ทุกวันนี้ชีวิตเร่งรีบ การอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟกลายเป็นเรื่องปกติ แต่เคยสังเกตไหมว่ากล่องข้าวพลาสติกที่เราใช้ บางทีก็มีปัญหากับความร้อน
บ่อยครั้งที่เราเห็นพลาสติกบิดเบี้ยว หรือบางทีก็มีกลิ่นแปลกๆ ออกมา นั่นเป็นเพราะพลาสติกแต่ละชนิดมีคุณสมบัติทนความร้อนไม่เหมือนกัน การเลือกใช้ให้ถูกประเภทจึงสำคัญมาก
พลาสติกที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดสำหรับการนำเข้าไมโครเวฟคือ พลาสติก PP หรือพลาสติกเบอร์ 5 ที่ด้านใต้กล่องมักจะมีสัญลักษณ์สามเหลี่ยมและเลข 5 กำกับอยู่ พลาสติกชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ดี ไม่ปลดปล่อยสารเคมีอันตรายออกมาปนเปื้อนในอาหารเมื่อโดนความร้อน
นอกจากนี้ การใช้งานก็ควรระมัดระวัง ไม่ควรให้พลาสติกสัมผัสกับอาหารที่มีไขมันสูงโดยตรงเป็นเวลานาน เพราะไขมันสามารถอมความร้อนได้มากกว่าน้ำ และอาจทำให้พลาสติกเสื่อมสภาพเร็วขึ้นได้
การเลือกกล่องข้าวที่ถูกต้อง นอกจากจะช่วยยืดอายุการใช้งานแล้ว ยังช่วยให้เรามั่นใจในความปลอดภัยของอาหารที่รับประทานอีกด้วย ลองหันมาดูสัญลักษณ์ใต้กล่องก่อนใช้งานทุกครั้ง เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเองนะ อ่านต่อ
เคยไหม อยากอบเค้กแต่มีพิมพ์ไม่ตรงตามสูตร? จะลดหรือเพิ่มส่วนผสมก็กลัวพลาด บางทีก็กะ ๆ เอา แต่สุดท้ายก็ออกมาไม่เป๊ะอย่างที่คิด บางทีเนื้อเค้กก็แข็งไป บางทีก็เหลวเกิน
ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะการปรับสูตรเค้กให้เข้ากับขนาดพิมพ์ที่เปลี่ยนไปมันมีหลักการอยู่ ไม่ใช่แค่การคูณสองหรือหารสองง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องของ “พื้นที่” ที่ส่วนผสมจะต้องไปเติมเต็มต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญของการคำนวณที่ถูกต้อง
คิดภาพง่าย ๆ พิมพ์เค้กกลมขนาด 1 ปอนด์ กับ 2 ปอนด์ ถึงจะดูต่างกันไม่มาก แต่พื้นที่ด้านในที่เค้กจะฟูขึ้นมามันต่างกันพอสมควรเลยนะ ถ้าเราไม่คำนวณให้ดี ส่วนผสมที่ได้อาจจะเยอะไปจนล้นพิมพ์ หรือน้อยไปจนเค้กแบนแต๋ไม่สวย
ดังนั้น ถ้าอยากอบเค้กแล้วได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าเค้กจะออกมายังไง การเรียนรู้การปรับสูตรให้ถูกต้องตามขนาดพิมพ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ค่ะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาและวัตถุดิบไปโดยเปล่าประโยชน์ ถ้าอยากรู้หลักการคำนวณและตารางเปรียบเทียบพิมพ์ยอดนิยมแบบละเอียด ลองไปอ่านฉบับเต็มที่ KitzYou ได้เลย รับรองว่าคราวหน้าทำเค้กได้เป๊ะทุกขนาดแน่นอน!
