KitzYou รีวิวเครื่องครัว

รีวิวเครื่องครัว บทความเรื่องครัว และไอเดียเลือกของใช้ในครัวจาก KitzYou.com สำหรับคนที่อยากจัดครัวให้น่าใช้และเลือกสินค้าได้คุ้มค่า

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็มีหม้อทอดไร้น้ำมันติดบ้านกันใช่ไหมคะ? สะดวกสบาย แถมอาหารก็ดีต่อสุขภาพด้วย แต่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เรามาดูกันดีกว่าว่าต้องพิจารณาอะไรบ้าง เพื่อให้ได้หม้อทอดที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเราจริงๆ

สิ่งแรกที่ต้องดูก็คือ ขนาดและความจุ ถ้าอยู่คนเดียวหรือเป็นคู่เล็กๆ หม้อทอดความจุ 2-3 ลิตรก็พอแล้วค่ะ แต่ถ้ามีสมาชิกในบ้านหลายคน แนะนำให้เลือกขนาด 4 ลิตรขึ้นไป จะได้ไม่ต้องทอดหลายรอบให้เสียเวลา ลองคิดดูว่าปกติเราทำอาหารปริมาณแค่ไหน จะได้เลือกได้ตรงความต้องการ

ต่อมาคือ กำลังไฟ (วัตต์) ยิ่งวัตต์สูง เครื่องก็จะยิ่งร้อนเร็ว ทำให้อาหารสุกไวขึ้นค่ะ แต่ก็แลกมาด้วยการใช้ไฟที่มากขึ้นเล็กน้อย ลองพิจารณาจากความถี่ในการใช้งานและประเภทอาหารที่เราชอบทำดูนะคะ

อีกจุดที่หลายคนมักมองข้ามคือ ฟังก์ชันเสริมและการทำความสะอาด บางรุ่นมีโปรแกรมทำอาหารสำเร็จรูปมาให้ หรือมีตะแกรงที่ถอดล้างง่ายกับเครื่องล้างจานได้ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะช่วยให้ชีวิตในครัวง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ

ส่วนใครที่ยังลังเลว่ารุ่นไหนดี หรืออยากได้ข้อมูลเปรียบเทียบเพิ่มเติม แนะนำให้ลอง ดูที่ KitzYou ได้เลยค่ะ มีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับการเลือกซื้อหม้อทอดไร้น้ำมันอีกเยอะเลย

การเลือกหม้อทอดไร้น้ำมันที่ดี ไม่ใช่แค่ดูที่ราคาถูกอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากความคุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานของเราให้มากที่สุด จะได้ซื้อครั้งเดียวจบ ไม่ต้องมาเสียเงินซื้อใหม่บ่อยๆ ค่ะ

อากาศร้อน ๆ แบบบ้านเรา หลายคนคงอยากได้เครื่องดื่มเย็น ๆ ชื่นใจตลอดวันใช่ไหมคะ? แก้วเก็บความเย็นเลยกลายเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้ แต่พอไปเลือกซื้อก็เจอทั้งแบบสองชั้นและแบบสุญญากาศ ราคาก็ต่างกัน แล้วแบบไหนจะตอบโจทย์เราได้ดีกว่ากันนะ

จากประสบการณ์ที่ลองใช้มาหลายแบบ ขอสรุปง่าย ๆ แบบนี้ค่ะ:

แก้วสองชั้นธรรมดา: ส่วนใหญ่จะราคาไม่แพงมาก ช่วยเก็บความเย็นได้ในระดับหนึ่ง เหมาะกับการใช้งานที่ไม่ต้องอยู่นอกบ้านนาน ๆ หรือใช้ในห้องแอร์เย็น ๆ ก็พอไหวค่ะ

แก้วสุญญากาศ: อันนี้แหละที่เย็นนานจริง ๆ เพราะการออกแบบให้มีช่องว่างสุญญากาศระหว่างผนังสองชั้น ช่วยป้องกันการแลกเปลี่ยนอุณหภูมิได้ดีกว่ามาก ๆ ทำให้เครื่องดื่มเย็นเจี๊ยบได้นานหลายชั่วโมงเลยค่ะ ไม่ว่าอากาศจะร้อนแค่ไหนก็เอาอยู่ แต่ราคาก็จะสูงกว่าแบบสองชั้นธรรมดาหน่อย

