ถ้าใครชอบทำอาหาร คงเข้าใจดีว่าของในครัวมันเยอะแค่ไหน บางทีก็กองสุมกันจนหาอะไรไม่เจอ ยิ่งอุปกรณ์ทำครัวสารพัด ทั้งตะหลิว ทัพพี กระบวย ไม่รู้จะเก็บยังไงให้เป็นระเบียบและหยิบใช้ง่าย ปัญหาโลกแตกเลยก็คือเรื่องราวแขวนอุปกรณ์ครัวนี่แหละ จะเอาแบบเจาะผนัง หรือแบบไม่ต้องเจาะดี?
สองแบบนี้มีข้อดีข้อเสียต่างกันชัดเจนเลยนะ
– แบบเจาะผนัง: ข้อดีคือเรื่องความแข็งแรง ทนทานหายห่วง รับน้ำหนักได้เยอะ จะแขวนหม้อ แขวนกระทะหนักๆ ก็เอาอยู่ เหมาะกับคนที่ทำอาหารจริงจัง มีอุปกรณ์เยอะ หรือมีของชิ้นใหญ่ๆ ที่ต้องแขวน แต่ข้อเสียก็คือต้องทำใจเรื่องผนังหรือกระเบื้องที่อาจจะมีรอยจากการเจาะ ถ้าอยากเปลี่ยนตำแหน่งก็เป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน
– แบบไม่ต้องเจาะผนัง: อันนี้เหมาะกับคนที่ไม่ชอบให้ผนังเป็นรอย หรืออยู่หอพัก คอนโดที่ไม่อยากให้ห้องเสียหาย มีหลายแบบ ทั้งแบบสุญญากาศ แบบกาว หรือแบบที่ใช้ขาหนีบกับขอบตู้ ข้อดีคือติดตั้งง่าย เปลี่ยนตำแหน่งก็ง่ายมากๆ แต่เรื่องการรับน้ำหนักอาจจะไม่เท่าแบบเจาะผนัง เหมาะกับอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ หรือของที่ไม่หนักมาก
จะเลือกแบบไหนดี ก็ต้องดูจากลักษณะการใช้งานและความต้องการของแต่ละคนเป็นหลักเลยค่ะ ลองสำรวจครัวตัวเองดูว่ามีอุปกรณ์มากน้อยแค่ไหน หนักเบาแค่ไหน และที่สำคัญคือพร้อมจะเจาะผนังไหม ถ้าอยากรู้รายละเอียดแบบเจาะลึกว่าแบบไหนทนทานกว่ากันจริงๆ คลิกอ่านต่อ เลย เพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุด!
เคยไหมที่เห็นของแต่งครัวสวย ๆ ในเน็ตแล้วอยากได้มาใช้ที่บ้านบ้าง? โดยเฉพาะที่คว่ำจานแบบพับได้ที่ดูเหมือนจะตอบโจทย์คนพื้นที่น้อยได้ดี แต่พอเอามาใช้จริง ๆ อาจจะไม่ได้อย่างที่คิดเสมอไปนะ
ปัญหาที่พบบ่อยสำหรับครัวที่มีซิงค์ขนาดเล็กคือ พอซื้อที่คว่ำจานพับได้แบบม้วนมาวางบนซิงค์แล้ว มันอาจจะไม่ได้ช่วยประหยัดพื้นที่อย่างที่หวังไว้ เพราะบางทีก็ไปบังพื้นที่ก๊อกน้ำ หรือเวลาจะล้างจานชามเยอะ ๆ ก็รู้สึกไม่สะดวก เพราะต้องคอยขยับไปมา
ส่วนตัวแล้วคิดว่าที่คว่ำจานแบบพับได้เหมาะกับคนที่ต้องการใช้แค่บางโอกาส หรือมีของที่ต้องคว่ำไม่เยอะมาก เช่น จานชามหลังมื้ออาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเอาไว้ผึ่งผักผลไม้ที่เพิ่งล้างเสร็จใหม่ ๆ ถ้าบ้านไหนทำอาหารบ่อย ล้างจานเยอะ ๆ อาจจะต้องคิดหนักหน่อย
