ตลาดเฮ้าส์ : ของใช้ในบ้าน จัดบ้านง่าย

ตลาดเฮ้าส์ แหล่งรวมของใช้ในบ้านที่ช่วยให้จัดบ้านง่ายขึ้น ทั้งอุปกรณ์จัดระเบียบ ของใช้ทำความสะอาด ของใช้ห้องน้ำ ห้องนอน และเครื่องมือซ่อมบ้าน พร้อมข้อมูลช่วยเลือ

หลายคนชอบเลือกกระถางจากดีไซน์สวยๆ ก่อนเลยใช่ไหมคะ? เข้าใจเลยว่าอยากให้บ้านดูดี แต่บางทีการเลือกกระถางที่สวยอย่างเดียว อาจจะทำให้ต้นไม้สุดที่รักของเราไม่รอดเอาน่ะสิ

หัวใจสำคัญของการเลือกกระถางที่หลายคนมองข้ามคือ ระบบระบายน้ำ ค่ะ ถ้ากระถางไม่มีรูระบายน้ำ หรือมีน้อยเกินไป น้ำจะขัง ทำให้รากเน่าได้ง่ายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นกระถางดินเผา พลาสติก หรือวัสดุอื่นๆ ก็ต้องมีรูระบายน้ำที่เพียงพอและเหมาะสมกับขนาดของกระถางด้วย

นอกจากเรื่องรูระบายน้ำแล้ว ดินที่ใช้ปลูกก็สำคัญไม่แพ้กันเลยนะ ดินที่ดีควรจะโปร่ง ระบายน้ำได้ดี ไม่ใช่ดินเหนียวแน่นจนเกินไป เพราะถ้าดินแน่น น้ำก็จะขังง่าย รากก็หายใจไม่ได้อีก ทางที่ดีควรผสมวัสดุที่ช่วยให้ดินโปร่งขึ้น เช่น กาบมะพร้าวสับ หรือเพอร์ไลต์เข้าไปด้วย

ถ้าใครอยากรู้ลึกเรื่อง เลือกกระถางไม่ให้รากเน่า รวมถึงวิธีดูแลต้นไม้ให้แข็งแรง ลองไปอ่านเพิ่มเติมกันดูนะคะ รับรองว่าได้ไอเดียดีๆ กลับไปดูแลต้นไม้ที่บ้านแน่นอนค่ะ

หลายคนชอบคิดว่าระเบียงคอนโดเล็ก ๆ จะปลูกต้นไม้ไม่ได้ หรือปลูกไปก็ไม่รอดแน่ ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ยากขนาดนั้นเลยนะ สิ่งสำคัญคือการเลือกต้นไม้ให้เหมาะกับสภาพระเบียงของเราต่างหาก

อันดับแรก ลองสังเกตระเบียงตัวเองก่อนว่ามีแดดส่องกี่ชั่วโมงต่อวัน? เพราะนี่แหละคือปัจจัยหลักในการเลือกต้นไม้เลย

ระเบียงแดดจัด (5-6 ชั่วโมงขึ้นไป): ถ้าแดดส่องแรง ๆ เกือบทั้งวัน ถือเป็นสวรรค์ของต้นไม้ชอบแดดเลย เช่น กระบองเพชร, คุณนายตื่นสาย, พริก, มะเขือ หรือพวกไม้ดอกสีสวย ๆ อย่างเฟื่องฟ้าก็ยังได้

ระเบียงแดดรำไร (2-4 ชั่วโมง): แดดช่วงเช้าหรือบ่ายอ่อน ๆ เหมาะกับต้นไม้ที่ไม่ชอบแดดจัดมาก เช่น ว่านสี่ทิศ, ลิ้นมังกร, กล้วยไม้บางชนิด, พลูด่าง หรือพวกสมุนไพรอย่างตะไคร้ ใบโหระพา

ระเบียงแดดน้อย (ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมง): แม้แดดน้อยก็ยังมีตัวเลือกนะ อย่างเช่น เฟิร์น, มอส, ต้นไม้ในร่มชนิดต่าง ๆ ที่ไม่ต้องการแสงมาก เช่น ยางอินเดีย, มอนสเตอร่า