สรุปแล้ว ถ้าเน้นความคุ้มค่าและอยากได้ความเย็นแบบจัดเต็มตลอดวัน ไม่ว่าจะพกไปทำงาน ไปเที่ยว หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง แก้วเก็บความเย็น แบบสุญญากาศคือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดค่ะ อาจจะลงทุนสูงหน่อยตอนแรก แต่ได้ใช้ยาว ๆ แล้วจะรู้เลยว่าคุ้มค่าจริง ๆ นะคะ

เคยไหม ซื้อถุงซิปล็อคมาแล้วก็คิดว่าใช้ได้หมด พอเอามาแช่น้ำซุปหรือน้ำจิ้มที่ทำไว้เยอะๆ กะจะเก็บไว้กินนานๆ ปรากฏว่าพอจะเอาออกมาใช้ น้ำซึมออกมาเต็มตู้เย็นไปหมด! เสียดายทั้งของ เสียเวลาทำความสะอาดอีก

ปัญหาเหล่านี้เกิดจากการเลือกถุงซิปล็อคผิดประเภทครับ ถุงซิปล็อคธรรมดากับถุงซิปล็อคสำหรับแช่แข็งมันไม่เหมือนกันซะทีเดียว

ความหนา: ถุงซิปล็อคทั่วไปอาจจะบางกว่า ทำให้ทนอุณหภูมิต่ำมากๆ ในช่องฟรีซได้ไม่ดีนัก พอเจอกับความเย็นจัดๆ นานเข้า เนื้อพลาสติกอาจจะเปราะและแตกได้ง่ายกว่า

วัสดุและรอยซีล: ถุงสำหรับแช่แข็งมักจะผลิตจากพลาสติกที่ทนทานต่อความเย็นจัดเป็นพิเศษ รอยซีลของถุงก็มักจะแน่นหนากว่า เพื่อป้องกันการรั่วซึมได้ดีกว่า

ขอบซิป: ตัวซิปเองก็สำคัญ ถุงที่ดีสำหรับแช่แข็งจะมีขอบซิปที่ปิดสนิทแน่นหนามากๆ กดลงไปแล้วได้ยินเสียง “คลิก” ชัดเจน มั่นใจได้ว่าจะไม่มีอากาศเข้าหรือของเหลวไหลออก

วิธีใช้ง่ายๆ ที่ช่วยยืดอายุถุงและป้องกันการรั่วซึม:

– อย่าเติมของเหลวให้เต็มถุงจนเกินไป ควรเหลือพื้นที่ไว้บ้าง เพราะของเหลวจะขยายตัวเมื่อแข็งตัว

– ไล่อากาศออกจากถุงให้ได้มากที่สุดก่อนปิดซิป จะช่วยให้เก็บได้นานขึ้นและประหยัดพื้นที่

– วางถุงในแนวนอนบนถาดรองก่อนนำเข้าช่องฟรีซ เพื่อให้ของเหลวแข็งตัวเป็นรูปทรงแบนๆ จัดเก็บง่ายขึ้น และป้องกันการเสียรูปของถุง

การลงทุนกับ ถุงซิปล็อค แช่แข็ง คุณภาพดีตั้งแต่แรก ถือเป็นการประหยัดเวลาและลดความยุ่งยากในระยะยาวได้เยอะเลยครับ

เคยไหมที่ซื้อกระติกน้ำมาแล้วต้องเจอปัญหากลิ่นติดค้าง หรือบางทีล้างยากจนท้อใจ วันนี้เรามาดูกันว่าวัสดุแบบไหนที่จะตอบโจทย์ชีวิตจริงของเราได้ดีที่สุด

เริ่มต้นที่ สเตนเลสสตีล เป็นตัวเลือกยอดนิยมอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ เพราะทนทาน เก็บอุณหภูมิได้ดีเยี่ยม และที่สำคัญคือไม่ค่อยมีปัญหากลิ่นติดเท่าไหร่ แต่ก็ต้องระวังเรื่องรอยบุบจากการตกหล่นนิดนึงนะ ส่วนเรื่องการทำความสะอาดก็ถือว่าง่ายพอสมควร ใช้แปรงล้างขวดกับน้ำยาล้างจานปกติก็เอาอยู่แล้ว

