หลายคนคงเคยยืนลังเลหน้าชั้นวางเขียง ว่าจะเลือกแบบไหนดีนะ? เขียงนี่เป็นอุปกรณ์สำคัญในครัวเลยนะ เพราะเป็นฐานที่เราใช้เตรียมวัตถุดิบทุกอย่าง ตั้งแต่หั่นผัก ไปจนถึงสับเนื้อสัตว์
หลักๆ แล้ว เขียงที่ใช้กันบ่อยๆ ก็จะมี 3 แบบ คือ เขียงไม้ เขียงพลาสติก และเขียงแก้ว ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันชัดเจน
– เขียงไม้: ให้ความรู้สึกคลาสสิก ดูเป็นธรรมชาติ ข้อดีคือถนอมคมมีดได้ดีเยี่ยม แต่ก็ต้องแลกมากับการดูแลรักษาที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เช่น ไม่ควรแช่น้ำนานๆ และต้องผึ่งให้แห้งสนิทเพื่อป้องกันเชื้อรา
– เขียงพลาสติก: เป็นที่นิยมเพราะมีน้ำหนักเบา หาซื้อง่าย และทำความสะอาดค่อนข้างสะดวก แต่ก็มีข้อควรระวังเรื่องรอยมีดที่อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ง่าย หากใช้ไปนานๆ ก็ควรเปลี่ยนใหม่
– เขียงแก้ว: ดูสวยงาม ทันสมัย ทำความสะอาดง่ายมาก และไม่เป็นที่สะสมของแบคทีเรียแน่นอน แต่ข้อเสียคือมีดจะทื่อเร็วมาก และอาจมีเสียงดังเวลาหั่น อาจจะไม่เหมาะกับงานที่ต้องใช้แรงเยอะๆ หรือความละเอียดอ่อน
จริงๆ แล้ว การเลือกเขียงที่เหมาะสมกับการใช้งานของเรา ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเน้นเรื่องอะไรเป็นพิเศษ เช่น ถ้าคุณรักมีดคมๆ เขียงไม้อาจเป็นคำตอบ แต่ถ้าเน้นความสะดวกในการทำความสะอาด เขียงพลาสติกหรือแก้วก็อาจจะเหมาะกว่า
ก่อนตัดสินใจซื้อ ลองพิจารณาดูว่าคุณใช้งานแบบไหนบ่อยที่สุด และให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด เพื่อให้ได้เขียงที่ตอบโจทย์การทำอาหารของคุณได้ดีที่สุด ลองอ่านฉบับเต็มเปรียบเทียบจาก KitzYou ได้ที่ เขียงไม้ เขียงพลาสติก เขียงแก้ว เปรียบเทียบจากการใช้งานจริงในครัว
เคยไหมที่ยืนงงหน้าชั้นวางซอสในซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่รู้จะหยิบขวดไหนดี เพราะหน้าตาคล้ายกันไปหมด ทั้งน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส ดูเผินๆ อาจคิดว่าใช้แทนกันได้ แต่จริงๆ แล้วแต่ละตัวมีหน้าที่และรสชาติเฉพาะตัวนะ!