พอรู้แล้วว่าระเบียงเราแดดแค่ไหน ก็ลองเลือกต้นไม้ที่ชอบแล้วเอามาจัดวางดู ที่เหลือก็แค่ดูแลรดน้ำให้ถูกเวลา หมั่นเช็กดินและใบไม้ แค่นี้ระเบียงเราก็จะมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ

ถ้าอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกต้นไม้สำหรับระเบียงคอนโดแบบละเอียด พร้อมทริคดูแลไม่ให้ตาย ลองดู บทความดี ๆ จาก TaladHouse ได้เลย รับรองว่าได้ไอเดียไปแต่งสวนน้อย ๆ ที่ระเบียงแน่นอน!

เคยไหม ซื้อดินมาปลูกต้นไม้แล้วเหลือเยอะบ้าง น้อยไปบ้าง ต้องวิ่งไปซื้อเพิ่มอีกรอบให้เสียเวลา แถมเปลืองเงินโดยใช่เหตุ เพราะดินที่เหลือก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรต่อ หรือเก็บไว้ก็เกะกะบ้านเปล่าๆ

ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ถ้าเรารู้วิธีคำนวณปริมาณดินที่ต้องใช้ให้พอดีกับกระถาง ไม่ว่าจะเป็นกระถางทรงกลมหรือสี่เหลี่ยมก็คำนวณได้หมดเลย จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องดินขาดหรือดินเหลืออีกต่อไป ทีนี้เวลาไปเลือกซื้อดินปลูก จะซื้อเป็นถุงเล็ก ถุงใหญ่ หรือจะซื้อเป็นกระสอบ ก็กะปริมาณได้ถูก

ส่วนตัวเราชอบปลูกผักสวนครัวเล็กๆ ไว้บนระเบียง เลยต้องคำนวณปริมาณดินบ่อยๆ เพราะมีกระถางหลายขนาด ยิ่งถ้าใครที่ชอบจัดสวนเล็กๆ หรือมีมุมต้นไม้ในบ้าน การรู้ปริมาณดินที่แน่นอนจะช่วยให้การวางแผนง่ายขึ้นเยอะเลยนะ ไม่ต้องแบกดินหนักๆ หรือเสียเวลาไปหลายรอบ

ถ้าอยากรู้ว่าวิธีเลือกดินใส่กระถางกี่ลิตร ควรจะคำนวณยังไงให้แม่นยำที่สุด ลองดูจากขนาดกระถางที่เรามีได้เลย รับรองว่าคราวหน้าจะซื้อดินได้พอดีเป๊ะ ไม่มีเหลือทิ้งให้รกบ้านแน่นอน

ช่วงอากาศร้อนจัดแบบนี้ แอร์ทำงานหนักเป็นพิเศษเลยใช่ไหมคะ? บางทีก็สังเกตว่าแอร์ไม่ค่อยเย็นเท่าเดิม หรือมีกลิ่นอับ ๆ ออกมา นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องล้างแอร์แล้วล่ะค่ะ แต่จะล้างเองได้หมดทุกส่วนเลยรึเปล่านะ?

จริงๆ แล้ว การล้างแอร์เองที่บ้านนี่ทำได้จริงค่ะ แต่ไม่ใช่ทุกจุดนะคะ มีบางส่วนที่เราสามารถดูแลเองได้ง่ายๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานแอร์และช่วยให้แอร์เย็นฉ่ำเหมือนเดิม แถมยังประหยัดค่าไฟได้อีกด้วยค่ะ

ล้างแผ่นกรองอากาศ (Filter): อันนี้สำคัญที่สุดและง่ายที่สุดเลยค่ะ ควรล้างทุกๆ 2-4 สัปดาห์ หรือบ่อยกว่านั้นถ้าใช้งานหนัก แค่ถอดออกมาฉีดน้ำล้างคราบฝุ่นออก ตากให้แห้งสนิทแล้วใส่กลับเข้าไป แค่นี้ก็ช่วยให้แอร์สะอาดขึ้นเยอะแล้วค่ะ