ถัดมาคือ แก้ว ถ้าใครกังวลเรื่องกลิ่นและการปนเปื้อน แก้วถือเป็นตัวเลือกที่ดีมาก เพราะพื้นผิวเรียบลื่น ไม่ดูดซับกลิ่นและสีของเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะใส่น้ำเปล่า กาแฟ หรือน้ำผลไม้ ก็มั่นใจได้ว่าไม่มีกลิ่นเก่า ๆ กวนใจ แถมยังมองเห็นเครื่องดื่มข้างในได้ชัดเจน แต่ข้อเสียหลัก ๆ เลยก็คือแตกง่ายนี่แหละ ใครที่ชอบความท้าทายและระมัดระวังเป็นพิเศษก็จัดได้เลย

สุดท้ายคือ พลาสติก Tritan เป็นพลาสติกคุณภาพสูงที่ถูกพัฒนามาให้มีความใสคล้ายแก้ว แต่ทนทานกว่ามาก ไม่แตกง่ายเหมือนแก้ว และที่สำคัญคือไม่ค่อยมีปัญหากลิ่นติดเหมือนพลาสติกทั่วไป แถมยังน้ำหนักเบา พกพาสะดวกอีกด้วย การทำความสะอาดก็ง่ายเหมือนกัน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความเบาและทนทาน ไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นเท่าไหร่

สรุปแล้ว การเลือกกระติกน้ำพกพาที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และความต้องการของเราเลยค่ะ ถ้าอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม ลอง ดูรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับวัสดุแต่ละแบบเพื่อช่วยในการตัดสินใจได้นะ

พ่อแม่หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่าขวดน้ำที่ลูกใช้อยู่ทุกวันมันปลอดภัยจริงไหม หรือควรเปลี่ยนเมื่อไหร่ดี วันนี้เรามีทริคง่ายๆ มาฝากค่ะ

สิ่งแรกที่ต้องดูก็คือ สัญลักษณ์ BPA Free ค่ะ BPA หรือ Bisphenol A เป็นสารเคมีที่มักใช้ในการผลิตพลาสติกบางชนิด ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กได้ ดังนั้น เลือกขวดที่มีสัญลักษณ์ BPA Free จะชัวร์ที่สุด

ส่วนเรื่องวัสดุ ขวดน้ำเด็กที่นิยมก็มีทั้งพลาสติก สแตนเลส และแก้ว ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป

พลาสติก: เบา ไม่แตกง่าย แต่ต้องเช็คเรื่อง BPA Free และอาจมีกลิ่นติดได้ง่าย

สแตนเลส: ทนทาน เก็บอุณหภูมิได้ดี แต่ราคาสูงกว่าและอาจจะหนักไปหน่อย

แก้ว: ปลอดภัย ไร้สารเคมี แต่แตกง่าย ต้องระวังเป็นพิเศษ

แล้วเมื่อไหร่ถึงเวลาต้องเปลี่ยนขวดน้ำลูกล่ะ? สังเกตง่ายๆ เลยค่ะ

มีรอยขีดข่วนหรือรอยแตก: นอกจากจะไม่สวยแล้ว รอยพวกนี้ยังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคชั้นดีเลยค่ะ

สีเปลี่ยนหรือมีคราบฝังแน่น: ต่อให้ล้างดียังไง ถ้าสีเริ่มเปลี่ยนหรือมีคราบที่ล้างไม่ออก ก็ถึงเวลาต้องบอกลาแล้วค่ะ

มีกลิ่นแปลกๆ: ถ้าขวดน้ำมีกลิ่นเหม็นอับหรือกลิ่นแปลกๆ ที่ล้างไม่ออก นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเชื้อโรคเริ่มเติบโตแล้ว

ชิ้นส่วนยางเสื่อมสภาพ: จุกดูด ซีลยาง หรือส่วนประกอบอื่นๆ ที่ทำจากยาง ถ้าเริ่มแข็ง แตก หรือเปลี่ยนสี ก็ควรเปลี่ยนใหม่ทันที เพราะอาจมีสารเคมีปนเปื้อนออกมาได้

การเลือกและดูแล ขวดน้ำเด็ก วัสดุปลอดภัย เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูกน้อยนะคะ

เคยสงสัยไหมว่าทำไมร้านอาหารถึงล้างจานได้เยอะแยะ แถมดูเหมือนไม่เปลืองน้ำเปลืองน้ำยาเลย ทั้งที่ใช้กันหนักกว่าครัวบ้านเราตั้งเยอะ วันนี้เรามาถอดรหัสเทคนิคล้างจานแบบมืออาชีพ ที่จะช่วยให้ครัวบ้านคุณประหยัดขึ้น และล้างจานได้สะอาดเอี่ยมเหมือนกัน

