KitzYou รีวิวเครื่องครัว

รีวิวเครื่องครัว บทความเรื่องครัว และไอเดียเลือกของใช้ในครัวจาก KitzYou.com สำหรับคนที่อยากจัดครัวให้น่าใช้และเลือกสินค้าได้คุ้มค่า

เคยสงสัยไหมว่าทำไมทอดไก่ร้านโปรดถึงกรอบอร่อยต่างจากที่เราทำเองที่บ้าน ทั้งที่ก็ใช้น้ำมันยี่ห้อดังเหมือนกัน? จริงๆ แล้วเรื่องความกรอบของของทอดไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับยี่ห้อน้ำมันอย่างเดียว แต่มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลยครับ

หัวใจสำคัญอย่างแรกคือ “จุดเกิดควัน (Smoke Point)” ของน้ำมันแต่ละชนิด จุดนี้แหละที่บอกว่าน้ำมันนั้นๆ ทนความร้อนได้แค่ไหน ถ้าน้ำมันมีจุดเกิดควันต่ำ แต่เราเอาไปทอดที่อุณหภูมิสูงเกินไป น้ำมันก็จะเริ่มไหม้และมีควันออกมาเร็ว ทำให้ของทอดไม่อร่อย แถมยังอมน้ำมันอีกต่างหาก

นอกจากจุดเกิดควันแล้ว “อุณหภูมิในการทอด” ก็สำคัญไม่แพ้กัน การควบคุมอุณหภูมิน้ำมันให้คงที่ตลอดการทอดจะช่วยให้ของทอดสุกทั่วถึงและกรอบกำลังดี ถ้าไฟอ่อนไปของจะอมน้ำมัน ถ้าไฟแรงไปของก็จะไหม้ก่อนสุก

อีกปัจจัยหนึ่งที่หลายคนมองข้ามคือ “ความชื้น” ในวัตถุดิบ ยิ่งวัตถุดิบมีความชื้นมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีผลต่ออุณหภูมิน้ำมันและคุณภาพของความกรอบ ลองสังเกตดูว่าเวลาทอดของที่ยังแฉะๆ อยู่ น้ำมันจะกระเด็นและเสียงดังกว่าปกติ นั่นแหละครับคือสัญญาณว่าน้ำกับน้ำมันกำลังทำปฏิกิริยากันอยู่

สรุปคือ การจะทอดของให้กรอบอร่อยแบบมืออาชีพ ไม่ใช่แค่เลือกน้ำมันดีๆ เท่านั้น แต่ต้องเข้าใจคุณสมบัติของน้ำมันแต่ละชนิด การควบคุมอุณหภูมิ และการเตรียมวัตถุดิบด้วย ถ้าอยากรู้ลึกกว่านี้ว่าน้ำมันแต่ละแบบเหมาะกับการทอดอะไรบ้าง หรือมีเทคนิคการทอดที่ช่วยให้ของไม่อมน้ำมันได้อย่างไรบ้าง ลอง อ่านต่อ แล้วจะรู้ว่าเรื่องน้ำมันทอดนี่มีรายละเอียดอีกเยอะเลยครับ

เคยไหมที่ทำกับข้าวอร่อย ๆ แต่พอตักข้าวเข้าปากแล้วรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่? บางทีอาจเป็นเพราะเราเลือกชนิดข้าวไม่เข้ากับกับข้าวนั้น ๆ ก็ได้นะ!

ข้าวแต่ละชนิดมีเสน่ห์ต่างกันไป อย่าง ข้าวหอมมะลิ ที่เราคุ้นเคยกันดี จะมีความนุ่ม หอม และเป็นเม็ดสวย เหมาะกับกับข้าวที่มีรสชาติจัดจ้านหน่อย เช่น แกงเผ็ด ผัดกะเพรา หรืออะไรที่ต้องการความกลมกล่อมเข้ากัน

ส่วน ข้าวกล้อง ที่หลายคนเน้นเรื่องสุขภาพ ก็จะมีเนื้อสัมผัสที่หนึบกว่า มีไฟเบอร์สูง เหมาะกับกับข้าวที่เน้นความสดชื่น หรือต้องการเคี้ยวเพลิน ๆ อย่างน้ำพริกผักต้ม หรือเมนูที่กินกับปลาทูทอดก็อร่อย