ทำความสะอาดหน้ากากแอร์และคอยล์เย็นส่วนหน้า: ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดคราบฝุ่นที่เกาะตามหน้ากากแอร์ และใช้แปรงขนนุ่มปัดฝุ่นเบาๆ บริเวณแผงคอยล์เย็นด้านหน้าเท่าที่มือเอื้อมถึงได้ค่ะ

ส่วนที่ต้องระวังและควรเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาดูแลก็คือการล้างคอยล์เย็นและคอยล์ร้อนด้านใน การเติมน้ำยาแอร์ หรือการตรวจสอบระบบไฟฟ้าต่างๆ เพราะถ้าทำผิดวิธีอาจทำให้แอร์เสียหายหรือเกิดอันตรายได้ค่ะ ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก คู่มือจาก TaladHouse เพื่อความชัวร์นะคะ

การหมั่นดูแลทำความสะอาดแอร์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เราทำเองได้ หรือเรียกช่างมาดูแลในส่วนที่ซับซ้อน จะช่วยให้แอร์ของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เย็นสบาย และอยู่กับเราไปได้นานๆ เลยค่ะ

อากาศร้อน ๆ แบบบ้านเรา พัดลมนี่แหละตัวช่วยอันดับแรก ๆ ที่นึกถึง แต่เคยไหม ซื้อพัดลมมาแล้วรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเข้ากับห้องเท่าไหร่ บางทีก็เกะกะ บางทีก็ลมไม่ทั่วถึง นั่นอาจเป็นเพราะเรายังเลือกไม่ถูกประเภท

ลองมาดูกันว่าพัดลมแต่ละแบบ เหมาะกับบ้านแบบไหนบ้าง:

พัดลมตั้งพื้น: เป็นแบบคลาสสิกที่ทุกบ้านต้องมี ย้ายไปไหนก็ได้ ใช้งานง่าย เหมาะกับห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือพื้นที่ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการจัดวาง

พัดลมติดผนัง: เหมาะมากสำหรับห้องที่มีพื้นที่จำกัด หรือคอนโด ช่วยประหยัดพื้นที่บนพื้น ไม่เกะกะ แถมยังกระจายลมได้ดีทั่วถึงกว่าพัดลมตั้งพื้นบางรุ่น

พัดลมเพดาน: ช่วยเรื่องการหมุนเวียนอากาศได้ดีเยี่ยม เหมาะกับห้องโถงใหญ่ ๆ ห้องรับประทานอาหาร หรือห้องที่ต้องการความเย็นทั่วถึง ไม่ต้องกังวลเรื่องการกินพื้นที่ แถมยังดูสวยงามเป็นเฟอร์นิเจอร์ไปในตัว

พัดลมไอเย็น: อันนี้จะพิเศษหน่อย เพราะนอกจากลมเย็นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศได้ด้วย เหมาะกับช่วงที่อากาศแห้ง หรือบ้านไหนที่อยากได้ความรู้สึกเย็นสดชื่นคล้ายเปิดแอร์ แต่ประหยัดไฟกว่าเยอะ

การเลือกพัดลมให้ถูกกับการใช้งานและขนาดของห้อง จะช่วยให้เราได้ลมเย็นสบายอย่างที่ต้องการ แถมยังจัดบ้านได้ลงตัวไม่เกะกะอีกด้วย ถ้าอยากรู้รายละเอียดแต่ละแบบให้ลึกขึ้น ลอง อ่านต่อที่ TaladHouse เพื่อดูว่าแบบไหนเหมาะกับบ้านคุณที่สุดค่ะ

อากาศบ้านเราเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนตก แต่ส่วนใหญ่ก็ร้อนอยู่ดีเนอะ ยิ่งห้องนอนนี่ถ้าแอร์ไม่เย็นฉ่ำนี่นอนไม่หลับเอาได้ง่ายๆ เลย แต่การจะเลือกแอร์สักเครื่องให้พอดีกับห้อง ไม่ใช่แค่ดูว่ายี่ห้อไหนลดราคา หรือรุ่นไหนสวยถูกใจอย่างเดียว