ก่อนจะตัดสินใจซื้อ ลองวัดขนาดพื้นที่ซิงค์และบริเวณรอบ ๆ ดูก่อนว่ามีที่พอวางไหม และคิดดูว่าปกติเราล้างจานเยอะแค่ไหน ถ้าไม่แน่ใจ ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ KitzYou เพื่อประกอบการตัดสินใจก็ได้ จะได้ไม่เสียเงินฟรีกับของที่อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานจริง ๆ
เดี๋ยวนี้หลายคนหันมาพกช้อนส้อมส่วนตัวกันเยอะขึ้น เพราะนอกจากจะลดขยะแล้ว ยังรู้สึกสะอาดและปลอดภัยกว่าด้วย แต่จะเลือกแบบไหนดีล่ะ ให้เบา ทนทาน และล้างง่าย มาดูกัน
– สแตนเลส: เป็นตัวเลือกคลาสสิกที่คนนิยมใช้กันเยอะ ข้อดีคือทนทาน แข็งแรง ไม่เป็นสนิมง่าย และล้างทำความสะอาดง่ายมาก แต่ข้อเสียคืออาจจะมีน้ำหนักหน่อย ถ้าพกไปไหนมาไหนบ่อยๆ อาจจะรู้สึกหนักกระเป๋าได้
– ไทเทเนียม: วัสดุนี้กำลังมาแรงมากๆ เพราะเบามาก เบากว่าสแตนเลสเยอะ แถมยังแข็งแรง ทนทาน ไม่เป็นสนิม และปลอดภัยกับอาหาร ล้างก็ง่าย แต่แน่นอนว่าราคาก็จะสูงกว่าสแตนเลสพอสมควร
– ซิลิโคน: เหมาะสำหรับคนที่ชอบความยืดหยุ่นและน้ำหนักเบามากๆ พกพาสะดวก ไม่ต้องกลัวแตกหัก ล้างง่าย แต่ข้อเสียคืออาจจะไม่แข็งแรงเท่าสแตนเลสหรือไทเทเนียม เวลาใช้ตักอาหารแข็งๆ อาจจะรู้สึกไม่ถนัดเท่าไหร่ และบางทีอาจจะมีคราบหรือกลิ่นอาหารติดง่ายกว่าวัสดุอื่น
สรุปง่ายๆ ถ้าเน้นความทนทานและคุ้มค่า คู่มือจาก KitzYou แนะนำสแตนเลสเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้างบถึงและอยากได้ความเบาสบาย พกพาง่าย ไทเทเนียมคือคำตอบ ส่วนซิลิโคนเหมาะกับคนที่เน้นความยืดหยุ่นและน้ำหนักเบาสุดๆ ค่ะ
ช่วงที่ลูกเริ่มหัดกินเอง หรือเริ่มซนจนอะไร ๆ ก็ชอบหล่น จานชามสเตนเลสกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของหลายบ้านเลยใช่ไหมคะ? ด้วยคุณสมบัติเด่นเรื่องความทนทาน ไม่ต้องกลัวตกแตกเหมือนเซรามิก หรือกังวลเรื่องสารเคมีเหมือนพลาสติกบางชนิด
แต่ก่อนจะยกชุดจานชามสเตนเลสมาใช้ทั้งบ้าน มีข้อคิดที่อยากชวนให้พิจารณากันดูค่ะ
– เรื่องความร้อน: สเตนเลสเป็นตัวนำความร้อนที่ดีมาก ๆ เวลาใส่อาหารร้อน ๆ ลงไป จานชามก็จะร้อนตามไปด้วย ต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับเด็กเล็กที่อาจจะยังไม่รู้ว่าอะไรจับได้หรือจับไม่ได้