แล้ว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ล่ะ? ข้าวพันธุ์นี้จะสีเข้มหน่อย มีสารอาหารสูง และมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มหนึบกำลังดี เหมาะกับเมนูที่ต้องการความเฮลตี้ หรือจะกินกับสเต๊กแบบไทย ๆ ก็เข้ากันนะ

การเลือกข้าวให้ถูกชนิด ไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบ แต่ยังช่วยเสริมรสชาติของกับข้าวให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ลองดูเทคนิคเพิ่มเติมในการเลือกข้าวแต่ละชนิดให้เข้ากับเมนูอาหารไทยได้ที่ KitzYou แล้วคุณจะรู้ว่าข้าวที่ใช่ ทำให้มื้ออาหารพิเศษขึ้นได้จริง ๆ

เคยไหมที่อยากลองทำขนมฝรั่งสวย ๆ แต่พอเจอสูตรเป็นคัพ ออนซ์ ปอนด์ แล้วถึงกับกุมขมับ? ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะหน่วยวัดบ้านเรากับฝรั่งต่างกันลิบลับ แถมบางทีเครื่องชั่งที่บ้านก็ไม่มีหน่วยพวกนี้อีก

ปัญหาคือถ้าเรากะเอาเอง หรือแปลงแบบคร่าว ๆ โอกาสที่ขนมจะออกมาไม่เหมือนต้นฉบับก็สูงมากเลยนะ บางทีอาจจะเหลวไป แข็งไป หรือรสชาติเพี้ยนไปเลยก็มี ยิ่งพวกเบเกอรี่ที่ต้องการความแม่นยำสูง ๆ นี่สำคัญมาก

คัพ (Cup): ที่เห็นบ่อยสุด ๆ ในสูตรฝรั่ง แต่คัพของแห้งกับของเหลวก็มีน้ำหนักต่างกัน แถมคัพของอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลียก็ไม่เท่ากันอีก!

ออนซ์ (Ounce): หน่วยวัดน้ำหนักที่มักเจอในส่วนผสมปริมาณน้อย ๆ

ปอนด์ (Pound): สำหรับส่วนผสมที่มีปริมาณเยอะขึ้นมาหน่อย

ทางออกที่ดีที่สุดคือการแปลงหน่วยให้เป็นกรัมหรือมิลลิลิตร ซึ่งเป็นหน่วยที่เราคุ้นเคยและชั่งตวงได้ง่ายกว่ามาก การมีตารางเทียบหน่วยที่เชื่อถือได้จะช่วยให้เราไม่ต้องมานั่งเดาเองอีกต่อไป แถมยังช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย ใครที่ยังไม่ชำนาญเรื่องการ แปลงหน่วย ทำอาหาร โดยเฉพาะการอบขนม ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตารางแปลงหน่วยมาตรฐานดู รับรองว่าชีวิตในครัวจะง่ายขึ้นเยอะเลย

เคยไหม? ทำกับข้าวหลายอย่างพร้อมกัน แล้วมีอย่างนึงไหม้ อีกอย่างเย็นชืดไปแล้ว? ปัญหาโลกแตกของคนรักการทำอาหารที่อยากจัดเต็มหลายเมนูในมื้อเดียว

ครัวมืออาชีพเขามีเทคนิคจัดการเรื่องนี้กันยังไงให้ทุกจานออกมาเพอร์เฟกต์พร้อมเสิร์ฟ ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าอันไหนจะพังก่อนกัน บอกเลยว่ามันคือเรื่องของการวางแผนและจังหวะเวลาล้วนๆ

ลำดับความสำคัญ: เริ่มจากเมนูที่ใช้เวลานานที่สุดก่อน เช่น อบ ตุ๋น เคี่ยว ส่วนเมนูที่สุกเร็วอย่างผัดหรือลวก เก็บไว้ทำท้ายๆ