น้ำมันหอย: ตัวนี้จะให้รสกลมกล่อม มีความเค็มปนหวานนิดๆ และมีเนื้อสัมผัสที่ข้นเหนียว เหมาะกับการผัดผักต่างๆ หรือใช้หมักเนื้อสัตว์ให้รสชาติเข้าเนื้อ หลายคนชอบใช้เป็นซอสหลักในการปรุงอาหารที่ต้องการความเข้มข้น
ซีอิ๊วขาว: ตัวเอกของอาหารไทยหลายจาน ให้ความเค็มและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ มีหลายสูตร ตั้งแต่ซีอิ๊วขาวธรรมดาไปจนถึงซีอิ๊วขาวเห็ดหอม หรือซีอิ๊วขาวสำหรับอาหารเจ ซึ่งแต่ละสูตรก็ให้รสชาติและกลิ่นที่ต่างกันไป เหมาะกับการใช้ปรุงรสตอนทำน้ำซุป ผัด หรือแม้แต่เป็นน้ำจิ้มก็ยังได้
ซอสปรุงรส: คล้ายกับซีอิ๊วขาวแต่จะให้กลิ่นหอมที่ต่างออกไป บางยี่ห้อมีส่วนผสมที่หลากหลายกว่า ทำให้รสชาติซับซ้อนขึ้น มักใช้ในอาหารที่ต้องการความหอมเป็นพิเศษ หรือใช้หมักเนื้อสัตว์ก็ได้เหมือนกัน เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้รสชาติอาหารกลมกล่อมขึ้นมาทันที
การเลือกใช้ซอสแต่ละตัวให้ถูกกับประเภทอาหารจะช่วยให้อาหารอร่อยขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ ส่วนเรื่องยี่ห้อก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล บางคนชอบความเค็ม บางคนชอบความหอมที่ต่างกันไป ลองซื้อมาใช้ทีละนิดแล้วเปรียบเทียบดูว่าชอบรสชาติแบบไหนที่สุดจะช่วยให้การทำอาหารสนุกขึ้นเยอะเลยนะ หรือถ้าอยากรู้ว่าแต่ละตัวต่างกันยังไงและซอสไหนที่ครัวบ้านขาดไม่ได้จริงๆ ลองอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บทความนี้เลย รับรองว่าเข้าใจแจ่มแจ้งแน่นอน!
เคยไหมที่ช้อนไม่พอดีกับจาน หรือตักอาหารแล้วหกเลอะเทอะ? เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเลือกช้อนนี่แหละที่ทำให้มื้ออาหารของเราราบรื่นขึ้นเยอะเลยนะ
สำหรับโต๊ะอาหารไทยของเรา ช้อนแต่ละแบบก็มีหน้าที่ต่างกันไป ลองมาดูกันว่าช้อนแบบไหนที่เหมาะกับอาหารไทยๆ ของเราบ้าง:
– ช้อนกลาง: ตัวช่วยสำคัญเวลาทานอาหารร่วมกัน ควรเลือกขนาดที่พอดี ไม่ใหญ่ไป ไม่เล็กไป ตักกับข้าวได้สะดวก และที่สำคัญคือต้องแข็งแรง ทนทาน ไม่บิดงอง่ายๆ เพราะต้องใช้งานบ่อย
– ช้อนซุป: สำหรับอาหารน้ำๆ อย่างแกงจืด ต้มยำ หรือแกงส้ม ช้อนซุปที่ดีควรมีรูปทรงที่ตักน้ำแกงได้ดี ไม่หกเลอะเทอะ และมีด้ามจับถนัดมือ
– ช้อนกาแฟ/ช้อนชา: เล็กกระทัดรัด เอาไว้คนกาแฟ ชา หรือตักขนมหวานพอดีคำ ช้อนแบบนี้ควรจะทนทานต่ออุณหภูมิร้อนๆ ได้ดี และไม่เป็นรอยง่าย
วัสดุก็สำคัญไม่แพ้กัน ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้กันคือสเตนเลส เพราะทนทาน ทำความสะอาดง่าย และไม่เป็นสนิม แต่ก็มีเกรดของสเตนเลสที่ต่างกันไป ถ้าอยากได้แบบที่ทนทานจริงๆ ลองดูที่ KitzYou สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