– รอยขีดข่วน: แม้จะไม่แตกง่าย แต่จานชามสเตนเลสก็เป็นรอยได้ง่ายเหมือนกันนะคะ ถ้าใช้ช้อนส้อมขูดบ่อย ๆ หรือล้างด้วยฝอยขัดหม้อแข็ง ๆ ก็อาจเกิดรอยได้ ซึ่งรอยเหล่านี้บางครั้งก็เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ถ้าทำความสะอาดไม่ทั่วถึง
– เสียงที่อาจจะดัง: บางทีเวลาเด็ก ๆ ใช้ช้อนส้อมเคาะกับจานสเตนเลส เสียงที่เกิดขึ้นอาจจะดังและบาดหูพอสมควรเลยค่ะ ยิ่งถ้ามีหลายคนกินพร้อมกันก็อาจจะเกิดความรำคาญได้
โดยรวมแล้ว จานชามสเตนเลสก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีในหลาย ๆ ด้าน เพียงแต่เราต้องเข้าใจข้อจำกัดของมันและเลือกใช้ให้เหมาะสมกับวัยและพฤติกรรมของลูกน้อยค่ะ หากอยากรู้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม ลองอ่าน คู่มือจาก KitzYou ที่เจาะลึกเรื่องจานชามสเตนเลสได้เลยค่ะ
เรื่องการล้างขวดนี่ดูเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ แล้วก็มีรายละเอียดที่ต้องคิดเหมือนกันนะ โดยเฉพาะขวดที่มีคราบติดก้น หรือขวดทรงสูงที่มือเราเอื้อมไม่ถึง แปรงล้างขวดเลยกลายเป็นตัวช่วยสำคัญ แต่จะเลือกแบบซิลิโคนหรือแบบไนลอนดีล่ะ วันนี้เรามาดูกันแบบบ้านๆ เลยว่าสองแบบนี้ต่างกันยังไง
แปรงไนลอน: ตัวเก๋าที่คุ้นเคย
แปรงไนลอนเป็นแบบที่เราเห็นบ่อยๆ ตามบ้าน ข้อดีคือขนแปรงจะค่อนข้างแข็ง มีแรงขัดดี เหมาะกับการขัดคราบฝังแน่นที่ก้นขวดหรือขอบๆ ที่เริ่มมีตะกรัน อย่างคราบชา กาแฟ หรือคราบนมที่ติดแน่นๆ เนี่ย แปรงไนลอนจัดการได้ค่อนข้างดีเลยล่ะ แต่ข้อเสียคือ ถ้าใช้ไปนานๆ ขนแปรงอาจจะเริ่มบาน หรือบางทีก็อาจจะเก็บความชื้น ทำให้แห้งช้าไปหน่อย
แปรงซิลิโคน: น้องใหม่ไฟแรง
แปรงซิลิโคนช่วงหลังๆ มานี้ก็เริ่มฮิตขึ้นเรื่อยๆ ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือเรื่องความสะอาดและสุขอนามัย เพราะซิลิโคนมันไม่ค่อยดูดซับน้ำ แห้งเร็ว ทำให้โอกาสเกิดเชื้อราหรือแบคทีเรียน้อยกว่า และทำความสะอาดง่าย จะเอาไปลวกน้ำร้อนฆ่าเชื้อก็ยังได้ ความทนทานก็สูงกว่าไนลอน ไม่ค่อยบานง่ายๆ แต่เรื่องการขจัดคราบฝังแน่นมากๆ แปรงซิลิโคนอาจจะไม่ได้มีแรงขัดเท่าแปรงไนลอนนะ
เลือกแบบไหนดี?