สิ่งที่สำคัญมากๆ เลยคือ “ขนาด BTU” ของแอร์ที่เรากำลังจะซื้อนี่แหละค่ะ เพราะถ้าเลือก BTU น้อยไป แอร์ก็ทำงานหนักแต่ไม่เย็น แถมเปลืองไฟอีก แต่ถ้าเลือก BTU เยอะไป แอร์ก็จะตัดบ่อยเกินไป ห้องไม่เย็นฉ่ำเท่าที่ควร แถมก็เปลืองไฟอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการเลือก BTU ให้พอดีกับขนาดห้องจริงๆ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลย

โดยปกติแล้วการคำนวณ แอร์ห้องนอนกี่ BTU ถึงจะเหมาะกับห้องเรา จะมีปัจจัยหลักๆ ที่ต้องพิจารณาอยู่ไม่กี่อย่างค่ะ

ขนาดของห้อง: อันนี้สำคัญที่สุดเลยค่ะ ห้องเล็กห้องใหญ่ก็ใช้ BTU ไม่เท่ากันแน่นอน

ทิศทางที่ห้องรับแดด: ห้องที่โดนแดดเยอะๆ จะสะสมความร้อนมากกว่า ก็ต้องใช้แอร์ที่มี BTU สูงขึ้นมาหน่อย

จำนวนคนที่นอนในห้อง: ยิ่งคนเยอะ ห้องก็ยิ่งร้อนง่าย เพราะร่างกายคนเราก็ปล่อยความร้อนออกมาเหมือนกัน

อุปกรณ์ไฟฟ้าในห้อง: ทีวี ตู้เย็น หรือคอมพิวเตอร์ ก็เป็นแหล่งกำเนิดความร้อนเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจส่งผลได้เหมือนกันนะ

การรู้ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เราเลือกขนาด BTU ของแอร์ได้เหมาะสมจริงๆ ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลังว่าเลือกผิด หรือต้องทนร้อนในห้องนอน แถมยังประหยัดค่าไฟได้อีกด้วยค่ะ เพราะแอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ใครที่กำลังจะรีโนเวทบ้านหรือห้อง อยากเปลี่ยนพื้นใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น แต่ติดตรงที่ไม่อยากทุบพื้นเดิม ไม่อยากเสียเวลาเก็บกวาด แล้วก็กลัวงบบานปลายใช่ไหมครับ? มีหลายคนสงสัยว่า ถ้าจะปูกระเบื้องทับพื้นเดิมไปเลยจะทำได้ไหม? คำตอบคือ “ทำได้” ครับ!

แต่ก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำ ควรเช็กให้แน่ใจก่อนว่า พื้นเดิมของเราเหมาะกับการปูกระเบื้องทับหรือไม่ เพราะถ้าทำผิดวิธี อาจจะเกิดปัญหาตามมาทีหลังได้ เช่น กระเบื้องหลุดร่อนง่าย หรือพื้นไม่เรียบเดินสะดุด

สิ่งสำคัญที่ต้องดูก่อนมีไม่กี่อย่าง:

  • สภาพพื้นเดิม: กระเบื้องเก่าต้องอยู่ในสภาพดี ไม่มีการร่อน โก่ง หรือแตกหัก ถ้ามีต้องซ่อมแซมก่อน

  • ระดับพื้น: การปูทับจะทำให้พื้นสูงขึ้นเล็กน้อย ต้องเช็กดูว่าขอบประตูยังเปิดปิดได้สะดวกไหม หรือต้องมีการปรับแก้ส่วนอื่น ๆ ด้วย

  • โครงสร้างพื้น: พื้นเดิมต้องแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของกระเบื้องใหม่ได้อีกชั้น

ถ้าเช็กแล้วว่าทุกอย่างโอเค การปูกระเบื้องทับพื้นเดิมก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ช่วยประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนได้เยอะเลยครับ ส่วนใครที่อยากดูรายละเอียดเพิ่มเติมว่าต้องเช็กอะไรบ้างก่อนตัดสินใจ ลองเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับการปูกระเบื้องซ้อนได้ที่ ที่นี่ เลยครับ

