เคยสงสัยไหมว่าทำไมสีทาบ้านถึงแบ่งเป็นสีทาภายในกับภายนอก? หลายคนอาจคิดว่าต่างกันแค่ราคา หรือบางทีก็เผลอหยิบผิดมาใช้สลับกัน คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่จริงๆ แล้วมันสำคัญกว่าที่คิดเยอะเลยนะ!
ลองนึกดูว่าถ้าเอาสีทาภายในไปทาข้างนอกบ้าน เจอแดด เจอฝนไม่กี่ที สีก็จะเริ่มลอก ซีดจาง ผนังอาจมีเชื้อราขึ้นง่าย เพราะสีภายในไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ เหมือนสีภายนอก
ในทางกลับกัน ถ้าเอาสีทาภายนอกมาทาในบ้าน ปัญหาที่เจอหลักๆ เลยคือเรื่องกลิ่น บางทีกลิ่นสีก็จะฉุนและติดอยู่ในบ้านนานกว่าปกติ เพราะส่วนผสมของสีภายนอกจะมีความเข้มข้นกว่า เพื่อให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรงกว่า แถมยังอาจมีสารบางอย่างที่ถ้าสูดดมนานๆ ก็ไม่ดีต่อสุขภาพด้วย
สรุปง่ายๆ คือ สีแต่ละชนิดมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่นั้นๆ การเลือกใช้ให้ถูกประเภทตั้งแต่แรก จะช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลาในระยะยาว ไม่ต้องมานั่งแก้ไขทีหลังให้ปวดหัว ใครที่กำลังจะทาสีบ้านใหม่ ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ได้บ้านสวยทนทาน และปลอดภัยกับทุกคนในครอบครัวนะ อ่านต่อ แล้วจะรู้ว่าเลือกสีให้ถูกประเภทง่ายกว่าที่คิด!
ช่วงวันหยุดยาว ใครมีแพลนจะปรับปรุงบ้านด้วยการทาสีใหม่ แต่กลัวคำนวณปริมาณสีผิด ซื้อมาไม่พอต้องวิ่งไปซื้อเพิ่ม หรือซื้อมาเยอะเกินจนเหลือทิ้ง เสียดายเงินเปล่า ๆ วันนี้เรามีวิธีคิดง่าย ๆ มาฝากค่ะ
หลัก ๆ เลย เราต้องรู้ 3 อย่างนี้ก่อน:
– ขนาดพื้นที่ที่จะทา: ต้องวัดขนาดผนังที่เราจะทาจริง ๆ นะคะ ไม่ใช่ขนาดห้องโดยรวม เพราะบางทีเราอาจจะไม่ได้ทาทุกด้าน หรือบางจุดมีหน้าต่าง ประตู ก็ต้องหักออกไป
– จำนวนรอบที่ทา: ปกติแล้วช่างมักจะทาสีรองพื้น 1 รอบ แล้วตามด้วยสีจริงอีก 2 รอบ แต่ถ้าอยากได้สีที่สดชัด หรือผนังเดิมสีเข้มมาก อาจจะต้องทาเพิ่มเป็น 3 รอบได้เลย
– ประเภทของสีที่ใช้: สีแต่ละชนิดจะมีความสามารถในการปกคลุมพื้นที่ไม่เท่ากัน อันนี้ดูได้จากฉลากข้างกระป๋องสีเลยค่ะ จะบอกว่าสี 1 ลิตร ทาได้กี่ตารางเมตร ซึ่งสำคัญมาก
พอได้ข้อมูลครบแล้ว ก็เอามาเข้าสูตรคำนวณง่าย ๆ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าต้องซื้อสีเท่าไหร่ เป๊ะ ๆ ไม่ต้องมานั่งกังวลแล้วว่าสีจะขาดหรือเหลือเยอะเกินไป ใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคำนวณปริมาณสีทาบ้านแบบละเอียด ลอง ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้เลย
ช่วงนี้อากาศบ้านเราก็ดีขึ้นหน่อย แต่เผลอแป๊บเดียวเดี๋ยวฤดูฝุ่น PM2.5 ก็กลับมาอีกแล้ว ใครที่กำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศเตรียมไว้แต่ไม่อยากใช้งบเยอะ วันนี้เรามีทริคเล็กๆ ในการเลือกเครื่องฟอกอากาศงบประมาณ 5,000 บาท ให้ได้ของที่คุ้มค่า คุ้มราคา มาฝากกัน