การเลือกช้อนที่เหมาะสม นอกจากจะช่วยให้การรับประทานอาหารสะดวกขึ้นแล้ว ยังช่วยเสริมบรรยากาศบนโต๊ะอาหารให้ดูน่าทานยิ่งขึ้นด้วยนะ
เรื่องเล็กๆ อย่างการเลือกถุงขยะก็มีผลต่อความสะดวกสบายในครัวเราเหมือนกันนะ บางคนอาจจะคิดว่าก็แค่ถุงขยะ จะต่างอะไรกันนัก แต่จริงๆ แล้วถุงขยะแบบมีหูผูก กับแบบม้วนมันมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันพอสมควรเลย
สำหรับบ้านไหนที่ขยะไม่ได้เยอะมาก หรือเป็นขยะแห้งๆ หน่อย แบบม้วนก็อาจจะตอบโจทย์ เพราะมันประหยัดพื้นที่เก็บ ดึงใช้ได้ทีละใบ แต่ถ้าเป็นขยะเปียก หรือมีปริมาณมาก ถุงแบบมีหูผูกจะช่วยให้จัดการง่ายกว่าเยอะเลย เพราะมันผูกปากถุงได้สนิท ป้องกันกลิ่น และลดโอกาสที่น้ำขยะจะหกเลอะเทอะตอนยกไปทิ้งได้ดีกว่ามาก
ส่วนตัวเราชอบแบบมีหูผูกนะ ยิ่งบ้านที่มีขยะครัวเยอะๆ พวกเศษอาหารต่างๆ การผูกปากถุงได้แน่นๆ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าไม่มีอะไรหกออกมาแน่นอน และไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นด้วย ลองไปดูข้อเปรียบเทียบเพิ่มได้ที่ KitzYou เขาอธิบายไว้ละเอียดเลยว่าแบบไหนเหมาะกับขยะประเภทไหน
สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับปริมาณและประเภทของขยะในบ้านเรานั่นแหละ ลองดูว่าแบบไหนที่ใช้แล้วรู้สึกสบายใจ และจัดการขยะได้ง่ายที่สุด
หลายคนเวลาจะซื้อเครื่องปั่น มักจะคิดว่ายิ่งวัตต์เยอะยิ่งดี แต่จริงๆ แล้ว สำหรับการใช้งานในครัวเรือนทั่วไป โดยเฉพาะกับการปั่นสมูทตี้หรือน้ำพริก เครื่องปั่นที่มีกำลังไฟพอเหมาะก็ทำงานได้ดีเหลือเฟือแล้วครับ
หัวใจสำคัญของการปั่นให้เนียน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังไฟเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงเรื่องของใบมีด การออกแบบโถปั่น และรอบการปั่นด้วย
สำหรับเครื่องปั่นสมูทตี้ น้ำพริกที่ใช้กันในบ้านทั่วไป กำลังไฟประมาณ 300-600 วัตต์ ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้วครับ เครื่องปั่นในเรนจ์นี้มักจะมีราคาไม่แพงมาก แต่ก็ให้ประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมในการปั่นผลไม้แช่แข็งให้เป็นสมูทตี้เนื้อเนียน หรือจะเอาไปปั่นส่วนผสมน้ำพริกให้ละเอียดเข้ากันก็ทำได้ไม่ยาก
– สมูทตี้: เครื่องปั่นกำลังไฟระดับนี้สามารถปั่นน้ำแข็งหรือผลไม้แช่แข็งให้ละเอียดได้สบายๆ
– น้ำพริก: ไม่ว่าจะเป็นพริก กระเทียม หอมแดง หรือส่วนผสมอื่นๆ ก็สามารถปั่นให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว
การเลือกซื้อเครื่องปั่นที่กำลังไฟสูงเกินความจำเป็น นอกจากจะทำให้คุณต้องจ่ายแพงขึ้นแล้ว ยังอาจจะไม่ได้ใช้งานฟังก์ชันหรือกำลังไฟทั้งหมดอย่างเต็มที่ด้วย ดังนั้น ลองพิจารณาจากความถี่และประเภทการใช้งานเป็นหลัก จะช่วยให้คุณเลือกเครื่องปั่นที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานในครัวได้อย่างลงตัว
อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือก เครื่องปั่นสมูทตี้ น้ำพริก ให้เหมาะกับการใช้งานจริง ไม่ต้องจ่ายแพงเกิน ลองอ่านบทความจาก KitzYou ที่ให้ข้อมูลดีๆ ไว้ครับ
เคยไหมที่ยืนอยู่หน้าชั้นวางที่คว่ำจาน แล้วเกิดคำถามว่า “จะเลือกแบบไหนดีนะ?” ระหว่างสเตนเลสที่ดูแข็งแรง กับพลาสติกที่ราคาเป็นมิตร วันนี้เราจะมาลองดูกันว่าจากประสบการณ์ใช้งานจริง ทั้งสองแบบนี้มีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
ที่คว่ำจานสเตนเลส
– ความทนทาน: อันนี้ต้องยกให้เลย สเตนเลสขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรงทนทาน ใช้ได้นานปี ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ
– เรื่องสนิม: ถึงแม้จะกันสนิมได้ดีกว่า แต่ถ้าเป็นสเตนเลสเกรดไม่ดี หรือเจอการใช้งานหนักๆ เช่น น้ำขังนานๆ ก็มีโอกาสเกิดสนิมได้บ้างเหมือนกันนะ แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้งานได้สบายๆ หายห่วง
– การดูแล: คราบน้ำ คราบสบู่ อาจจะเห็นชัดหน่อย ต้องหมั่นเช็ดล้างบ่อยๆ เพื่อความเงางาม แต่ก็ทำความสะอาดง่าย ไม่ค่อยมีคราบฝังแน่น
– รูปลักษณ์: ดูโมเดิร์น เข้ากับครัวได้หลายสไตล์ ยิ่งถ้าครัวใครเน้นความมินิมอล สเตนเลสคือตอบโจทย์
ที่คว่ำจานพลาสติก
– ราคา: ข้อนี้ชนะขาด! ราคาถูกกว่ามาก หาซื้อง่าย มีให้เลือกหลากหลายสีสัน รูปแบบ
– ความทนทาน: อาจจะสู้สเตนเลสไม่ได้ พลาสติกอาจจะกรอบ แตก หรือเปลี่ยนสีได้เมื่อใช้ไปนานๆ โดยเฉพาะถ้าโดนแดด หรือใช้งานหนักๆ
– เรื่องราและคราบ: อันนี้เป็นปัญหาที่พบบ่อยเลยสำหรับพลาสติก โดยเฉพาะถ้าไม่ค่อยได้ล้างทำความสะอาด จะมีคราบสบู่ คราบอาหาร หรือราดำๆ ขึ้นได้ง่ายกว่า
– การดูแล: ต้องขยันล้างทำความสะอาดบ่อยๆ และต้องขัดให้ทั่วถึงหน่อย เพราะคราบมักจะเกาะติดง่ายกว่าสเตนเลส
สุดท้ายแล้ว การเลือกระหว่าง ที่คว่ำจานสเตนเลส พลาสติก ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและลักษณะการใช้งานในครัวของคุณเอง ถ้าเน้นความทนทาน ระยะยาว และชอบความมินิมอล สเตนเลสก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าเน้นประหยัดงบ มีสีสันให้เลือกเยอะ และไม่ติดเรื่องการดูแลบ่อยๆ พลาสติกก็ตอบโจทย์ได้เช่นกัน ลองชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียดู แล้วคุณจะเจอที่คว่ำจานที่ใช่สำหรับครัวของคุณ!