ใช้ทุกเตาให้คุ้ม: ถ้ามีเตาหลายหัว ก็กระจายการทำงานให้ทั่วถึง แต่ก็ต้องคุมไฟแต่ละเตาให้ดีนะ ไม่ใช่เปิดทิ้งไว้แล้วไปสนใจอย่างอื่นจนลืม

จัดเตรียมวัตถุดิบ: หั่น ซอย เตรียมส่วนผสมให้พร้อมก่อนลงมือทำจริง จะช่วยประหยัดเวลาและลดความวุ่นวายตอนอยู่หน้าเตาได้เยอะ

ตั้งเวลาช่วย: ตัวช่วยง่ายๆ ที่หลายคนมองข้าม การตั้งเวลาจะช่วยเตือนให้เราเช็กอาหารแต่ละอย่างได้ทัน ไม่ปล่อยให้สุกเกินไปจนไหม้ หรือลืมไปเลย

หลักๆ คือต้องรู้จักเมนูตัวเองว่าแต่ละอย่างใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ แล้วค่อยมาจัดลำดับการลงมือทำ การคุมไฟก็สำคัญมากเช่นกัน ไม่ใช่ว่าเร่งไฟแรงๆ เพื่อให้เร็วขึ้น แต่กลายเป็นว่าข้างนอกไหม้ข้างในไม่สุก ลองเอาเทคนิคพวกนี้ไปปรับใช้ดู รับรองว่าครัวของคุณจะจัดการได้ดีขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ ส่วนใครที่อยากรู้เทคนิคแบบละเอียดมากขึ้น ลองไปอ่านต่อได้ที่ KitzYou เลยนะ

ทุกวันนี้ชีวิตเร่งรีบ การอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟกลายเป็นเรื่องปกติ แต่เคยสังเกตไหมว่ากล่องข้าวพลาสติกที่เราใช้ บางทีก็มีปัญหากับความร้อน

บ่อยครั้งที่เราเห็นพลาสติกบิดเบี้ยว หรือบางทีก็มีกลิ่นแปลกๆ ออกมา นั่นเป็นเพราะพลาสติกแต่ละชนิดมีคุณสมบัติทนความร้อนไม่เหมือนกัน การเลือกใช้ให้ถูกประเภทจึงสำคัญมาก

พลาสติกที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดสำหรับการนำเข้าไมโครเวฟคือ พลาสติก PP หรือพลาสติกเบอร์ 5 ที่ด้านใต้กล่องมักจะมีสัญลักษณ์สามเหลี่ยมและเลข 5 กำกับอยู่ พลาสติกชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ดี ไม่ปลดปล่อยสารเคมีอันตรายออกมาปนเปื้อนในอาหารเมื่อโดนความร้อน

นอกจากนี้ การใช้งานก็ควรระมัดระวัง ไม่ควรให้พลาสติกสัมผัสกับอาหารที่มีไขมันสูงโดยตรงเป็นเวลานาน เพราะไขมันสามารถอมความร้อนได้มากกว่าน้ำ และอาจทำให้พลาสติกเสื่อมสภาพเร็วขึ้นได้

การเลือกกล่องข้าวที่ถูกต้อง นอกจากจะช่วยยืดอายุการใช้งานแล้ว ยังช่วยให้เรามั่นใจในความปลอดภัยของอาหารที่รับประทานอีกด้วย ลองหันมาดูสัญลักษณ์ใต้กล่องก่อนใช้งานทุกครั้ง เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเองนะ อ่านต่อ

เคยไหม อยากอบเค้กแต่มีพิมพ์ไม่ตรงตามสูตร? จะลดหรือเพิ่มส่วนผสมก็กลัวพลาด บางทีก็กะ ๆ เอา แต่สุดท้ายก็ออกมาไม่เป๊ะอย่างที่คิด บางทีเนื้อเค้กก็แข็งไป บางทีก็เหลวเกิน

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะการปรับสูตรเค้กให้เข้ากับขนาดพิมพ์ที่เปลี่ยนไปมันมีหลักการอยู่ ไม่ใช่แค่การคูณสองหรือหารสองง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องของ “พื้นที่” ที่ส่วนผสมจะต้องไปเติมเต็มต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญของการคำนวณที่ถูกต้อง