หัวใจสำคัญของการเลือกเครื่องฟอกอากาศคือ ค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) ซึ่งเป็นตัวบอกว่าเครื่องฟอกอากาศสามารถส่งอากาศบริสุทธิ์ออกมาได้เร็วแค่ไหน ยิ่งค่า CADR สูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งฟอกอากาศได้เร็วเท่านั้น
– ห้องเล็ก (ไม่เกิน 20 ตร.ม.) เช่น ห้องนอนเล็ก หรือคอนโดสตูดิโอ ค่า CADR ประมาณ 150-200 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงก็พอไหว
– ห้องขนาดกลาง (20-35 ตร.ม.) สำหรับห้องนั่งเล่น หรือห้องนอนใหญ่ ควรเลือก CADR ประมาณ 250-300 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
นอกจากค่า CADR แล้ว การเลือกเครื่องฟอกอากาศ ก็ต้องดูชนิดของไส้กรองด้วย แนะนำให้เลือกไส้กรอง HEPA เพราะสามารถดักจับอนุภาคเล็กๆ อย่าง PM2.5 ได้ดีเยี่ยม และอย่าลืมเช็คราคาไส้กรองเปลี่ยนด้วยนะคะ เพราะต้องเปลี่ยนทุก 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับการใช้งาน
เครื่องฟอกอากาศสมัยนี้มีฟังก์ชันหลากหลาย ทั้งระบบฆ่าเชื้อ ไอออนลบ หรือแม้แต่การเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันเพื่อควบคุมการทำงาน ลองเลือกดูว่าฟังก์ชันไหนที่จำเป็นกับการใช้งานของเรามากที่สุด เท่านี้ก็ได้เครื่องฟอกอากาศที่คุ้มค่าเงินและตอบโจทย์การใช้งานแล้วค่ะ
เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน สิ่งหนึ่งที่หลายคนกังวลคือความปลอดภัยของบ้าน ยิ่งถ้าเป็นบ้านที่อยู่ไกลหน่อย หรือเป็นพื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตยังไปไม่ถึง การติดกล้องวงจรปิดดูเหมือนจะเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่รู้ไหมว่ามีกล้องวงจรปิดแบบใส่ซิมที่ตอบโจทย์ตรงนี้ได้สบาย ๆ
กล้องวงจรปิดที่ว่านี้ทำงานคล้ายมือถือของเรานี่แหละครับ แค่ใส่ซิมการ์ดเข้าไปก็สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายมือถือได้เลย ไม่ต้องพึ่ง WiFi บ้าน ข้อดีคือติดตั้งง่าย ย้ายที่สะดวก เหมาะกับหลายสถานการณ์ อย่างเช่น:
– บ้านสวนหรือบ้านพักตากอากาศ: ที่ที่อาจจะไม่ได้มีคนอยู่ตลอดเวลา และไม่มีสัญญาณ WiFi
– ไซด์งานก่อสร้าง: ช่วยเฝ้าระวังอุปกรณ์และทรัพย์สินที่มีค่า
– พื้นที่ห่างไกล: ที่ที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบสายยังเข้าไม่ถึง
แต่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ ก็มีบางเรื่องที่เราต้องเช็กก่อนนะครับ เช่น สัญญาณเครือข่ายในบริเวณนั้น ๆ ต้องครอบคลุมพอ ค่าใช้จ่ายรายเดือนของซิมการ์ด และเรื่องของการบันทึกข้อมูลว่าเก็บไว้ที่ไหน ถ้าอยากรู้ข้อมูลเชิงลึกและรายละเอียดเพิ่มเติม ลองเข้าไปอ่านฉบับเต็มได้ที่ TaladHouse เขามีข้อมูลดี ๆ ที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นแน่นอนครับ
เคยไหมที่เปิดประตูห้องนอนเข้าไปแล้วเจอแต่ความอับชื้น? ยิ่งถ้าห้องเราไม่มีหน้าต่างด้วยแล้ว ปัญหานี้จะหนักเป็นพิเศษเลยค่ะ บอกเลยว่าไม่ต้องท้อใจไปนะคะ เพราะเราสามารถจัดการกับ กลิ่นอับห้องนอน ได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องถึงขั้นทุบผนังทำหน้าต่างใหม่เลยค่ะ
สาเหตุหลัก ๆ ของกลิ่นอับในห้องนอนที่ไม่มีหน้าต่างก็มักจะมาจากความชื้นสะสมนี่แหละค่ะ ไม่ว่าจะเป็นความชื้นจากเสื้อผ้าที่ตากในห้อง เหงื่อไคลจากร่างกาย หรือแม้แต่ความชื้นจากเครื่องปรับอากาศที่ไม่ค่อยได้ล้าง
วิธีแก้ก็มีหลากหลายระดับราคาให้เลือกเลยค่ะ:
– งบน้อย (หลักสิบ-หลักร้อย): ลองเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการใช้ถ่านดูดกลิ่น (ถ่านไม้ทั่วไปนี่แหละค่ะ) หรือก้อนดูดความชื้นสำเร็จรูป หาซื้อได้ทั่วไปตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือจะใช้สมุนไพรแห้งอย่างใบเตย หอมแดง หรือดอกไม้แห้งหอม ๆ ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่งค่ะ
– งบปานกลาง (หลักร้อย-หลักพัน): ขยับมาที่พวกเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็ก หรือเครื่องพ่นไอน้ำมันหอมระเหยค่ะ พวกนี้ช่วยได้ทั้งเรื่องกลิ่นและช่วยให้อากาศหมุนเวียนดีขึ้นด้วย อย่าลืมพิจารณาเรื่องการทำความสะอาดห้องนอนให้บ่อยขึ้นด้วยนะคะ ทั้งการเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ซักผ้าม่าน หรือดูดฝุ่นบ่อย ๆ ก็ช่วยลดแหล่งสะสมกลิ่นได้มาก
– งบสูงขึ้นมาหน่อย (หลักพันขึ้นไป): ถ้าอยากลงทุนยาว ๆ แนะนำเครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง หรือเครื่องลดความชื้นโดยเฉพาะค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าห้องคุณมีความชื้นสูงมากจริง ๆ การมีเครื่องลดความชื้นจะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า
ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีไหน สิ่งสำคัญคือต้องหาสาเหตุของกลิ่นให้เจอ และเลือกวิธีที่เหมาะสมกับงบประมาณและไลฟ์สไตล์ของคุณค่ะ
บ้านไหนมีน้องหมาน้องแมววิ่งเล่นทั่วบ้าน การเลือกน้ำยาถูพื้นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษเลยค่ะ เพราะบางทีเราคิดว่าไม่มีกลิ่นฉุนก็คงไม่เป็นไร แต่ความจริงแล้วสารเคมีบางอย่างที่อยู่ในน้ำยาถูพื้นอาจเป็นอันตรายต่อน้องๆ ได้มากกว่าที่คิด
เวลาเลือกน้ำยาถูพื้นสำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง สิ่งสำคัญอันดับแรกเลยคือต้องดูที่ส่วนผสมค่ะ เลี่ยงพวกสารเคมีแรงๆ หรือสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น แอมโมเนีย คลอรีน ฟอร์มาลดีไฮด์ หรือฟีนอล เพราะสารเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของสัตว์เลี้ยง แต่ยังอาจซึมผ่านผิวหนังหรือโดนเลียเข้าไปได้โดยไม่ตั้งใจ
ลองหันมามองหาน้ำยาถูพื้นที่ระบุว่า “สำหรับสัตว์เลี้ยง” หรือ “ส่วนผสมจากธรรมชาติ” จะช่วยให้สบายใจขึ้นเยอะค่ะ น้ำยาพวกนี้มักจะใช้สารสกัดจากพืช หรือสารทำความสะอาดที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งปลอดภัยกับทั้งคนและสัตว์เลี้ยง แถมยังช่วยลดการสะสมของสารเคมีในบ้านด้วย
อีกเคล็ดลับหนึ่งคือ หลังถูพื้นแล้ว ควรปล่อยให้พื้นแห้งสนิทก่อนให้น้องๆ เข้ามาวิ่งเล่น เพื่อป้องกันไม่ให้สารตกค้างที่ยังไม่แห้งสัมผัสกับอุ้งเท้าหรือถูกเลียเข้าไปค่ะ และถ้าอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกน้ำยาถูพื้นให้ปลอดภัยกับน้องๆ ลอง อ่านต่อ ได้เลยค่ะ
การใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ จะช่วยให้น้องๆ ได้วิ่งเล่นในบ้านได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข
ห้องน้ำนี่แหละตัวดีที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในบ้านได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะกับบ้านที่มีผู้สูงอายุอยู่ด้วย ไม่ต้องรอให้รีโนเวทห้องน้ำใหม่หมดเพื่อความปลอดภัยนะคะ เรามีตัวช่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เอามาติดเองได้ ไม่ต้องเจาะผนังให้ยุ่งยาก แถมงบประมาณก็สบายกระเป๋าด้วย
ลองนึกภาพพื้นห้องน้ำที่เปียก ๆ สิคะ แค่แผ่นกันลื่นดี ๆ สักผืนก็ช่วยได้เยอะแล้วนะ เดี๋ยวนี้มีหลายแบบเลย ทั้งแบบพรม แบบแผ่นยาง หรือสติกเกอร์กันลื่นที่แปะตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ ได้เลย ไม่ต้องกลัวลื่นตอนก้าวออกจากอ่างอาบน้ำหรือตอนยืนอาบน้ำอีกต่อไป
อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ราวจับในห้องน้ำ ค่ะ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเจาะกระเบื้องให้เป็นรอย เพราะเดี๋ยวนี้มีราวจับแบบสูญญากาศที่ติดตั้งง่าย ถอดเก็บสะดวก แถมยังแข็งแรงพอให้จับยึดตอนลุกนั่งหรือตอนก้าวเดินได้สบาย ๆ เลย ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้สูงอายุในบ้านได้มากเลยค่ะ พวกอุปกรณ์เหล่านี้แหละที่จะช่วยเปลี่ยนห้องน้ำธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยขึ้นมาได้ทันที ใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมว่ามีอุปกรณ์อะไรน่าสนใจอีกบ้าง ลองไปอ่านต่อที่ TaladHouse ได้เลยค่ะ
เคยไหมที่หาของในบ้านไม่เจอ หมุนไปหมุนมาก็เจอแต่กล่องเต็มไปหมด? ปัญหาโลกแตกของการจัดระเบียบบ้านคือของเยอะ แต่กล่องเก็บของก็มีหลายแบบจนเลือกไม่ถูกว่าจะใช้แบบไหนดี
หลักๆ เลย กล่องเก็บของที่เราใช้กันบ่อยๆ ก็จะมีแบบใสกับแบบทึบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันนะ
– กล่องใส: ข้อดีคือมองเห็นของข้างในได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาเปิดหา เหมาะกับของที่ต้องหยิบบ่อยๆ อย่างพวกอุปกรณ์เย็บผ้า เครื่องเขียน หรือของเล่นชิ้นเล็กๆ ของลูก ข้อเสียคือถ้าของข้างในรก หรือไม่เป็นระเบียบก็จะดูไม่สวยงามเท่าไหร่
– กล่องทึบ: เหมาะกับของที่ไม่ค่อยได้ใช้ หรือของที่อยากซ่อนไว้ไม่ให้รกสายตา เช่น เอกสารเก่าๆ ของใช้ตามฤดูกาล หรือของที่ไม่ได้สวยงามมากนัก พอปิดฝาแล้วบ้านจะดูเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นเยอะเลย ข้อเสียคือถ้าไม่ติดป้ายกำกับไว้ ก็จะงงว่าข้างในมีอะไรบ้าง
ไม่ว่าจะเลือกกล่องแบบไหน อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือการติดป้าย เพื่อให้รู้ว่ากล่องนั้นๆ เก็บอะไรไว้ ไม่ต้องรื้อหาให้วุ่นวาย ลองเขียนป้ายให้ชัดเจน ติดไว้ที่กล่องแต่ละใบ รับรองว่าชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ
สำหรับใครที่อยากได้ รายละเอียดเรื่องกล่องเก็บของ แบบไหนดี เพิ่มเติม ลองดูข้อมูลจาก TaladHouse ได้เลยนะ มีคำแนะนำดีๆ ที่ช่วยให้เราเลือกกล่องได้เหมาะกับการใช้งานในบ้านจริงๆ
ช่วงนี้ใครเปิดบิลค่าไฟมาแล้วตกใจบ้าง? บางทีไม่ใช่เพราะเราใช้ไฟเยอะขึ้นอย่างเดียว แต่อาจมีเรื่อง “ไฟรั่ว” เข้ามาเกี่ยวข้องก็ได้นะ
ไฟรั่วไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นอกจากจะอันตรายแล้ว ยังทำให้ค่าไฟบ้านเราแพงขึ้นแบบไม่รู้ตัวอีกด้วย สัญญาณเตือนเบื้องต้นที่สังเกตได้ง่าย ๆ คือ:
– มิเตอร์ไฟหมุนเร็วผิดปกติ: ลองปิดไฟทุกดวงและถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างในบ้าน แล้วออกไปดูมิเตอร์ไฟ ถ้ามิเตอร์ยังหมุนอยู่ แสดงว่ามีไฟรั่วแน่นอน
– เบรกเกอร์ทริปบ่อย: ถ้าเบรกเกอร์ตัดไฟบ่อย ๆ โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน เช่น ไม่ได้เสียบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมาก ๆ หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ก็เป็นไปได้ว่ามีไฟรั่ว
– สายไฟหรืออุปกรณ์มีรอยไหม้: อันนี้ค่อนข้างอันตราย ถ้าเห็นรอยไหม้ หรือได้กลิ่นไหม้ตามปลั๊กไฟ สวิตช์ไฟ หรือสายไฟ ต้องรีบตรวจสอบและแก้ไขทันที
– โดนไฟดูดเบาๆ: เวลาไปแตะเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือโครงสร้างโลหะในบ้านแล้วรู้สึกเหมือนโดนไฟดูดจี๊ดๆ นั่นคือสัญญาณอันตรายของไฟรั่วเลย
การหมั่นสังเกตและตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้อีกด้วย ถ้าอยากรู้ขั้นตอนการ เช็คไฟรั่วในบ้าน ด้วยตัวเองแบบละเอียด หรือเมื่อไหร่ที่ควรเรียกช่าง ก็ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมดูนะ
เคยสงสัยกันไหมว่า เบรกเกอร์ที่บ้านเราใช้อยู่มันปลอดภัยพอหรือเปล่า โดยเฉพาะบ้านไหนที่มีเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ เรื่องไฟฟ้าเนี่ยมองข้ามไม่ได้เลยจริงๆ
เบรกเกอร์ที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือแบบธรรมดา ที่จะตัดไฟเมื่อมีไฟเกินหรือไฟฟ้าลัดวงจร แต่ทีนี้มันจะมีอีกแบบที่เรียกว่า “เบรกเกอร์กันดูด” หรือ RCBO/ELCB ที่เค้าแนะนำให้ติดเพิ่มในจุดที่เสี่ยงเป็นพิเศษ
หลายคนอาจจะคิดว่าติดแค่ในห้องน้ำก็พอแล้ว เพราะเป็นที่ที่มีความชื้นสูง โอกาสไฟรั่ว ไฟดูดก็เยอะ แต่จริงๆ แล้ว พวกเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว อย่างเครื่องทำน้ำอุ่นในอ่างล้างจาน หรือปลั๊กพ่วงที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายๆ อย่าง ก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กันเลยนะ
การลงทุนกับเบรกเกอร์กันดูด ไม่ใช่แค่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากไฟฟ้า แต่ยังช่วยให้เราอุ่นใจมากขึ้นเวลาใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ในบ้านด้วย
ถ้าอยากรู้ว่าเบรกเกอร์กันดูดต่างจากเบรกเกอร์ธรรมดายังไง และบ้านเราควรติดตรงไหนบ้าง ลองไป อ่านฉบับเต็มที่ TaladHouse ได้เลย เค้าอธิบายไว้เข้าใจง่ายมากๆ