เคยสังเกตไหมว่าทำไมพื้นห้องน้ำบ้านเราถึงดูเหมือนจะลื่นง่ายกว่าที่คิด หรือบางทีใช้ไปไม่นานกระเบื้องก็เริ่มมีรอยร้าวซะแล้ว ปัญหาเหล่านี้หลายครั้งไม่ได้มาจากแค่การใช้งาน แต่มาจากการเลือกกระเบื้องผิดตั้งแต่แรกเริ่มเลยค่ะ

โดยเฉพาะเรื่องความลื่น หลายคนอาจจะมองข้ามค่าสำคัญอย่าง “ค่า R” ของกระเบื้องไป ซึ่งค่านี้จะบอกถึงคุณสมบัติการกันลื่น ยิ่งค่า R สูง ก็จะยิ่งกันลื่นได้ดี เหมาะกับพื้นที่ที่เปียกชื้นบ่อยๆ อย่างห้องน้ำมากๆ ค่ะ ลองนึกดูว่าถ้าเลือกกระเบื้องที่ค่า R ต่ำมาใช้ในห้องน้ำ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มก็มีสูงขึ้น

ส่วนเรื่องกระเบื้องร้าวหรือแตกร้าวเร็ว ก็มักจะมาจากอัตราการดูดซึมน้ำของกระเบื้องค่ะ กระเบื้องบางประเภทจะดูดซึมน้ำได้มาก ซึ่งเมื่อโดนน้ำเป็นประจำ ความชื้นจะเข้าไปสะสม ทำให้กระเบื้องอ่อนแอลงและเกิดการร้าวได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิบ่อยๆ ยิ่งเร่งให้เกิดปัญหาได้เร็วขึ้นอีก

ก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อกระเบื้องห้องน้ำครั้งหน้า ลองศึกษาข้อมูลพวกนี้ให้ดีๆ นะคะ เพราะการลงทุนเลือกกระเบื้องที่เหมาะสมตั้งแต่แรก จะช่วยให้เราปลอดภัยและไม่ต้องมานั่งซ่อมบำรุงบ่อยๆ ในระยะยาวค่ะ ถ้าอยากรู้รายละเอียดว่าต้องเช็กอะไรบ้างก่อนสั่งกระเบื้อง ลองดูที่ TaladHouse มีข้อมูลน่าสนใจเลย

เคยไหม? วางแผนจะปูกระเบื้องสวยๆ แต่พอถึงวันจริง กระเบื้องดันไม่พอ! จะไปซื้อเพิ่มก็หาลายเดิมไม่ได้ หรือสีเพี้ยนไปอีก นี่แหละค่ะปัญหาคลาสสิกที่หลายคนเจอมาแล้ว

เรื่องการคำนวณจำนวนกระเบื้องให้พอดี แถมเผื่อเศษไว้หน่อยนี่สำคัญมากนะคะ เพราะถ้าซื้อขาด พอต้องมาหาซื้อเพิ่มทีหลังนี่วุ่นวายสุดๆ

ลายไม่เหมือนเดิม: กระเบื้องแต่ละล็อตสีหรือลายอาจจะต่างกันนิดหน่อย พอเอามาปูรวมกันแล้วอาจจะดูไม่เนียนตา

หาซื้อยาก: บางทีรุ่นที่เราซื้อไปอาจจะเลิกผลิตไปแล้ว ทำให้หาซื้อไม่ได้อีก

เสียเวลา: ต้องเสียเวลาวิ่งหาซื้อใหม่ ยิ่งทำให้งานล่าช้าไปอีก

ดังนั้นก่อนจะเริ่มปูกระเบื้อง ไม่ว่าจะปูเองหรือจ้างช่าง ก็ควรคำนวณให้ดีก่อนค่ะว่าต้องใช้กระเบื้องกี่กล่องกันแน่ แล้วจะเผื่อเศษไว้เท่าไหร่ถึงจะพอดีกับรูปแบบการปูที่เราเลือกไว้ ที่สำคัญคือต้องเผื่อให้พอดี ไม่มากไปจนเหลือเยอะ หรือน้อยไปจนขาด สำหรับใครที่อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคำนวณกระเบื้องให้แม่นยำ ลองเข้าไป ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้เลยค่ะ

จำไว้เลยว่าเตรียมพร้อมไว้ก่อนดีกว่ามาแก้ปัญหาทีหลังเยอะเลยนะ!