คิดภาพง่าย ๆ พิมพ์เค้กกลมขนาด 1 ปอนด์ กับ 2 ปอนด์ ถึงจะดูต่างกันไม่มาก แต่พื้นที่ด้านในที่เค้กจะฟูขึ้นมามันต่างกันพอสมควรเลยนะ ถ้าเราไม่คำนวณให้ดี ส่วนผสมที่ได้อาจจะเยอะไปจนล้นพิมพ์ หรือน้อยไปจนเค้กแบนแต๋ไม่สวย

ดังนั้น ถ้าอยากอบเค้กแล้วได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าเค้กจะออกมายังไง การเรียนรู้การปรับสูตรให้ถูกต้องตามขนาดพิมพ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ค่ะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาและวัตถุดิบไปโดยเปล่าประโยชน์ ถ้าอยากรู้หลักการคำนวณและตารางเปรียบเทียบพิมพ์ยอดนิยมแบบละเอียด ลองไปอ่านฉบับเต็มที่ KitzYou ได้เลย รับรองว่าคราวหน้าทำเค้กได้เป๊ะทุกขนาดแน่นอน!

เคยไหมที่อยากอบขนม แต่พอจะหยิบวัตถุดิบมาใช้ แป้งดันขึ้นรา เนยหืน หรือน้ำตาลจับตัวเป็นก้อนซะแล้ว? ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่นักอบขนมหลายคนเจอ เพราะการเก็บวัตถุดิบเบเกอรี่ให้ถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ใช่แค่วางทิ้งไว้เฉยๆ แล้วจะใช้ได้นานเสมอไป

หัวใจสำคัญของการเก็บวัตถุดิบเหล่านี้คือการควบคุมความชื้นและอุณหภูมิ ลองมาดูวิธีง่ายๆ ที่ช่วยยืดอายุวัตถุดิบของคุณกัน:

แป้ง: ไม่ว่าจะเป็นแป้งเค้ก แป้งอเนกประสงค์ หรือแป้งชนิดอื่นๆ ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ป้องกันอากาศเข้า และวางไว้ในที่แห้ง เย็น พ้นจากแสงแดดและความชื้น การแช่ตู้เย็นช่วยยืดอายุได้อีกขั้น โดยเฉพาะถ้าอากาศที่บ้านร้อนชื้น

เนย: เนยสดควรเก็บในช่องแช่เย็นเสมอ โดยห่อกระดาษไขหรือพลาสติกแรปให้มิดชิด เพื่อไม่ให้ซับกลิ่นจากอาหารอื่นในตู้เย็น ถ้ายังไม่ใช้ในเร็วๆ นี้ ก็สามารถหั่นเป็นก้อนเล็กๆ แล้วแช่แข็งเก็บไว้ได้นานเป็นเดือนๆ เลยนะ

น้ำตาล: ปัญหาคลาสสิกของน้ำตาลคือน้ำตาลทรายแดงที่ชอบจับตัวเป็นก้อนแข็งโป๊ก! วิธีแก้คือเก็บในภาชนะสุญญากาศ หรือจะใส่ชิ้นขนมปังแผ่นเล็กๆ ลงไปในโหลน้ำตาลทรายแดงด้วยก็ได้ มันจะช่วยดูดซับความชื้นและทำให้น้ำตาลไม่แข็งตัวง่าย ส่วนน้ำตาลทรายขาวก็เก็บในภาชนะปิดสนิทเหมือนกัน

ผงฟูและเบกกิ้งโซดา: สองตัวนี้สำคัญกับการขึ้นฟูของขนมมาก ควรเก็บในภาชนะเดิมที่ปิดแน่น หรือใส่ในโหลที่ปิดสนิทเช่นกัน และเก็บในที่แห้งเย็น ถ้าเก็บไม่ดี ประสิทธิภาพจะลดลง ทำให้ขนมไม่ฟูตามที่ต้องการนะ

การลงทุนกับภาชนะเก็บวัตถุดิบดีๆ สักหน่อย ช่วยให้คุณประหยัดเงินในระยะยาว เพราะไม่ต้องทิ้งของที่เสียไปก่อนเวลาอันควร และยังมั่นใจได้ว่าขนมที่ทำออกมาจะมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีทุกครั้ง ใครอยากรู้เคล็ดลับเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำขนม ลอง ดูที่ KitzYou ได้เลย มีบทความดีๆ เพียบ!

