งานครัวบางทีก็ต้องการตัวช่วยดีๆ อย่างที่เปิดขวดไวน์หรือที่เปิดกระป๋องนี่แหละครับ ถ้าเลือกไม่ถูกใจ ได้แบบที่ต้องออกแรงเยอะๆ หรือใช้ยาก ก็จะพาลหงุดหงิดเอาเปล่าๆ ยิ่งถ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยมีแรง ยิ่งต้องเลือกให้ดีเลย
สมัยนี้ที่เปิดขวดไวน์ก็มีตั้งแต่แบบคลาสสิกที่ต้องหมุนๆ ไปจนถึงแบบไฟฟ้าที่แค่กดปุ่มก็เรียบร้อย ส่วนที่เปิดกระป๋องก็คล้ายกัน มีทั้งแบบมือหมุนธรรมดาที่ต้องกะจังหวะดีๆ กับแบบไฟฟ้าที่แค่ประกบเข้ากับขอบกระป๋องก็ใช้งานได้เลย
เวลาเลือกซื้อ ลองคิดดูว่าเราใช้งานบ่อยแค่ไหน ใครเป็นคนใช้ และสะดวกแบบไหนมากกว่า ถ้าเน้นความรวดเร็วและไม่ชอบออกแรง แบบไฟฟ้าก็ตอบโจทย์ แต่ถ้าชอบความคลาสสิกและไม่ได้เปิดบ่อยมาก แบบธรรมดาก็เพียงพอแล้วครับ ที่สำคัญคือดูวัสดุด้วยว่าแข็งแรงทนทานไหม จะได้ไม่ต้องซื้อบ่อยๆ
ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมและเลือกแบบที่เหมาะกับคุณได้ในบทความ ที่เปิดขวดไวน์และที่เปิดกระป๋อง เลือกแบบไหนให้ใช้งานง่าย ไม่ต้องออกแรง และทนจริง ที่ KitzYou ครับ
เคยไหมที่เปิดถุงข้าวสารมาเจอเจ้ามอดตัวเล็กๆ วิ่งพล่าน หรือพริกแห้งที่ซื้อมาตุนไว้ดันขึ้นราเขียวๆ จนต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย? ปัญหาเหล่านี้เกิดจากการเก็บวัตถุดิบแห้งผิดวิธีนี่แหละค่ะ
วัตถุดิบแห้งอย่างข้าวสาร เส้นหมี่ พริกแห้ง หรือเครื่องเทศต่างๆ ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ถ้าเก็บไม่ดีนอกจากจะเสียง่ายแล้ว ยังอาจเกิดปัญหาเรื่องมอดหรือเชื้อราตามมาได้อีกด้วย
เคล็ดลับง่ายๆ ที่ช่วยยืดอายุวัตถุดิบเหล่านี้ เริ่มต้นที่ภาชนะและเทคนิคการเก็บ:
– ภาชนะต้องปิดสนิท: เลือกใช้กล่องหรือถุงซิปล็อกที่สามารถปิดได้แน่นสนิท เพื่อป้องกันความชื้นและอากาศภายนอกเข้าไปได้
– เก็บในที่แห้งและเย็น: หลีกเลี่ยงการวางวัตถุดิบไว้ใกล้เตาแก๊ส หน้าต่างที่โดนแดด หรือบริเวณที่มีความร้อนและความชื้นสูง
– ระบายอากาศบ้าง: สำหรับบางอย่าง เช่น พริกแห้ง การนำออกมาผึ่งแดดอ่อนๆ บ้างเป็นครั้งคราว ก็ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเชื้อราได้
– เพิ่มตัวช่วยกันมอด: อาจจะลองใช้ใบมะกรูดแห้ง หรือพริกแห้งใส่ลงไปในถังข้าวสารเพื่อช่วยไล่มอดก็ได้ค่ะ
การจัดเก็บที่ถูกต้องไม่เพียงช่วยให้วัตถุดิบสดใหม่พร้อมใช้งานเสมอ แต่ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะไม่ต้องทิ้งของบ่อยๆ ด้วยนะคะ สำหรับใครที่อยากดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเก็บวัตถุดิบแห้ง ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ในครัวกันดูค่ะ
เคยไหมที่เปิดตู้เย็นแล้วเจอแต่ของเต็มไปหมด หาอะไรก็ยาก แถมบางทีของก็เสียเพราะลืมว่ามีอยู่? ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ถ้าลองจัดระเบียบตู้เย็นแบบแม่บ้านญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบร้อยและใช้งานง่าย