เวลาเลือกเตาแก๊สใหม่ หลายคนก็คงสงสัยว่าหัวเตาแบบไหนจะเหมาะกับเราที่สุด เพราะแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องการประหยัดแก๊ส
สำหรับเตาแก๊สที่นิยมกัน จะมีอยู่ 2 แบบหลักๆ คือ เตาแก๊สหัวเทอร์โบ กับเตาแก๊สหัวอินฟราเรด
– เตาแก๊สหัวเทอร์โบ: จุดเด่นคือให้ไฟแรง เหมาะกับเมนูที่ต้องการความร้อนสูงอย่างผัดกะเพรา ผัดผัก หรือทอดอะไรที่ต้องการความกรอบเร็วๆ ข้อดีคือทำอาหารได้ไว ร้อนเร็ว แต่ก็อาจจะใช้แก๊สมากกว่าหน่อยถ้าเทียบกับไฟอ่อนๆ การกระจายความร้อนจะเน้นตรงกลางเป็นหลัก
– เตาแก๊สหัวอินฟราเรด: แบบนี้จะให้ความร้อนสม่ำเสมอทั่วถึง เพราะเป็นการเผาไหม้แบบสมบูรณ์ที่หน้าเตา จุดเด่นคือประหยัดแก๊สได้ดีกว่า เหมาะกับการเคี่ยว ต้ม หรืออาหารที่ต้องใช้ไฟอ่อนไปถึงปานกลางนานๆ ข้อเสียคืออาจจะไม่เหมาะกับเมนูที่ต้องการไฟแรงจัดๆ แบบทันทีทันใดเท่าหัวเทอร์โบ
สรุปง่ายๆ คือ ถ้าเน้นทำอาหารไทยที่ต้องใช้ไฟแรงบ่อยๆ เช่น ผัด ทอด หัวเทอร์โบก็ตอบโจทย์ แต่ถ้าเน้นประหยัดแก๊สเป็นหลัก ทำเมนูต้ม ตุ๋น หรืออาหารที่ใช้ไฟอ่อนถึงปานกลางเป็นส่วนใหญ่ หัวอินฟราเรดจะคุ้มค่ากว่า ลองดู คู่มือจาก KitzYou ก่อนตัดสินใจก็น่าจะช่วยให้เลือกได้ตรงใจมากขึ้นนะ
เคยไหม ล้างจานแล้วคราบไม่ไปไหน แถมภาชนะเป็นรอยอีกต่างหาก? ปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดจากการเลือกอุปกรณ์ล้างจานไม่เหมาะกับงานนั่นเองค่ะ
หลักๆ เลยคือ:
– ฟองน้ำล้างจาน: เป็นตัวเบสิกที่ทุกครัวต้องมี เหมาะกับจานชามทั่วไป คราบไม่ฝังแน่นมาก มีทั้งแบบนุ่มและแบบมีใยขัดติดมาด้วย เลือกใช้ให้เหมาะกับประเภทภาชนะนะคะ
– แปรงขัดหม้อ: อันนี้เหมาะสำหรับหม้อ กระทะที่มีคราบติดแน่นหน่อย หรือพวกซอกมุมที่ฟองน้ำเข้าไม่ถึง ช่วยผ่อนแรงได้ดี แต่ต้องระวังอย่าใช้กับภาชนะเคลือบกันติด เพราะอาจทำให้ผิวเคลือบเสียหายได้
– ใยขัดสเตนเลส: ตัวจริงเรื่องคราบฝังแน่น คราบไหม้ คราบดำบนหม้อสเตนเลส หรือโลหะต่างๆ ที่ต้องการการขัดที่ทรงพลัง แต่ก็ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังมากๆ นะคะ เพราะใยขัดสเตนเลสมีฤทธิ์ขัดสูง อาจทำให้เกิดรอยบนภาชนะที่บอบบางได้
จำง่ายๆ คือ ภาชนะเคลือบกันติดหรือผิวบอบบาง ให้เลือกฟองน้ำนุ่มๆ ส่วนคราบหนักๆ ค่อยขยับไปใช้แปรงหรือใยขัดที่แรงขึ้นค่ะ การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมจะช่วยให้การล้างจานเป็นเรื่องง่ายขึ้นเยอะ และยังช่วยยืดอายุการใช้งานของภาชนะในครัวเราด้วย ลอง ดูรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อเลือกใช้ให้ถูกประเภทกันนะคะ
ช่วงนี้ใครอยากชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้าน หรือจะกินข้าวคนเดียวแบบฟิน ๆ คงหนีไม่พ้นเมนูหม้อสุกี้ หม้อชาบู หรือหมูกระทะแน่นอน แต่หลายคนอาจจะยังลังเลว่าควรเลือกซื้อหม้อแบบไหนดี เพราะแต่ละแบบก็มีจุดเด่นต่างกันไป