หัวใจสำคัญของการล้างจานให้ประหยัด ไม่ใช่แค่การเปิดน้ำเบาๆ หรือบีบน้ำยาล้างจานน้อยๆ แต่มันคือเรื่องของ ลำดับการล้างและวิธีจัดการ เรามาดูกันว่าครัวบ้านกับครัวร้านมีหลักคิดต่างกันตรงไหน แล้วเราจะเอามาปรับใช้ในครัวของเราได้ยังไงบ้าง

ครัวร้านอาหาร: เน้นความรวดเร็วและประสิทธิภาพ

ขูดเศษอาหารทิ้งก่อน: ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ไม่ว่าจะครัวไหนก็ตาม การขูดเศษอาหารออกจากจาน ชาม หรือหม้อ ให้หมดจดก่อนล้าง จะช่วยลดปริมาณสิ่งสกปรกที่ปะปนในน้ำล้างจาน ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำบ่อย และน้ำยาทำงานได้เต็มที่

แยกประเภท: จาน ชาม ช้อน ส้อม แก้ว จะถูกแยกออกจากกัน แล้วล้างตามลำดับจากชิ้นที่สกปรกน้อยที่สุด (เช่น แก้วน้ำ) ไปยังชิ้นที่สกปรกมากที่สุด (เช่น หม้อ กระทะ) เพื่อไม่ให้คราบสกปรกจากชิ้นหนึ่งไปเปื้อนอีกชิ้น

แช่ก่อนล้าง: สำหรับภาชนะที่มีคราบฝังแน่นหรืออาหารติดแห้ง ครัวร้านมักจะแช่น้ำไว้ก่อน เพื่อให้คราบอ่อนตัวลง ล้างออกง่ายขึ้น ประหยัดแรงและน้ำยา

ล้างด้วยน้ำยาแล้วล้างน้ำเปล่าทีเดียว: ร้านอาหารส่วนใหญ่จะล้างด้วยน้ำยาให้สะอาดทุกชิ้นก่อน แล้วค่อยล้างด้วยน้ำเปล่าทั้งหมดในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้มั่นใจว่าภาชนะสะอาดและประหยัดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ครัวบ้าน: ปรับใช้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์

ขูดเศษอาหารทิ้ง: เหมือนกันกับครัวร้าน นี่คือพื้นฐานที่ต้องทำทุกครั้ง

รวมของใช้แล้ว: ก่อนล้าง ให้รวบรวมภาชนะทั้งหมดที่ใช้แล้วมาไว้ที่อ่างล้างจาน เพื่อประเมินปริมาณและวางแผนการล้าง

ล้างตามลำดับ: เริ่มจากแก้วน้ำ ช้อน ส้อม จาน ชาม และปิดท้ายด้วยหม้อ กระทะ ที่สกปรกที่สุด การทำแบบนี้จะช่วยให้ฟองน้ำและน้ำยาล้างจานยังคงความสะอาดและมีประสิทธิภาพนานขึ้น

ใช้อ่างล้างจานให้เป็นประโยชน์: ถ้าที่บ้านมีอ่างล้างจานสองหลุม หรือมีพื้นที่พอสำหรับกะละมัง ลองใช้วิธีล้างในอ่างแรกด้วยน้ำยา แล้วล้างน้ำเปล่าในอ่างที่สอง จะช่วยประหยัดน้ำได้ดีกว่าการเปิดน้ำไหลตลอดเวลา หรือถ้าอยากดูรายละเอียดเพิ่มเติมว่าครัวร้านจัดการกันยังไงให้ประหยัดน้ำและน้ำยา ลองดูที่ บทความนี้

ไม่ว่าจะเป็นครัวบ้านหรือครัวร้าน หลักการสำคัญคือการจัดการที่ดี การเตรียมพร้อมก่อนลงมือล้าง และการเลือกใช้วิธีที่เหมาะสม จะช่วยให้การล้างจานเป็นเรื่องง่ายขึ้น ประหยัดทั้งน้ำ ประหยัดทั้งน้ำยา และประหยัดเวลาไปได้เยอะเลยค่ะ

เคยไหมที่เห็นเครื่องครัวไฟฟ้าลดราคา แล้วอดใจไม่ได้ที่จะสอยมาเก็บไว้ในครัว พอใช้ไปสักพักก็เริ่มไม่แน่ใจว่ามันคุ้มค่าจริง ๆ หรือเปล่า หรือสุดท้ายก็กลายเป็นแค่ของตั้งโชว์กินพื้นที่ไปซะอย่างนั้น

บ่อยครั้งที่การซื้อเครื่องครัวไฟฟ้ามาแล้วไม่ค่อยได้ใช้ มักเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น:

ซื้อตามกระแส: เห็นคนอื่นมีก็อยากมีบ้าง โดยที่ไม่ได้คิดถึงความจำเป็นของตัวเอง

ใช้ยาก/ทำความสะอาดลำบาก: บางทีเครื่องดูน่าใช้ แต่พอเอาเข้าจริง ขั้นตอนเยอะ ยุ่งยากเกินกว่าจะหยิบมาใช้บ่อย ๆ

ฟังก์ชันซ้ำซ้อน: มีเครื่องที่ทำหน้าที่คล้ายกันอยู่แล้ว ทำให้เครื่องใหม่ไม่ถูกหยิบมาใช้

ก่อนจะตัดสินใจซื้อเครื่องครัวไฟฟ้าชิ้นใหม่ ลองสำรวจพฤติกรรมการทำอาหารของตัวเองก่อนดีไหมคะ? เราทำอาหารประเภทไหนบ่อยแค่ไหน? เครื่องครัวชิ้นไหนที่ใช้เป็นประจำ? เครื่องครัวชิ้นไหนที่ซื้อมาแล้วแทบไม่เคยแตะ? การตอบคำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าอะไรคือของจำเป็นจริง ๆ และอะไรคือสิ่งที่เราสามารถตัดออกไปได้

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะเลือกซื้อเครื่องครัวไฟฟ้าตัวไหนดี หรืออยากรู้ว่าอะไรคือของที่ควรมีติดครัวเพื่อการใช้งานจริง ๆ ลองเข้าไปอ่านฉบับเต็มที่ KitzYou ได้เลยค่ะ มีข้อมูลดี ๆ ที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นแน่นอน

เคยไหมที่เปิดตู้ครัวแล้วเจอซอสยี่ห้อเดียวกันสามขวด หรือพายื่นมือไปหยิบตะหลิวแล้วเจอแต่ช้อนส้อมเต็มไปหมด? ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องปกติสำหรับหลายๆ บ้านเลยค่ะ ยิ่งใครที่ชอบทำอาหารบ่อยๆ หรือมีพื้นที่ครัวจำกัด ยิ่งต้องจัดการให้ดี เพราะถ้าครัวไม่เป็นระเบียบ นอกจากจะหาของยาก เสียเวลาแล้ว ยังทำให้เราซื้อของซ้ำโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

หัวใจสำคัญของการจัดครัวให้ใช้งานง่ายจริงๆ คือการจัดเก็บของที่ใช้บ่อยให้อยู่ในที่ที่หยิบถึงง่ายที่สุด ส่วนของที่นานๆ ใช้ทีก็เก็บไว้ลึกหน่อย หรือในตู้ที่สูงขึ้นไป และที่สำคัญคือต้องมีระบบระเบียบที่ชัดเจน เช่น จัดหมวดหมู่ของใช้ประเภทเดียวกันให้อยู่ด้วยกัน จะเป็นพวกเครื่องปรุง ของแห้ง อุปกรณ์ทำอาหาร หรือจานชาม ก็จัดให้เป็นโซนๆ ไปเลยค่ะ

อีกเรื่องที่อยากเน้นคือการสำรวจของในครัวเป็นประจำ ลองเปิดลิ้นชัก เปิดตู้ดูว่ามีอะไรที่ไม่ได้ใช้มานานแล้วบ้าง ของหมดอายุ ของที่ซื้อมาเก็บไว้แล้วลืม หรือของที่ซื้อซ้ำโดยไม่รู้ตัว พวกนี้แหละค่ะที่กินพื้นที่ไปเปล่าๆ การเคลียร์ของที่ไม่จำเป็นออกไป จะช่วยให้เรามีพื้นที่สำหรับของที่ใช้งานจริงมากขึ้น และทำให้ครัวดูโปร่ง โล่ง สะอาดตาขึ้นเยอะเลยค่ะ ลองจัดครัวให้หยิบของถูกที่ ลดของซ้ำและของที่นอนตายในลิ้นชักมานานดูนะคะ ที่ บทความนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติม ลองเอาไปปรับใช้กับครัวของคุณได้เลยค่ะ

มีคนเยอะที่สนใจ กล่องข้าวไฟฟ้า รีวิว เพราะเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ว่ามันจะช่วยให้ข้าวอุ่นสบาย ๆ ที่ออฟฟิศ ปรากฏว่าความจริงมันนิดเดียวต่างจากที่คิด

ผมลองใช้กล่องข้าวไฟฟ้ามาสักพักแล้ว อันนี้คือความเห็นจริงจากการทำงาน ข้าวมันอุ่นขึ้นจริง แต่ไม่ได้เร็วเท่าไมโครเวฟ ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ถึงจะรู้สึกว่าข้าวอุ่นพอดี ส่วนไมโครเวฟแค่ 2-3 นาทีเสร็จ

จุดดีของปิ่นโตไฟฟ้า:

  • อุ่นข้าวได้สม่ำเสมอ ไม่มีจุดร้อนแรง ๆ แบบไมโครเวฟ

  • ข้าวไม่แห้ง ความชื้นเก็บได้ดี

  • ใช้พื้นที่นั่งยืนน้อย เหมาะสำหรับโต๊ะเล็ก ๆ

  • ไฟฟ้าใช้ประมาณเดียวกับปิ่นโตธรรมดา

จุดที่น่าคิด:

  • ต้องเตรียมเวลา เพราะอุ่นช้า

  • ราคาไม่ถูก เพราะเป็นสินค้าใหม่ ๆ

  • ถ้าหิวเร็วไปไมโครเวฟยังเร็วกว่า

ตัวจริงของมันก็คือ ถ้าคุณมีเวลาสักพักและอยากให้ข้าวอุ่นแบบสบาย ๆ ปิ่นโตไฟฟ้าก็น่าลอง แต่ไม่ใช่ว่าจะแทนไมโครเวฟได้เลย เป็นอุปกรณ์คนละประเภท ลองดูก่อนว่าวิถีการทำงานของคุณเข้ากับมันหรือเปล่า

หลายคนสมควรตั้งคำถาม ว่าทำไมกระทะของเราถึงจดจ้ำหรือหม้อสแตนเลสบังเกิดรอยสนิมเร็วจัง บทเล่าเหล่านี้มักเกิดจากวิธีดูแลที่ไม่เหมาะสม เพราะความจริงแล้ว กระทะเทฟลอน กระทะเหล็ก หม้อ และเครื่องชงกาแฟ ต่างต้องการวิธีการเก็บรักษาที่แตกต่างกันออกไป

กระทะเทฟลอนสำคัญ อย่าใช้ไฟแรง — สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือเทฟลอนไม่ชอบความร้อนสูง เมื่อตั้งไฟแรงเกินไป เสื้อเทฟลอนจะเริ่มโครมลง ใจดีที่สุดคือใช้ไฟกลาง-ปานกลาง และหลังใช้งานจบให้ล้างน้ำอุ่นนิดหน่อย อย่าปล่อยให้เย็นตัวแล้วค่อยล้าง

หม้อสแตนเลสต้องการความอ่อนโยน — รอยสนิมหรือจุดดำบนหม้อสแตนเลสไม่ได้มาจากเนื้อสแตนเลสเสียหายแต่อย่างใด มันเกิดจากสารอาหารตกค้างหรือการเก็บที่ชื้น วิธีดูแลคือล้างทันทีหลังใช้ เช็ดให้แห้งก่อนเก็บ และเก็บในที่ระบายอากาศ

เครื่องชงกาแฟต้องการการทำความสะอาดเป็นประจำ — คราบกาแฟและแร่ธาตุจากน้ำเกาะตัวภายในเร็วกว่าที่คิด ควรทำความสะอาดตามคำแนะนำของผู้ผลิต บ่อยครั้งอาจต้องใช้ผลิตภัณฑ์ดีสเกล เพื่อให้เครื่องทำงานได้ดีและนานขึ้น

ถ้าอยากรู้รายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับการดูแลเครื่องครัวแต่ละชนิด อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจลึกซึ้งมากขึ้นว่าแต่ละเครื่องมีความต้องการอะไร