หัวใจสำคัญของการจัดตู้เย็นสไตล์นี้คือ การแบ่งโซนให้ชัดเจน และเลือกใช้ภาชนะให้เหมาะสม
– โซนผักและผลไม้: แยกใส่กล่องหรือถุงที่ระบุชื่อให้ชัดเจน จะช่วยให้หยิบใช้ง่ายและรู้ว่ามีอะไรบ้าง
– โซนเนื้อสัตว์/อาหารปรุงสุก: ควรเก็บในกล่องที่ปิดสนิท เพื่อป้องกันกลิ่นรบกวนและรักษาสุขอนามัย
– โซนเครื่องปรุงและซอส: ใช้กล่องหรือตะกร้าเล็กๆ รวมไว้ด้วยกัน จะทำให้หยิบง่าย ไม่ต้องรื้อหา
– พื้นที่ประตูตู้เย็น: เหมาะสำหรับวางเครื่องดื่ม ซอส หรือของที่ใช้บ่อยๆ
การจัดตู้เย็นแบบนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ตู้เย็นดูเป็นระเบียบ แต่ยังช่วยให้เรามองเห็นของที่มีอยู่ได้ทั้งหมด ลดการซื้อของซ้ำซ้อน และยังช่วยยืดอายุอาหารได้อีกด้วย ที่สำคัญคือไม่ต้องเสียเวลาหาของนานๆ อีกต่อไป ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้กับตู้เย็นที่บ้านดูนะคะ รับรองว่าชีวิตในครัวจะง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ
สำหรับใครที่อยากรู้เทคนิคและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดระเบียบตู้เย็นให้เหมือนมืออาชีพ ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บทความต้นฉบับ
ทุกวันนี้เรื่องลดขยะพลาสติกเป็นเรื่องที่หลายคนหันมาใส่ใจ โดยเฉพาะในห้องครัว ฟิล์มห่ออาหารพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งนี่ตัวสร้างขยะชั้นดีเลย จริงๆ แล้วมีทางเลือกดีๆ ที่ใช้ซ้ำได้หลายแบบเลยนะ ลองมาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
– ผ้าแรปไขผึ้ง (Beeswax Wrap): อันนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสุดๆ ทำจากผ้าฝ้ายเคลือบไขผึ้ง พอนำไปห่ออาหารมันจะอ่อนตัวลงและยึดเกาะได้ดี เหมาะกับพวกผลไม้ผ่าครึ่ง ชีส หรือแซนด์วิช ข้อดีคือระบายอากาศได้ดี อาหารไม่แฉะง่าย แต่ก็ต้องระวังเรื่องความร้อนนิดนึง และไม่เหมาะกับเนื้อสัตว์ดิบ
– แผ่นซิลิโคนถนอมอาหาร: เป็นอีกทางเลือกที่ฮิตมาก เพราะทนทาน ยืดหยุ่น และใช้ได้ทั้งในตู้เย็น ช่องฟรีซ หรือแม้กระทั่งไมโครเวฟ มีหลายขนาด หลายรูปทรง ใช้ปิดชาม ปิดภาชนะได้สารพัด หรือจะใช้แทนฟิล์มแรปผักผลไม้ก็ได้ ล้างทำความสะอาดง่ายและใช้ซ้ำได้นาน
– ฝาปิดสุญญากาศ: อันนี้เหมาะมากกับการเก็บอาหารที่ต้องการความสดใหม่เป็นพิเศษ หลักการคือดึงอากาศออกจากภาชนะ ทำให้อาหารเก็บได้นานขึ้น ป้องกันกลิ่นปะปน และลดการเติบโตของแบคทีเรีย มักมาพร้อมปั๊มสุญญากาศหรือระบบปิดที่ใช้งานง่าย มีทั้งแบบฝาปิดสำหรับภาชนะ และถุงสุญญากาศ
แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ลองพิจารณาไลฟ์สไตล์การทำอาหารของเราว่าเหมาะกับแบบไหนที่สุด เพื่อช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกในครัวของเราได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น ถ้าอยาก ดูรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับการเลือกใช้ตัวช่วยเหล่านี้ ก็ลองศึกษาข้อมูลกันดูนะ
อากาศร้อน ๆ แบบบ้านเรา หลายคนคงอยากได้น้ำแข็งเย็นชื่นใจไว้ติดบ้านตลอดใช่ไหมคะ? เดี๋ยวนี้เครื่องทำน้ำแข็งสำหรับใช้ในบ้านมีให้เลือกเยอะมาก จนบางทีก็เลือกไม่ถูกว่าจะซื้อรุ่นไหนดี ให้ได้น้ำแข็งพอใช้ ไม่เปลืองไฟ แถมทำได้ทันใจเวลาเพื่อนมาเยี่ยมบ้าน
ก่อนอื่น ลองคิดดูว่าปกติแล้วที่บ้านใช้น้ำแข็งเยอะแค่ไหน? ถ้าเป็นบ้านที่อยู่กันไม่กี่คน แล้วนาน ๆ ทีจะจัดปาร์ตี้ เครื่องทำน้ำแข็งขนาดเล็กกะทัดรัดก็อาจจะพอแล้วค่ะ ข้อดีของรุ่นเล็กคือประหยัดพื้นที่และราคาไม่แพงมาก
แต่ถ้าเป็นบ้านที่มีสมาชิกเยอะ ชอบทำกับข้าว หรือจัดปาร์ตี้บ่อย ๆ อาจจะต้องมองหารุ่นที่ผลิตน้ำแข็งได้เร็วขึ้น และมีถังเก็บน้ำแข็งที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อย จะได้ไม่ต้องรอนานให้เสียอารมณ์ ข้อสำคัญอีกอย่างที่มองข้ามไม่ได้เลยคือเรื่องประหยัดไฟ ลองดูฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ประกอบการตัดสินใจด้วยนะคะ จะได้ไม่ปวดหัวกับบิลค่าไฟทีหลัง
การลงทุนกับเครื่องทำน้ำแข็งดี ๆ สักเครื่อง ถือว่าคุ้มค่ามากค่ะ เพราะได้น้ำแข็งสะอาด ไว้ใช้ได้ตลอดเวลา ไม่ต้องคอยวิ่งไปซื้อบ่อย ๆ ใครที่กำลังมองหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ เพื่อเลือกเครื่องทำน้ำแข็งที่ใช่สำหรับบ้านของคุณนะคะ
ของแห้งอย่างถั่ว งา หรือเห็ดหอมแห้ง เป็นวัตถุดิบที่ต้องมีติดครัว แต่หลายคนอาจจะเจอปัญหาเรื่องมอดขึ้น หรือมีกลิ่นหืน จนต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้ของแห้งเหล่านี้อยู่กับเราได้นานขึ้น
ปัญหาหลักๆ ที่ทำให้ของแห้งเสียเร็ว มักจะมาจาก 3 จุดนี้:
– ความชื้น: ศัตรูตัวฉกาจของของแห้งเลยก็ว่าได้ ความชื้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเชื้อราและกลิ่นหืน
– อุณหภูมิ: การเก็บในที่อุณหภูมิสูง หรือโดนแสงแดดโดยตรง ก็เร่งให้ของแห้งเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
– ภาชนะที่ใช้: ถ้าภาชนะไม่ปิดสนิท หรือมีช่องว่าง ก็เปิดโอกาสให้มอดหรือแมลงเข้ามาได้ง่ายๆ
วิธีแก้ปัญหาก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่ลองปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บเล็กน้อย:
– ไล่ความชื้น: ก่อนเก็บถั่วหรืองา ลองเอาไปตากแดดอ่อนๆ หรือคั่วเบาๆ เพื่อไล่ความชื้นออกไปก่อน
– เก็บในที่เย็นและมืด: ตู้เย็นเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับของแห้งบางชนิด โดยเฉพาะงา หรือถั่วที่คั่วแล้ว ส่วนเห็ดหอมแห้งก็ควรเก็บในที่มิดชิดไม่โดนแดด
– เลือกภาชนะให้เหมาะสม: กระปุกสุญญากาศ หรือถุงซิปล็อกที่ปิดสนิท จะช่วยป้องกันความชื้นและแมลงได้ดีมากๆ อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ เพื่อให้ของในครัวของเราคงคุณภาพดีไปนานๆ