เคยไหมที่อยากอบขนม แต่พอจะหยิบวัตถุดิบมาใช้ แป้งดันขึ้นรา เนยหืน หรือน้ำตาลจับตัวเป็นก้อนซะแล้ว? ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่นักอบขนมหลายคนเจอ เพราะการเก็บวัตถุดิบเบเกอรี่ให้ถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ใช่แค่วางทิ้งไว้เฉยๆ แล้วจะใช้ได้นานเสมอไป
หัวใจสำคัญของการเก็บวัตถุดิบเหล่านี้คือการควบคุมความชื้นและอุณหภูมิ ลองมาดูวิธีง่ายๆ ที่ช่วยยืดอายุวัตถุดิบของคุณกัน:
– แป้ง: ไม่ว่าจะเป็นแป้งเค้ก แป้งอเนกประสงค์ หรือแป้งชนิดอื่นๆ ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ป้องกันอากาศเข้า และวางไว้ในที่แห้ง เย็น พ้นจากแสงแดดและความชื้น การแช่ตู้เย็นช่วยยืดอายุได้อีกขั้น โดยเฉพาะถ้าอากาศที่บ้านร้อนชื้น
– เนย: เนยสดควรเก็บในช่องแช่เย็นเสมอ โดยห่อกระดาษไขหรือพลาสติกแรปให้มิดชิด เพื่อไม่ให้ซับกลิ่นจากอาหารอื่นในตู้เย็น ถ้ายังไม่ใช้ในเร็วๆ นี้ ก็สามารถหั่นเป็นก้อนเล็กๆ แล้วแช่แข็งเก็บไว้ได้นานเป็นเดือนๆ เลยนะ
– น้ำตาล: ปัญหาคลาสสิกของน้ำตาลคือน้ำตาลทรายแดงที่ชอบจับตัวเป็นก้อนแข็งโป๊ก! วิธีแก้คือเก็บในภาชนะสุญญากาศ หรือจะใส่ชิ้นขนมปังแผ่นเล็กๆ ลงไปในโหลน้ำตาลทรายแดงด้วยก็ได้ มันจะช่วยดูดซับความชื้นและทำให้น้ำตาลไม่แข็งตัวง่าย ส่วนน้ำตาลทรายขาวก็เก็บในภาชนะปิดสนิทเหมือนกัน
– ผงฟูและเบกกิ้งโซดา: สองตัวนี้สำคัญกับการขึ้นฟูของขนมมาก ควรเก็บในภาชนะเดิมที่ปิดแน่น หรือใส่ในโหลที่ปิดสนิทเช่นกัน และเก็บในที่แห้งเย็น ถ้าเก็บไม่ดี ประสิทธิภาพจะลดลง ทำให้ขนมไม่ฟูตามที่ต้องการนะ
การลงทุนกับภาชนะเก็บวัตถุดิบดีๆ สักหน่อย ช่วยให้คุณประหยัดเงินในระยะยาว เพราะไม่ต้องทิ้งของที่เสียไปก่อนเวลาอันควร และยังมั่นใจได้ว่าขนมที่ทำออกมาจะมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีทุกครั้ง ใครอยากรู้เคล็ดลับเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำขนม ลอง ดูที่ KitzYou ได้เลย มีบทความดีๆ เพียบ!