ช่วงนี้ใครกำลังแพลนจะทาสีบ้านเอง หรือปรับเปลี่ยนมุมโปรดให้สดใสขึ้นบ้างคะ? การทาสีบ้านนี่เหมือนจะง่าย แต่ถ้าเตรียมผนังไม่ดี สีอาจจะลอกเป็นแผ่นๆ ภายในปีเดียวได้เลยนะ!

จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยพลาดมาแล้ว (เจ็บใจมาก!) อยากจะมาแชร์ให้ฟังว่าขั้นตอนไหนที่ห้ามข้ามเด็ดขาด และขั้นตอนไหนที่พอจะยืดหยุ่นได้บ้างค่ะ

เช็กสภาพผนัง: อันดับแรกเลยคือต้องดูว่าผนังเรามีปัญหาอะไรไหม เช่น รอยร้าวเล็กๆ, ผนังปูนเสื่อมสภาพ, คราบสกปรก หรือเชื้อราต่างๆ ถ้ามีต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อน ไม่งั้นทาสีไปก็ไม่สวย แถมเป็นสาเหตุให้สีลอกได้ง่ายๆ เลยค่ะ

ทำความสะอาด: ขั้นตอนนี้สำคัญมาก! ไม่ว่าจะผนังเก่าหรือผนังใหม่ ควรเช็ดทำความสะอาดให้ปราศจากฝุ่น คราบไขมัน หรือสิ่งสกปรกต่างๆ ถ้าผนังมีเชื้อราก็ต้องกำจัดให้หมดจดก่อนนะ

ซ่อมแซมรอยร้าว: รอยร้าวเล็กๆ น้อยๆ จัดการด้วยการโป๊วสีได้ แต่ถ้าเป็นรอยร้าวใหญ่ๆ หรือผนังปูนหลุดล่อน อันนี้ต้องใช้ปูนซ่อมแซมผนังให้เรียบร้อยก่อนจะดีที่สุดค่ะ

รองพื้น (Primer): หลายคนอาจคิดว่าขั้นตอนนี้ข้ามได้ แต่จริงๆ แล้วการลงไพรเมอร์นี่แหละคือหัวใจสำคัญ! ไพรเมอร์จะช่วยปรับสภาพผนังให้พร้อมรับสีจริง ทำให้สีติดทนทานขึ้น กลบสีเดิมได้ดีขึ้น และยังช่วยป้องกันความชื้นจากผนังไม่ให้ดันสีออกมาด้วยค่ะ ถ้าผนังมีปัญหาซึมน้ำ หรือสีเดิมเป็นสีเข้ม การลงรองพื้นจะช่วยได้เยอะเลยค่ะ

ขัดผนัง: ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน บางคนอาจจะข้ามได้ถ้าผนังเรียบเนียนดีอยู่แล้ว แต่ถ้าผนังมีปุ่มป่ำ ไม่เรียบ การขัดผนังให้เรียบจะช่วยให้ทาสีออกมาสวยงาม ไม่มีสะดุดตาค่ะ

จำไว้ว่าการเตรียมผนังที่ดีเหมือนการสร้างรากฐานที่แข็งแรง การลงทุนเวลาและแรงในขั้นตอนนี้จะช่วยให้สีบ้านของเราสวยทนอยู่นาน ไม่ต้องมานั่งเสียเงินเสียเวลาซ่อมแซมภายหลังค่ะ ใครอยากรู้ขั้นตอนแบบละเอียดมากขึ้น ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยนะคะ