวัสดุ: วอลเปเปอร์ลอกแปะมีหลายแบบ ทั้ง PVC, ไวนิล หรือแบบผ้า แต่ละแบบก็มีคุณสมบัติที่ต่างกันไป ลองดูรีวิวหรือสอบถามจากร้านค้าให้แน่ใจว่าวัสดุนั้นๆ เหมาะกับผนังห้องเรา และที่สำคัญคือต้องเลือกแบบที่ระบุว่า “ลอกออกไม่ทิ้งคราบกาว” ด้วยนะคะ
– เตรียมผนังให้พร้อม: ก่อนติดวอลเปเปอร์ ควรทำความสะอาดผนังให้ปราศจากฝุ่นและคราบมัน จะช่วยให้กาวติดได้ดีขึ้น และก่อนลอกวอลเปเปอร์ออก ควรใช้น้ำยาทำความสะอาดหรือน้ำอุ่นช่วยเช็ดเบาๆ เพื่อให้กาวอ่อนตัวลง จะได้ลอกออกง่ายขึ้น และไม่ทิ้งรอยไว้ค่ะ
การแต่งห้องเช่าด้วยวอลเปเปอร์ลอกแปะเป็นทางเลือกที่ดีเลยนะ เพราะช่วยให้เราเปลี่ยนสไตล์ห้องได้บ่อยๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเสียหายตอนย้ายออกเลยค่ะ ถ้าอยากรู้ลึกเรื่องการเลือกและติดวอลเปเปอร์ให้ได้ผลดี ลองอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย อ่านต่อ แล้วมาสนุกกับการแต่งห้องในสไตล์ของคุณกันนะคะ