ทำสเต๊กกินเองที่บ้าน ใครว่ายาก? เทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราได้สเต๊กสุกกำลังดีตามที่ต้องการเลยคือการวัดอุณหภูมิเนื้อนั่นเองค่ะ หลายคนอาจจะคิดว่าแค่ดูสีเนื้อก็พอแล้ว แต่จริงๆ แล้วการใช้เครื่องมือวัดอุณหภูมิจะช่วยให้ผลลัพธ์แม่นยำกว่ามาก
เครื่องวัดอุณหภูมิเนื้อสัตว์ที่นิยมใช้กันก็มีอยู่ 2 แบบหลักๆ
– แบบเสียบปัก: อันนี้จะใช้การเสียบปลายแหลมของเครื่องมือเข้าไปในเนื้อโดยตรง เพื่อวัดอุณหภูมิภายในเนื้อ เหมาะมากกับการวัดความสุกของสเต๊ก หมูอบ หรือไก่อบ ทำให้เรากะความสุกได้เป๊ะๆ ว่าจะเอาแบบแรร์ มีเดียม หรือเวลล์ดัน ถ้าอยากได้สเต๊กที่สุกกำลังดีตามใจ แบบเสียบปักนี่แหละคือตัวช่วยชั้นดีเลย
– แบบอินฟราเรด: ส่วนแบบอินฟราเรดจะใช้วิธีสแกนพื้นผิวเพื่อวัดอุณหภูมิ ไม่ต้องสัมผัสกับอาหารโดยตรง สะดวก รวดเร็ว แต่ข้อจำกัดคือมันจะวัดได้แค่อุณหภูมิพื้นผิวด้านนอกเท่านั้น ไม่สามารถบอกอุณหภูมิภายในเนื้อได้ เหมาะกับการเช็คอุณหภูมิน้ำมันทอด เช็คความร้อนของกระทะ หรืออุณหภูมิบนพื้นผิวอาหารมากกว่า
ดังนั้น ถ้าเป้าหมายของเราคือการทำสเต๊กที่สุกเป๊ะๆ ข้างในเนื้อ แบบเสียบปักคือสิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุดค่ะ ส่วนแบบอินฟราเรดก็มีประโยชน์ในงานครัวอื่นๆ แต่ถ้าให้เลือกสำหรับวัดความสุกเนื้อจริงๆ แนะนำแบบเสียบปักดีกว่าค่ะ ลองไปดูข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อตัดสินใจเลือกที่เหมาะกับคุณได้ที่ KitzYou เลยค่ะ
เคยสงสัยไหมว่าแก้วไวน์คริสตัลมันดีกว่าแก้วธรรมดายังไง ทำไมราคาถึงต่างกันเยอะ แล้วเวลาเลือกซื้อมาใช้ในบ้านเราควรจะเลือกแบบไหนดีให้คุ้มค่าและทนทาน?
เท่าที่ลองใช้มาหลายแบบ ส่วนตัวมองว่าแก้วคริสตัลนี่เรื่องความใสนี่กินขาดจริง ๆ เวลาเทไวน์ลงไปแล้วแสงมันสะท้อนสวยมาก ทำให้เครื่องดื่มดูน่าสนใจขึ้นเยอะเลยครับ แถมเสียงเวลาเคาะเบาๆ ก็เพราะกว่าแก้วธรรมดาด้วยนะ
แต่ข้อเสียที่เห็นได้ชัดเลยคือมันบอบบางกว่าแก้วธรรมดามาก ทำตกทีไรใจหายแวบทุกที ถ้าบ้านไหนมีเด็กเล็กหรือเลี้ยงสัตว์ อาจจะต้องคิดหนักหน่อย เพราะโอกาสแตกมีสูงกว่า
ส่วนแก้วธรรมดาเนี่ย จุดแข็งคือความทนทานครับ ตกแล้วไม่แตกง่ายเท่าคริสตัล ราคาเป็นมิตรกับกระเป๋ามากกว่าด้วย เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันที่ไม่ต้องมานั่งระวังมากนัก ล้างง่าย เก็บง่าย ไม่ต้องกลัวเป็นรอยเยอะเท่าคริสตัล
ถ้าถามว่าแบบไหนเหมาะกับครัวบ้านเราที่สุด ส่วนตัวคิดว่าขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์เลยครับ
– ถ้าชอบความสวยงาม พิถีพิถัน เน้นสุนทรียภาพในการดื่ม และพร้อมดูแลรักษาเป็นพิเศษ แก้วไวน์คริสตัลตอบโจทย์แน่นอน
– ถ้าเน้นใช้งานจริง ทนทาน ไม่ต้องกังวลมาก และงบประมาณเป็นปัจจัยสำคัญ แก้วธรรมดานี่แหละคือตัวเลือกที่ดีที่สุด