ทำสเต๊กกินเองที่บ้าน ใครว่ายาก? เทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราได้สเต๊กสุกกำลังดีตามที่ต้องการเลยคือการวัดอุณหภูมิเนื้อนั่นเองค่ะ หลายคนอาจจะคิดว่าแค่ดูสีเนื้อก็พอแล้ว แต่จริงๆ แล้วการใช้เครื่องมือวัดอุณหภูมิจะช่วยให้ผลลัพธ์แม่นยำกว่ามาก

เครื่องวัดอุณหภูมิเนื้อสัตว์ที่นิยมใช้กันก็มีอยู่ 2 แบบหลักๆ

แบบเสียบปัก: อันนี้จะใช้การเสียบปลายแหลมของเครื่องมือเข้าไปในเนื้อโดยตรง เพื่อวัดอุณหภูมิภายในเนื้อ เหมาะมากกับการวัดความสุกของสเต๊ก หมูอบ หรือไก่อบ ทำให้เรากะความสุกได้เป๊ะๆ ว่าจะเอาแบบแรร์ มีเดียม หรือเวลล์ดัน ถ้าอยากได้สเต๊กที่สุกกำลังดีตามใจ แบบเสียบปักนี่แหละคือตัวช่วยชั้นดีเลย

แบบอินฟราเรด: ส่วนแบบอินฟราเรดจะใช้วิธีสแกนพื้นผิวเพื่อวัดอุณหภูมิ ไม่ต้องสัมผัสกับอาหารโดยตรง สะดวก รวดเร็ว แต่ข้อจำกัดคือมันจะวัดได้แค่อุณหภูมิพื้นผิวด้านนอกเท่านั้น ไม่สามารถบอกอุณหภูมิภายในเนื้อได้ เหมาะกับการเช็คอุณหภูมิน้ำมันทอด เช็คความร้อนของกระทะ หรืออุณหภูมิบนพื้นผิวอาหารมากกว่า

ดังนั้น ถ้าเป้าหมายของเราคือการทำสเต๊กที่สุกเป๊ะๆ ข้างในเนื้อ แบบเสียบปักคือสิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุดค่ะ ส่วนแบบอินฟราเรดก็มีประโยชน์ในงานครัวอื่นๆ แต่ถ้าให้เลือกสำหรับวัดความสุกเนื้อจริงๆ แนะนำแบบเสียบปักดีกว่าค่ะ ลองไปดูข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อตัดสินใจเลือกที่เหมาะกับคุณได้ที่ KitzYou เลยค่ะ

เคยสงสัยไหมว่าแก้วไวน์คริสตัลมันดีกว่าแก้วธรรมดายังไง ทำไมราคาถึงต่างกันเยอะ แล้วเวลาเลือกซื้อมาใช้ในบ้านเราควรจะเลือกแบบไหนดีให้คุ้มค่าและทนทาน?

เท่าที่ลองใช้มาหลายแบบ ส่วนตัวมองว่าแก้วคริสตัลนี่เรื่องความใสนี่กินขาดจริง ๆ เวลาเทไวน์ลงไปแล้วแสงมันสะท้อนสวยมาก ทำให้เครื่องดื่มดูน่าสนใจขึ้นเยอะเลยครับ แถมเสียงเวลาเคาะเบาๆ ก็เพราะกว่าแก้วธรรมดาด้วยนะ

แต่ข้อเสียที่เห็นได้ชัดเลยคือมันบอบบางกว่าแก้วธรรมดามาก ทำตกทีไรใจหายแวบทุกที ถ้าบ้านไหนมีเด็กเล็กหรือเลี้ยงสัตว์ อาจจะต้องคิดหนักหน่อย เพราะโอกาสแตกมีสูงกว่า