– ถ้าเน้นขัดคราบหนักๆ หรือคราบที่ติดแน่น แปรงไนลอนอาจจะตอบโจทย์กว่าในเรื่องของแรงขัด
– ถ้าเน้นเรื่องสุขอนามัย ความทนทาน และการดูแลรักษาง่าย โดยเฉพาะขวดนมเด็ก หรือขวดที่ต้องการความสะอาดเป็นพิเศษ แปรงซิลิโคนจะเหมาะกว่า
สรุปแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเน้นอะไรนะ ถ้าอยากรู้ รายละเอียดเรื่องแปรงล้างขวด ซิลิโคน และไนลอนเพิ่มเติม ลองไปอ่านดูได้เลย แต่อย่าลืมว่าไม่ว่าจะเป็นแปรงแบบไหน สิ่งสำคัญคือต้องล้างทำความสะอาดและเก็บให้แห้งทุกครั้งหลังใช้งาน เพื่อสุขอนามัยที่ดีของภาชนะในครัวของเรานะ
เดี๋ยวนี้เวลาไปซื้อน้ำยาล้างจาน เห็นหลายยี่ห้อมีสูตร “ออร์แกนิก” หรือ “ธรรมชาติ” วางคู่กับแบบปกติ ราคาก็สูงกว่าพอสมควร เลยสงสัยว่ามันต่างกันยังไง แล้วเราควรจะเลือกแบบไหนดี
โดยทั่วไปแล้ว น้ำยาล้างจานออร์แกนิกมักจะใช้ส่วนผสมที่มาจากพืชหรือธรรมชาติเป็นหลัก เช่น สารสกัดจากมะกรูด ส้ม หรือว่านหางจระเข้ ซึ่งมักจะอ่อนโยนต่อผิวมากกว่า และไม่มีสารเคมีบางชนิดที่อาจก่อการระคายเคืองอย่างพวกสารแต่งสี สารกันเสีย หรือน้ำหอมสังเคราะห์เข้มข้น
ส่วนน้ำยาล้างจานแบบทั่วไปก็มีประสิทธิภาพในการขจัดคราบมันได้ดีเยี่ยมเหมือนกัน เพราะมีส่วนผสมของสารเคมีที่ออกแบบมาเพื่อการทำความสะอาดโดยเฉพาะ ข้อดีคือหาซื้อง่าย ราคาเข้าถึงได้
แล้วปลอดภัยกว่าจริงไหม? ถ้าคุณเป็นคนผิวแพ้ง่าย หรือกังวลเรื่องสารเคมีตกค้าง น้ำยาล้างจานออร์แกนิกก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะลดโอกาสการสัมผัสสารเคมีบางตัวที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ แต่ต้องบอกว่าน้ำยาล้างจานทุกยี่ห้อที่วางขายในท้องตลาดก็ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยมาแล้วในระดับหนึ่ง เพียงแต่บางคนอาจจะไวต่อสารบางชนิดมากกว่าคนอื่น
สุดท้ายแล้ว การเลือกใช้น้ำยาล้างจานขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวและงบประมาณของคุณ ถ้าเน้นความอ่อนโยนต่อผิวและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (ในแง่ของส่วนผสม) น้ำยาล้างจานออร์แกนิกก็ตอบโจทย์ แต่ถ้ามองหาประสิทธิภาพการทำความสะอาดที่ดีในราคาที่คุ้มค่า สูตรทั่วไปก็ยังใช้งานได้ดีมาก ลองพิจารณาดูว่าอะไรสำคัญกับคุณที่สุด อ่านฉบับเต็มที่ KitzYou เพื่อตัดสินใจเลือกน้ำยาล้างจานให้เหมาะกับครัวของคุณ
เคยสงสัยไหมว่าทำไมทอดไก่ร้านโปรดถึงกรอบอร่อยต่างจากที่เราทำเองที่บ้าน ทั้งที่ก็ใช้น้ำมันยี่ห้อดังเหมือนกัน? จริงๆ แล้วเรื่องความกรอบของของทอดไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับยี่ห้อน้ำมันอย่างเดียว แต่มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลยครับ
หัวใจสำคัญอย่างแรกคือ “จุดเกิดควัน (Smoke Point)” ของน้ำมันแต่ละชนิด จุดนี้แหละที่บอกว่าน้ำมันนั้นๆ ทนความร้อนได้แค่ไหน ถ้าน้ำมันมีจุดเกิดควันต่ำ แต่เราเอาไปทอดที่อุณหภูมิสูงเกินไป น้ำมันก็จะเริ่มไหม้และมีควันออกมาเร็ว ทำให้ของทอดไม่อร่อย แถมยังอมน้ำมันอีกต่างหาก
นอกจากจุดเกิดควันแล้ว “อุณหภูมิในการทอด” ก็สำคัญไม่แพ้กัน การควบคุมอุณหภูมิน้ำมันให้คงที่ตลอดการทอดจะช่วยให้ของทอดสุกทั่วถึงและกรอบกำลังดี ถ้าไฟอ่อนไปของจะอมน้ำมัน ถ้าไฟแรงไปของก็จะไหม้ก่อนสุก
อีกปัจจัยหนึ่งที่หลายคนมองข้ามคือ “ความชื้น” ในวัตถุดิบ ยิ่งวัตถุดิบมีความชื้นมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีผลต่ออุณหภูมิน้ำมันและคุณภาพของความกรอบ ลองสังเกตดูว่าเวลาทอดของที่ยังแฉะๆ อยู่ น้ำมันจะกระเด็นและเสียงดังกว่าปกติ นั่นแหละครับคือสัญญาณว่าน้ำกับน้ำมันกำลังทำปฏิกิริยากันอยู่
สรุปคือ การจะทอดของให้กรอบอร่อยแบบมืออาชีพ ไม่ใช่แค่เลือกน้ำมันดีๆ เท่านั้น แต่ต้องเข้าใจคุณสมบัติของน้ำมันแต่ละชนิด การควบคุมอุณหภูมิ และการเตรียมวัตถุดิบด้วย ถ้าอยากรู้ลึกกว่านี้ว่าน้ำมันแต่ละแบบเหมาะกับการทอดอะไรบ้าง หรือมีเทคนิคการทอดที่ช่วยให้ของไม่อมน้ำมันได้อย่างไรบ้าง ลอง อ่านต่อ แล้วจะรู้ว่าเรื่องน้ำมันทอดนี่มีรายละเอียดอีกเยอะเลยครับ
เคยไหมที่ทำกับข้าวอร่อย ๆ แต่พอตักข้าวเข้าปากแล้วรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่? บางทีอาจเป็นเพราะเราเลือกชนิดข้าวไม่เข้ากับกับข้าวนั้น ๆ ก็ได้นะ!
ข้าวแต่ละชนิดมีเสน่ห์ต่างกันไป อย่าง ข้าวหอมมะลิ ที่เราคุ้นเคยกันดี จะมีความนุ่ม หอม และเป็นเม็ดสวย เหมาะกับกับข้าวที่มีรสชาติจัดจ้านหน่อย เช่น แกงเผ็ด ผัดกะเพรา หรืออะไรที่ต้องการความกลมกล่อมเข้ากัน
ส่วน ข้าวกล้อง ที่หลายคนเน้นเรื่องสุขภาพ ก็จะมีเนื้อสัมผัสที่หนึบกว่า มีไฟเบอร์สูง เหมาะกับกับข้าวที่เน้นความสดชื่น หรือต้องการเคี้ยวเพลิน ๆ อย่างน้ำพริกผักต้ม หรือเมนูที่กินกับปลาทูทอดก็อร่อย
แล้ว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ล่ะ? ข้าวพันธุ์นี้จะสีเข้มหน่อย มีสารอาหารสูง และมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มหนึบกำลังดี เหมาะกับเมนูที่ต้องการความเฮลตี้ หรือจะกินกับสเต๊กแบบไทย ๆ ก็เข้ากันนะ
การเลือกข้าวให้ถูกชนิด ไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบ แต่ยังช่วยเสริมรสชาติของกับข้าวให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ลองดูเทคนิคเพิ่มเติมในการเลือกข้าวแต่ละชนิดให้เข้ากับเมนูอาหารไทยได้ที่ KitzYou แล้วคุณจะรู้ว่าข้าวที่ใช่ ทำให้มื้ออาหารพิเศษขึ้นได้จริง ๆ
เคยไหมที่อยากลองทำขนมฝรั่งสวย ๆ แต่พอเจอสูตรเป็นคัพ ออนซ์ ปอนด์ แล้วถึงกับกุมขมับ? ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะหน่วยวัดบ้านเรากับฝรั่งต่างกันลิบลับ แถมบางทีเครื่องชั่งที่บ้านก็ไม่มีหน่วยพวกนี้อีก
ปัญหาคือถ้าเรากะเอาเอง หรือแปลงแบบคร่าว ๆ โอกาสที่ขนมจะออกมาไม่เหมือนต้นฉบับก็สูงมากเลยนะ บางทีอาจจะเหลวไป แข็งไป หรือรสชาติเพี้ยนไปเลยก็มี ยิ่งพวกเบเกอรี่ที่ต้องการความแม่นยำสูง ๆ นี่สำคัญมาก
– คัพ (Cup): ที่เห็นบ่อยสุด ๆ ในสูตรฝรั่ง แต่คัพของแห้งกับของเหลวก็มีน้ำหนักต่างกัน แถมคัพของอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลียก็ไม่เท่ากันอีก!
– ออนซ์ (Ounce): หน่วยวัดน้ำหนักที่มักเจอในส่วนผสมปริมาณน้อย ๆ
– ปอนด์ (Pound): สำหรับส่วนผสมที่มีปริมาณเยอะขึ้นมาหน่อย
ทางออกที่ดีที่สุดคือการแปลงหน่วยให้เป็นกรัมหรือมิลลิลิตร ซึ่งเป็นหน่วยที่เราคุ้นเคยและชั่งตวงได้ง่ายกว่ามาก การมีตารางเทียบหน่วยที่เชื่อถือได้จะช่วยให้เราไม่ต้องมานั่งเดาเองอีกต่อไป แถมยังช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย ใครที่ยังไม่ชำนาญเรื่องการ แปลงหน่วย ทำอาหาร โดยเฉพาะการอบขนม ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตารางแปลงหน่วยมาตรฐานดู รับรองว่าชีวิตในครัวจะง่ายขึ้นเยอะเลย
เคยไหม? ทำกับข้าวหลายอย่างพร้อมกัน แล้วมีอย่างนึงไหม้ อีกอย่างเย็นชืดไปแล้ว? ปัญหาโลกแตกของคนรักการทำอาหารที่อยากจัดเต็มหลายเมนูในมื้อเดียว
ครัวมืออาชีพเขามีเทคนิคจัดการเรื่องนี้กันยังไงให้ทุกจานออกมาเพอร์เฟกต์พร้อมเสิร์ฟ ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าอันไหนจะพังก่อนกัน บอกเลยว่ามันคือเรื่องของการวางแผนและจังหวะเวลาล้วนๆ
– ลำดับความสำคัญ: เริ่มจากเมนูที่ใช้เวลานานที่สุดก่อน เช่น อบ ตุ๋น เคี่ยว ส่วนเมนูที่สุกเร็วอย่างผัดหรือลวก เก็บไว้ทำท้ายๆ
– ใช้ทุกเตาให้คุ้ม: ถ้ามีเตาหลายหัว ก็กระจายการทำงานให้ทั่วถึง แต่ก็ต้องคุมไฟแต่ละเตาให้ดีนะ ไม่ใช่เปิดทิ้งไว้แล้วไปสนใจอย่างอื่นจนลืม
– จัดเตรียมวัตถุดิบ: หั่น ซอย เตรียมส่วนผสมให้พร้อมก่อนลงมือทำจริง จะช่วยประหยัดเวลาและลดความวุ่นวายตอนอยู่หน้าเตาได้เยอะ
– ตั้งเวลาช่วย: ตัวช่วยง่ายๆ ที่หลายคนมองข้าม การตั้งเวลาจะช่วยเตือนให้เราเช็กอาหารแต่ละอย่างได้ทัน ไม่ปล่อยให้สุกเกินไปจนไหม้ หรือลืมไปเลย
หลักๆ คือต้องรู้จักเมนูตัวเองว่าแต่ละอย่างใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ แล้วค่อยมาจัดลำดับการลงมือทำ การคุมไฟก็สำคัญมากเช่นกัน ไม่ใช่ว่าเร่งไฟแรงๆ เพื่อให้เร็วขึ้น แต่กลายเป็นว่าข้างนอกไหม้ข้างในไม่สุก ลองเอาเทคนิคพวกนี้ไปปรับใช้ดู รับรองว่าครัวของคุณจะจัดการได้ดีขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ ส่วนใครที่อยากรู้เทคนิคแบบละเอียดมากขึ้น ลองไปอ่านต่อได้ที่ KitzYou เลยนะ