ลองชั่งน้ำหนักดูว่าอะไรสำคัญกับคุณมากกว่ากันครับ สำหรับข้อมูลเปรียบเทียบเชิงลึกและคำแนะนำดีๆ เพิ่มเติม ลองไป อ่านฉบับเต็มที่ KitzYou ได้เลย ผมว่ามีประโยชน์มากเลยล่ะ
หลายคนน่าจะเคยเจอปัญหาเลือกแก้วเก็บอุณหภูมิมาใช้แล้วไม่ถูกใจเท่าไร บางทีก็เก็บความเย็นได้ไม่นานอย่างที่คิด หรือไม่ก็ล้างยาก มีคราบกาแฟติดจนเสียอารมณ์
ก่อนจะตัดสินใจซื้อแก้วใหม่ ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่เราต้องพิจารณา เพื่อให้ได้แก้วที่ตอบโจทย์การใช้งานของเราจริง ๆ
– วัสดุและฉนวน: อันดับแรกเลยคือวัสดุที่ใช้ทำแก้ว ส่วนใหญ่จะเป็นสเตนเลสสตีลเกรดดี เพราะทนทาน ไม่เป็นสนิม และเก็บอุณหภูมิได้ดีเยี่ยม ส่วนเรื่องฉนวนกันความร้อน/เย็น ก็สำคัญไม่แพ้กัน ระบบสุญญากาศแบบผนังสองชั้นเป็นมาตรฐานที่ควรมี
– ขนาดและน้ำหนัก: เลือกขนาดที่เหมาะกับปริมาณเครื่องดื่มที่เราดื่มเป็นประจำ และน้ำหนักที่ไม่มากเกินไป พกพาสะดวก
– ฝาปิด: สำคัญมาก ๆ สำหรับการเก็บอุณหภูมิที่ดี และป้องกันการหกเลอะเทอะ ควรเลือกฝาที่ปิดสนิท มีซีลยางคุณภาพดี และเปิด-ปิดง่าย
– ทำความสะอาดง่าย: ข้อนี้หลายคนมองข้ามไป แก้วที่ดีควรออกแบบมาให้ล้างง่าย ไม่มีซอกมุมที่ทำความสะอาดยาก เพื่อลดการสะสมของคราบและกลิ่น
ส่วนเรื่องคราบหรือกลิ่นติดแก้ว โดยเฉพาะคราบกาแฟหรือชา ปัญหานี้สามารถแก้ได้ไม่ยาก เพียงแค่ล้างแก้วทันทีหลังใช้งาน และใช้แปรงล้างแก้วที่มีด้ามยาวเข้าถึงก้นแก้วได้ ที่สำคัญคือการผึ่งแก้วให้แห้งสนิทก่อนเก็บ หากมีกลิ่นติด ลองใช้เบกกิ้งโซดาผสมน้ำแล้วแช่ทิ้งไว้สักพัก ก็ช่วยได้เยอะเลยนะ
ถ้าอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกแก้วเก็บอุณหภูมิให้เก็บความเย็น-ร้อนได้นานที่สุดจริง พร้อมวิธีทำความสะอาดแบบละเอียด ลอง คลิกอ่านต่อ ได้เลย รับรองว่าได้ไอเดียไปเลือกแก้วใบใหม่ที่ถูกใจแน่นอน
หลายคนคงเคยยืนลังเลหน้าชั้นวางเขียง ว่าจะเลือกแบบไหนดีนะ? เขียงนี่เป็นอุปกรณ์สำคัญในครัวเลยนะ เพราะเป็นฐานที่เราใช้เตรียมวัตถุดิบทุกอย่าง ตั้งแต่หั่นผัก ไปจนถึงสับเนื้อสัตว์
หลักๆ แล้ว เขียงที่ใช้กันบ่อยๆ ก็จะมี 3 แบบ คือ เขียงไม้ เขียงพลาสติก และเขียงแก้ว ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันชัดเจน
– เขียงไม้: ให้ความรู้สึกคลาสสิก ดูเป็นธรรมชาติ ข้อดีคือถนอมคมมีดได้ดีเยี่ยม แต่ก็ต้องแลกมากับการดูแลรักษาที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เช่น ไม่ควรแช่น้ำนานๆ และต้องผึ่งให้แห้งสนิทเพื่อป้องกันเชื้อรา
– เขียงพลาสติก: เป็นที่นิยมเพราะมีน้ำหนักเบา หาซื้อง่าย และทำความสะอาดค่อนข้างสะดวก แต่ก็มีข้อควรระวังเรื่องรอยมีดที่อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ง่าย หากใช้ไปนานๆ ก็ควรเปลี่ยนใหม่