ส่วนแก้วธรรมดาเนี่ย จุดแข็งคือความทนทานครับ ตกแล้วไม่แตกง่ายเท่าคริสตัล ราคาเป็นมิตรกับกระเป๋ามากกว่าด้วย เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันที่ไม่ต้องมานั่งระวังมากนัก ล้างง่าย เก็บง่าย ไม่ต้องกลัวเป็นรอยเยอะเท่าคริสตัล

ถ้าถามว่าแบบไหนเหมาะกับครัวบ้านเราที่สุด ส่วนตัวคิดว่าขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์เลยครับ

ถ้าชอบความสวยงาม พิถีพิถัน เน้นสุนทรียภาพในการดื่ม และพร้อมดูแลรักษาเป็นพิเศษ แก้วไวน์คริสตัลตอบโจทย์แน่นอน

ถ้าเน้นใช้งานจริง ทนทาน ไม่ต้องกังวลมาก และงบประมาณเป็นปัจจัยสำคัญ แก้วธรรมดานี่แหละคือตัวเลือกที่ดีที่สุด

ลองชั่งน้ำหนักดูว่าอะไรสำคัญกับคุณมากกว่ากันครับ สำหรับข้อมูลเปรียบเทียบเชิงลึกและคำแนะนำดีๆ เพิ่มเติม ลองไป อ่านฉบับเต็มที่ KitzYou ได้เลย ผมว่ามีประโยชน์มากเลยล่ะ

หลายคนน่าจะเคยเจอปัญหาเลือกแก้วเก็บอุณหภูมิมาใช้แล้วไม่ถูกใจเท่าไร บางทีก็เก็บความเย็นได้ไม่นานอย่างที่คิด หรือไม่ก็ล้างยาก มีคราบกาแฟติดจนเสียอารมณ์

ก่อนจะตัดสินใจซื้อแก้วใหม่ ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่เราต้องพิจารณา เพื่อให้ได้แก้วที่ตอบโจทย์การใช้งานของเราจริง ๆ

วัสดุและฉนวน: อันดับแรกเลยคือวัสดุที่ใช้ทำแก้ว ส่วนใหญ่จะเป็นสเตนเลสสตีลเกรดดี เพราะทนทาน ไม่เป็นสนิม และเก็บอุณหภูมิได้ดีเยี่ยม ส่วนเรื่องฉนวนกันความร้อน/เย็น ก็สำคัญไม่แพ้กัน ระบบสุญญากาศแบบผนังสองชั้นเป็นมาตรฐานที่ควรมี

ขนาดและน้ำหนัก: เลือกขนาดที่เหมาะกับปริมาณเครื่องดื่มที่เราดื่มเป็นประจำ และน้ำหนักที่ไม่มากเกินไป พกพาสะดวก

ฝาปิด: สำคัญมาก ๆ สำหรับการเก็บอุณหภูมิที่ดี และป้องกันการหกเลอะเทอะ ควรเลือกฝาที่ปิดสนิท มีซีลยางคุณภาพดี และเปิด-ปิดง่าย

ทำความสะอาดง่าย: ข้อนี้หลายคนมองข้ามไป แก้วที่ดีควรออกแบบมาให้ล้างง่าย ไม่มีซอกมุมที่ทำความสะอาดยาก เพื่อลดการสะสมของคราบและกลิ่น

ส่วนเรื่องคราบหรือกลิ่นติดแก้ว โดยเฉพาะคราบกาแฟหรือชา ปัญหานี้สามารถแก้ได้ไม่ยาก เพียงแค่ล้างแก้วทันทีหลังใช้งาน และใช้แปรงล้างแก้วที่มีด้ามยาวเข้าถึงก้นแก้วได้ ที่สำคัญคือการผึ่งแก้วให้แห้งสนิทก่อนเก็บ หากมีกลิ่นติด ลองใช้เบกกิ้งโซดาผสมน้ำแล้วแช่ทิ้งไว้สักพัก ก็ช่วยได้เยอะเลยนะ

ถ้าอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกแก้วเก็บอุณหภูมิให้เก็บความเย็น-ร้อนได้นานที่สุดจริง พร้อมวิธีทำความสะอาดแบบละเอียด ลอง คลิกอ่านต่อ ได้เลย รับรองว่าได้ไอเดียไปเลือกแก้วใบใหม่ที่ถูกใจแน่นอน