ถ้าใครชอบต้ม ๆ เน้นซดน้ำซุปหอม ๆ รายละเอียดเรื่องหม้อสุกี้ไฟฟ้า หม้อชาบู หมูกระทะ หม้อสุกี้ไฟฟ้า หรือหม้อชาบูไฟฟ้าก็ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีเลย ความร้อนมักจะคงที่ ทำให้น้ำซุปเดือดสม่ำเสมอ กินได้ยาว ๆ ส่วนการทำความสะอาดก็ค่อนข้างง่าย เพราะส่วนใหญ่เป็นผิวเคลือบกันติด ไม่ค่อยมีเศษอาหารติดแน่น
แต่ถ้าเป็นสายปิ้งย่าง เน้นความหอมของเนื้อติดมัน หมูกระทะไฟฟ้าคือคำตอบ หม้อแบบนี้มักจะมีช่องสำหรับย่าง และมีร่องสำหรับให้น้ำมันไหลลงไปด้านล่างได้สะดวก ซึ่งทำให้ได้กลิ่นหอมของการย่างเนื้อแบบเต็ม ๆ ส่วนเรื่องความทนทานก็ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ผลิต อย่างไรก็ตาม การทำความสะอาดหมูกระทะอาจจะใช้เวลามากกว่าหน่อย เพราะจะมีคราบน้ำมันและเศษอาหารติดอยู่บ้าง
ก่อนตัดสินใจซื้อ ลองคิดดูว่าเราชอบกินแบบไหนบ่อยกว่า เน้นต้ม หรือเน้นย่าง แล้วค่อยเลือกหม้อที่ใช่ เพื่อให้ทุกมื้ออร่อยและมีความสุข!
เคยสงสัยไหมว่าทำไมอาหารที่ทำบางทีถึงมีกลิ่นแปลกๆ หรือรสชาติไม่ค่อยถูกปาก? สาเหตุหนึ่งอาจมาจากน้ำมันที่เราใช้ก็ได้นะ เพราะน้ำมันแต่ละชนิดมีความสามารถในการทนความร้อนไม่เท่ากัน การเลือกใช้น้ำมันให้เหมาะกับประเภทอาหารจึงสำคัญมาก ไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติ แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพของเราด้วย
ลองนึกภาพว่าเราใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ไปทอดไก่ไฟแรงๆ น้ำมันก็จะไหม้เร็ว เกิดควันโขมง แถมยังได้สารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกต่างหาก หรือถ้าจะผัดผักไฟกลางๆ จะใช้น้ำมันที่ทนความร้อนสูงมากๆ ก็อาจจะสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น
หัวใจสำคัญคือการรู้จัก “จุดเกิดควัน” (Smoke Point) ของน้ำมันแต่ละชนิด มันคืออุณหภูมิที่น้ำมันเริ่มแตกตัวและเกิดควันออกมา ซึ่งเป็นสัญญาณว่าน้ำมันเริ่มเสื่อมคุณภาพแล้ว
– น้ำมันมะพร้าว: เหมาะกับการผัดหรือทอดที่ไม่ใช้ความร้อนสูงมาก ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว
– น้ำมันรำข้าว: เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการทอด ผัด หรือทำอาหารที่ใช้ความร้อนปานกลางถึงสูง เพราะมีจุดเกิดควันค่อนข้างสูง
– น้ำมันมะกอก (แบบบริสุทธิ์พิเศษ): เหมาะกับการทำน้ำสลัด หรือปรุงรสอาหารที่ไม่ผ่านความร้อน ถ้าเป็นแบบไลท์หรือแบบธรรมดาจะทนความร้อนได้ดีขึ้นมาหน่อย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกน้ำมันแต่ละชนิดและประเภทอาหารที่เหมาะสม สามารถอ่านได้จากบทความนี้: น้ำมันปรุงอาหารดีต่อสุขภาพ เลือกให้ถูกประเภทก่อนจะถูกชนิด
การเลือกน้ำมันให้ถูกประเภท นอกจากจะช่วยให้อาหารอร่อยขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เราได้รับประโยชน์จากน้ำมันเต็มที่ และหลีกเลี่ยงสารที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้น้ำมันผิดวิธีอีกด้วย มื้ออาหารของเราก็จะดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้นเยอะเลย