– เขียงแก้ว: ดูสวยงาม ทันสมัย ทำความสะอาดง่ายมาก และไม่เป็นที่สะสมของแบคทีเรียแน่นอน แต่ข้อเสียคือมีดจะทื่อเร็วมาก และอาจมีเสียงดังเวลาหั่น อาจจะไม่เหมาะกับงานที่ต้องใช้แรงเยอะๆ หรือความละเอียดอ่อน
จริงๆ แล้ว การเลือกเขียงที่เหมาะสมกับการใช้งานของเรา ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเน้นเรื่องอะไรเป็นพิเศษ เช่น ถ้าคุณรักมีดคมๆ เขียงไม้อาจเป็นคำตอบ แต่ถ้าเน้นความสะดวกในการทำความสะอาด เขียงพลาสติกหรือแก้วก็อาจจะเหมาะกว่า
ก่อนตัดสินใจซื้อ ลองพิจารณาดูว่าคุณใช้งานแบบไหนบ่อยที่สุด และให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด เพื่อให้ได้เขียงที่ตอบโจทย์การทำอาหารของคุณได้ดีที่สุด ลองอ่านฉบับเต็มเปรียบเทียบจาก KitzYou ได้ที่ เขียงไม้ เขียงพลาสติก เขียงแก้ว เปรียบเทียบจากการใช้งานจริงในครัว
เคยไหมที่ยืนงงหน้าชั้นวางซอสในซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่รู้จะหยิบขวดไหนดี เพราะหน้าตาคล้ายกันไปหมด ทั้งน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส ดูเผินๆ อาจคิดว่าใช้แทนกันได้ แต่จริงๆ แล้วแต่ละตัวมีหน้าที่และรสชาติเฉพาะตัวนะ!
น้ำมันหอย: ตัวนี้จะให้รสกลมกล่อม มีความเค็มปนหวานนิดๆ และมีเนื้อสัมผัสที่ข้นเหนียว เหมาะกับการผัดผักต่างๆ หรือใช้หมักเนื้อสัตว์ให้รสชาติเข้าเนื้อ หลายคนชอบใช้เป็นซอสหลักในการปรุงอาหารที่ต้องการความเข้มข้น
ซีอิ๊วขาว: ตัวเอกของอาหารไทยหลายจาน ให้ความเค็มและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ มีหลายสูตร ตั้งแต่ซีอิ๊วขาวธรรมดาไปจนถึงซีอิ๊วขาวเห็ดหอม หรือซีอิ๊วขาวสำหรับอาหารเจ ซึ่งแต่ละสูตรก็ให้รสชาติและกลิ่นที่ต่างกันไป เหมาะกับการใช้ปรุงรสตอนทำน้ำซุป ผัด หรือแม้แต่เป็นน้ำจิ้มก็ยังได้
ซอสปรุงรส: คล้ายกับซีอิ๊วขาวแต่จะให้กลิ่นหอมที่ต่างออกไป บางยี่ห้อมีส่วนผสมที่หลากหลายกว่า ทำให้รสชาติซับซ้อนขึ้น มักใช้ในอาหารที่ต้องการความหอมเป็นพิเศษ หรือใช้หมักเนื้อสัตว์ก็ได้เหมือนกัน เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้รสชาติอาหารกลมกล่อมขึ้นมาทันที
การเลือกใช้ซอสแต่ละตัวให้ถูกกับประเภทอาหารจะช่วยให้อาหารอร่อยขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ ส่วนเรื่องยี่ห้อก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล บางคนชอบความเค็ม บางคนชอบความหอมที่ต่างกันไป ลองซื้อมาใช้ทีละนิดแล้วเปรียบเทียบดูว่าชอบรสชาติแบบไหนที่สุดจะช่วยให้การทำอาหารสนุกขึ้นเยอะเลยนะ หรือถ้าอยากรู้ว่าแต่ละตัวต่างกันยังไงและซอสไหนที่ครัวบ้านขาดไม่ได้จริงๆ ลองอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บทความนี้เลย รับรองว่าเข้าใจแจ่มแจ้งแน่นอน!