เคยไหมที่ทำอาหารแล้วเผลอไหม้ก้นหม้อ? แค่เห็นก็ท้อแล้วว่าจะขัดออกยังไง ยิ่งเป็นหม้อเคลือบดี ๆ ยิ่งกลัวพัง การเลือกน้ำยาขจัดคราบไหม้ก้นหม้อให้ถูกประเภทกับวัสดุภาชนะเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ
ถ้าเลือกผิด นอกจากจะขัดจนเมื่อยแล้ว คราบก็อาจจะไม่ออก แถมยังทำลายผิวเคลือบของหม้อได้อีกด้วย
– หม้อสเตนเลส: มักจะทนทานกับน้ำยาที่ค่อนข้างแรงได้ดี ลองมองหาน้ำยาที่มีส่วนผสมของโซดาไฟอ่อน ๆ หรือกรดผลไม้ก็ได้ค่ะ
– หม้อเคลือบเทฟลอน/เซรามิก: พวกนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ ห้ามใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์กัดกร่อนแรงเด็ดขาด เพราะจะทำให้สารเคลือบหลุดร่อนได้ ควรเลือกใช้สูตรอ่อนโยน หรือพวกเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสลายคราบไหม้จะปลอดภัยกว่า
– หม้ออะลูมิเนียม: หลีกเลี่ยงน้ำยาที่เป็นกรดหรือด่างเข้มข้น เพราะอาจทำให้หม้อด่างหรือผุกร่อนได้ น้ำยาขจัดคราบไหม้สำหรับหม้ออะลูมิเนียมโดยเฉพาะจะช่วยได้มากค่ะ
การทำความเข้าใจว่าหม้อของเราทำมาจากวัสดุอะไร แล้วเลือกน้ำยาให้เหมาะสม จะช่วยให้การทำความสะอาดคราบไหม้เป็นเรื่องง่ายขึ้นเยอะ ไม่ต้องเปลืองแรงขัดให้เมื่อยอีกต่อไป และยังช่วยยืดอายุการใช้งานของหม้อใบโปรดของเราด้วย ลองไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำยาขจัดคราบไหม้ก้นหม้อแต่ละสูตรได้ที่ KitzYou เลยค่ะ
เคยไหมที่คิดว่าถุงซิปล็อคแบบแพงๆ ที่เขาว่าเป็นพรีเมียมมันต่างกับแบบทั่วไปยังไง? เราเองก็สงสัยเหมือนกัน เลยลองเอามาเทียบกันดูแบบใช้จริงในครัวเรือนเลยนะ
สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือ ความหนาของเนื้อพลาสติก ถุงแบบพรีเมียมจะรู้สึกหนากว่า จับแล้วไม่ย้วยง่าย ส่วนถุงทั่วไปจะบางกว่าอย่างเห็นได้ชัด
– เรื่องซีล: อันนี้สำคัญมาก เพราะถ้าซีลไม่ดี อากาศเข้า อาหารก็เสียเร็ว ถุงพรีเมียมส่วนใหญ่ซีลจะแน่นกว่า ปิดแล้วได้ยินเสียง “คลิก” ชัดเจน ทำให้มั่นใจได้ว่าปิดสนิทจริงๆ ส่วนถุงทั่วไปบางทีต้องลูบย้ำๆ หลายรอบกว่าจะแน่ใจว่าปิดหมด
– การใช้งานซ้ำ: ถุงพรีเมียมที่เราลองใช้ สามารถล้างแล้วนำกลับมาใช้ซ้ำได้หลายครั้งโดยที่ซีลยังคงแน่น ไม่ย้วยง่าย เหมาะกับการใส่ของแห้ง หรือผักผลไม้ที่ต้องการเก็บในตู้เย็น ซึ่งช่วยประหยัดไปได้อีกทาง ส่วนถุงทั่วไปพอใช้ไปไม่กี่ครั้งก็เริ่มมีรอยยับ ซีลก็ไม่ค่อยสนิทเหมือนเดิม
สรุปคือ ถ้าเน้นความทนทาน ซีลแน่นหนา และอยากใช้ซ้ำได้นานๆ ถุงซิปล็อคพรีเมียมก็ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนนะ เพราะมันช่วยรักษาคุณภาพอาหารได้ดีกว่าในระยะยาว ลองอ่าน คู่มือจาก KitzYou เพิ่มเติมก็ได้ เขาอธิบายไว้ละเอียดเลย
เคยไหม? เปิดตู้เย็นแล้วเจอ “กลิ่นปริศนา” หรือของที่ซื้อมาไม่กี่วันก็ดูไม่น่ากินซะแล้ว ปัญหาพวกนี้แก้ได้ง่ายกว่าที่คิด แค่จัดระเบียบตู้เย็นให้ถูกที่ถูกทางก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ
หัวใจสำคัญคือการแบ่งโซนเก็บของให้ชัดเจนค่ะ
– ช่องผัก/ผลไม้: เก็บแยกกัน ผักใบเขียวควรล้างแล้วซับให้แห้งก่อนเก็บใส่ถุงหรือกล่องที่มีรูระบายอากาศหน่อย ส่วนผลไม้บางชนิดก็ไม่ควรเก็บรวมกัน เพราะแก๊สที่ปล่อยออกมาอาจเร่งให้ผลไม้อื่นสุกเร็วเกินไป
– เนื้อสัตว์: ควรเก็บในช่องที่เย็นที่สุดของตู้เย็น หรือช่องแช่แข็งถ้ายังไม่ใช้ทันที ใส่กล่องปิดมิดชิดเพื่อป้องกันน้ำเลือดหยดเลอะเทอะและกันกลิ่นคาวไปติดอาหารอื่น ๆ
– อาหารพร้อมทาน/ของเหลือ: เก็บในกล่องมีฝาปิดสนิท แยกชั้นให้ชัดเจนจากของดิบ เพื่อสุขอนามัยที่ดี
การจัดแบบนี้ นอกจากจะหาง่าย หยิบสะดวกแล้ว ยังช่วยลดการปนเปื้อนของกลิ่นและแบคทีเรีย ทำให้ของสดอยู่ได้นานขึ้นด้วยนะ ส่วนเคล็ดลับยืดอายุอาหารเพิ่มเติม ลองอ่านฉบับเต็มที่ KitzYou ได้เลยค่ะ รับรองว่าเอาไปใช้ในครัวที่บ้านได้จริง ๆ
ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะคะ ตู้เย็นสะอาด อาหารสดใหม่ ครัวของเราก็จะน่าใช้ขึ้นเยอะเลย!
อ่านฉบับเต็มที่ KitzYou
บีบมะนาวทีไรน้ำกระเด็นเข้าตาตลอด หรือคั้นส้มทีไรเมื่อยมือไปหมด ใครที่เจอปัญหาเหล่านี้อาจจะกำลังมองหาตัวช่วยดีๆ อย่างที่คั้นน้ำส้มหรือที่คั้นน้ำมะนาวอยู่ใช่ไหมคะ? แต่มันก็มีหลายแบบเหลือเกิน ทั้งแบบมือบีบ แบบคันโยก หรือแบบไฟฟ้า แล้วแบบไหนล่ะที่จะเหมาะกับเราจริงๆ วันนี้เราจะมาดูกันว่าแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง
– แบบมือบีบ: อันนี้คุ้นเคยกันดี ใช้ง่าย ราคาถูก พกพาสะดวก เหมาะกับคนที่นานๆ ทีคั้น หรือคั้นแค่ผลสองผล แต่ถ้าต้องคั้นเยอะๆ หรือผลใหญ่ๆ อาจจะเมื่อยมือหน่อย แถมบางทีน้ำก็ไม่หมดจดเท่าไหร่
– แบบคันโยก: ตัวนี้จะช่วยออกแรงให้เราน้อยลงเยอะเลย แค่วางผลไม้ลงไปแล้วกดคันโยก น้ำก็จะออกมาง่ายๆ เหมาะกับคนที่คั้นบ่อยขึ้นมาหน่อย หรือต้องคั้นผลไม้ที่แข็งกว่ามะนาว แต่ข้อเสียคือขนาดจะใหญ่ขึ้นมาหน่อย และต้องออกแรงกดบ้าง
– แบบไฟฟ้า: สะดวกสบายที่สุด แค่ผ่าครึ่งผลไม้แล้ววางลงไป เครื่องก็จะหมุนคั้นน้ำออกมาเอง ไม่ต้องออกแรงเลยสักนิด เหมาะกับคนที่คั้นน้ำเยอะๆ เป็นประจำ หรือทำขาย ข้อเสียคือราคาสูงกว่าสองแบบแรก และต้องมีปลั๊กไฟในการใช้งาน
สรุปแล้ว การเลือกที่คั้นน้ำส้มหรือที่คั้นน้ำมะนาวก็ขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งานและปริมาณที่เราต้องการคั้นค่ะ ถ้าใช้ไม่บ่อย เน้นประหยัด ก็เลือกแบบมือบีบ แต่ถ้าคั้นบ่อยขึ้นมาหน่อย อยากทุ่นแรงก็เลือกแบบคันโยก ส่วนถ้าเป็นสายคั้นประจำ เน้นความสะดวกสบายยังไงก็ต้องแบบไฟฟ้าแน่นอนค่ะ ก่อนตัดสินใจซื้อ ลองดู วิธีเลือกที่คั้นน้ำส้ม ที่คั้นมะนาว เพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจก็ได้นะคะ จะได้เลือกแบบที่คุ้มค่ากับการใช้งานจริงที่สุดค่ะ