เคยไหมที่ช้อนไม่พอดีกับจาน หรือตักอาหารแล้วหกเลอะเทอะ? เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเลือกช้อนนี่แหละที่ทำให้มื้ออาหารของเราราบรื่นขึ้นเยอะเลยนะ
สำหรับโต๊ะอาหารไทยของเรา ช้อนแต่ละแบบก็มีหน้าที่ต่างกันไป ลองมาดูกันว่าช้อนแบบไหนที่เหมาะกับอาหารไทยๆ ของเราบ้าง:
– ช้อนกลาง: ตัวช่วยสำคัญเวลาทานอาหารร่วมกัน ควรเลือกขนาดที่พอดี ไม่ใหญ่ไป ไม่เล็กไป ตักกับข้าวได้สะดวก และที่สำคัญคือต้องแข็งแรง ทนทาน ไม่บิดงอง่ายๆ เพราะต้องใช้งานบ่อย
– ช้อนซุป: สำหรับอาหารน้ำๆ อย่างแกงจืด ต้มยำ หรือแกงส้ม ช้อนซุปที่ดีควรมีรูปทรงที่ตักน้ำแกงได้ดี ไม่หกเลอะเทอะ และมีด้ามจับถนัดมือ
– ช้อนกาแฟ/ช้อนชา: เล็กกระทัดรัด เอาไว้คนกาแฟ ชา หรือตักขนมหวานพอดีคำ ช้อนแบบนี้ควรจะทนทานต่ออุณหภูมิร้อนๆ ได้ดี และไม่เป็นรอยง่าย
วัสดุก็สำคัญไม่แพ้กัน ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้กันคือสเตนเลส เพราะทนทาน ทำความสะอาดง่าย และไม่เป็นสนิม แต่ก็มีเกรดของสเตนเลสที่ต่างกันไป ถ้าอยากได้แบบที่ทนทานจริงๆ ลองดูที่ KitzYou สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
การเลือกช้อนที่เหมาะสม นอกจากจะช่วยให้การรับประทานอาหารสะดวกขึ้นแล้ว ยังช่วยเสริมบรรยากาศบนโต๊ะอาหารให้ดูน่าทานยิ่งขึ้นด้วยนะ
เรื่องเล็กๆ อย่างการเลือกถุงขยะก็มีผลต่อความสะดวกสบายในครัวเราเหมือนกันนะ บางคนอาจจะคิดว่าก็แค่ถุงขยะ จะต่างอะไรกันนัก แต่จริงๆ แล้วถุงขยะแบบมีหูผูก กับแบบม้วนมันมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันพอสมควรเลย
สำหรับบ้านไหนที่ขยะไม่ได้เยอะมาก หรือเป็นขยะแห้งๆ หน่อย แบบม้วนก็อาจจะตอบโจทย์ เพราะมันประหยัดพื้นที่เก็บ ดึงใช้ได้ทีละใบ แต่ถ้าเป็นขยะเปียก หรือมีปริมาณมาก ถุงแบบมีหูผูกจะช่วยให้จัดการง่ายกว่าเยอะเลย เพราะมันผูกปากถุงได้สนิท ป้องกันกลิ่น และลดโอกาสที่น้ำขยะจะหกเลอะเทอะตอนยกไปทิ้งได้ดีกว่ามาก
ส่วนตัวเราชอบแบบมีหูผูกนะ ยิ่งบ้านที่มีขยะครัวเยอะๆ พวกเศษอาหารต่างๆ การผูกปากถุงได้แน่นๆ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าไม่มีอะไรหกออกมาแน่นอน และไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นด้วย ลองไปดูข้อเปรียบเทียบเพิ่มได้ที่ KitzYou เขาอธิบายไว้ละเอียดเลยว่าแบบไหนเหมาะกับขยะประเภทไหน
สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับปริมาณและประเภทของขยะในบ้านเรานั่นแหละ ลองดูว่าแบบไหนที่ใช้แล้วรู้สึกสบายใจ และจัดการขยะได้ง่ายที่สุด