เดี๋ยวนี้เวลาเข้าร้านเครื่องครัว เราก็เห็นเตาไฟฟ้า เตาอินดักชั่นวางขายกันเยอะขึ้น จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่ามันเหมาะกับบ้านเราจริงหรือเปล่า? ครัวไทยที่เน้นผัด ทอด ใช้ไฟแรงๆ เนี่ย เตาพวกนี้จะเอาอยู่ไหม
เท่าที่ลองใช้เองมาสักพัก ก็ต้องบอกว่ามีทั้งส่วนที่ชอบและไม่ชอบนะ
เรื่องความร้อน: เตาอินดักชั่นร้อนเร็วมาก ถ้าน้ำเดือดนี่คือแป๊บเดียวจริงจัง เหมาะกับพวกต้ม ผัด ที่ไม่ต้องการไฟนานๆ แต่ถ้าจะผัดไฟแรงๆ แบบคั่วกลิ้ง ผัดฉ่า บางทีก็รู้สึกว่ามันยังไม่สะใจเท่าเตาแก๊ส
ภาชนะ: อันนี้สำคัญเลย เตาอินดักชั่นต้องใช้กับภาชนะก้นเรียบที่แม่เหล็กดูดติดเท่านั้น ถ้าใครมีกระทะเหล็ก กระทะสเตนเลสดีๆ อยู่แล้ว อาจจะต้องลงทุนซื้อใหม่หมด
ความปลอดภัย: อันนี้ต้องยกให้เลย ปลอดภัยกว่าเตาแก๊สเยอะ ไม่มีเปลวไฟ ไม่ต้องกลัวแก๊สรั่ว เช็ดทำความสะอาดก็ง่าย
ค่าไฟ: หลายคนกังวลเรื่องค่าไฟ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานนะ ถ้าใช้บ่อยๆ ใช้ไฟแรงๆ ค่าไฟก็อาจจะพุ่งได้เหมือนกัน แต่ถ้าใช้แบบพอดีๆ ก็ไม่ได้ต่างกันมาก
โดยรวมแล้ว ถ้าเน้นความทันสมัย ความปลอดภัย และไม่ได้ทำอาหารไทยจ๋าแบบต้องใช้ไฟแรงจัดๆ ตลอด เตาไฟฟ้าหรือเตาอินดักชั่นก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลยล่ะ ลองชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียดูดีๆ ก่อนตัดสินใจนะ ถ้าอยากรู้รายละเอียดเพิ่ม ลองอ่านต่อได้ที่นี่: เตาไฟฟ้า เตาอินดักชั่น เหมาะกับครัวไทยจริงหรือ
เคยสงสัยไหมว่าเวลาจะเก็บอาหารในตู้เย็น ควรใช้ฟิล์มถนอมอาหารหรือถุงซิปล็อคดี? บางทีเราก็หยิบใช้อันที่คุ้นมือไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้คิดถึงว่ามันเหมาะกับอาหารที่เรากำลังจะเก็บรึเปล่า จริงๆ แล้วของสองอย่างนี้มีข้อดีข้อเสียต่างกันนะ และมันจะคุ้มค่ากว่าถ้าเราเลือกใช้ให้ถูกกับประเภทอาหาร
ฟิล์มถนอมอาหาร เหมาะมากกับอาหารที่ต้องการการห่อแบบแนบสนิท เช่น ผลไม้ที่หั่นแล้วครึ่งลูก, ชามอาหารที่เหลือครึ่งหนึ่ง หรือเอาไว้คลุมจานเวลาจะเอาเข้าไมโครเวฟ ข้อดีคือมันแนบไปกับภาชนะได้ดี ช่วยป้องกันกลิ่นรบกวนในตู้เย็นได้ในระดับหนึ่ง และหยิบใช้ง่าย ราคาไม่แพงเท่าไหร่ แต่ข้อเสียคือใช้แล้วทิ้งเลย ทำให้เกิดขยะ และบางทีก็แกะยาก ม้วนติดกันเองก็มี
ส่วน ถุงซิปล็อค นี่เป็นอะไรที่สารพัดประโยชน์สุดๆ เหมาะกับการเก็บอาหารที่เป็นชิ้นเล็กๆ หรือของเหลว เช่น หมูหมัก ไก่หมัก ผักผลไม้หั่นแล้ว หรือแม้แต่ซุปต่างๆ ที่ต้องการฟรีซ ข้อดีคือปิดสนิท อากาศเข้าออกยาก ช่วยถนอมอาหารได้นานกว่าฟิล์ม และที่สำคัญคือบางยี่ห้อสามารถนำกลับมาล้างใช้ซ้ำได้ด้วยนะ ช่วยลดขยะได้เยอะเลย แต่ข้อเสียคือราคาสูงกว่าฟิล์ม และอาจจะไม่เหมาะกับอาหารที่มีรูปร่างใหญ่หรือต้องคลุมจาน
ถ้าให้สรุปง่ายๆ ถ้าเป็นของที่กินเหลือในจาน หรือผลไม้ที่หั่นแล้วครึ่งลูก ฟิล์มถนอมอาหารก็ยังตอบโจทย์อยู่ แต่ถ้าเป็นวัตถุดิบที่ต้องการเก็บนานๆ หรือของเหลว ถุงซิปล็อคจะดีกว่ามากๆ หรือจะลองดูเป็นถุงซิปล็อคซิลิโคนก็ได้ อันนั้นใช้ซ้ำได้ยาวๆ คุ้มสุดๆ
การเลือกใช้ให้ถูกประเภท นอกจากจะช่วยถนอมอาหารให้สดใหม่นานขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวด้วยนะ ลองอ่าน วิธีเลือกฟิล์มถนอมอาหาร ถุงซิปล็อค เพิ่มเติมเพื่อดูตัวอย่างอาหารแต่ละประเภท ว่าควรใช้อะไรถึงจะเวิร์กที่สุด
เคยไหม ซื้อชั้นวางของในครัวมาอย่างดี จัดเสร็จก็สวยงาม แต่พอจะหยิบอะไรทีไร ต้องรื้อ ต้องเขยื้อน กว่าจะได้ของที่ต้องการ? ปัญหาโลกแตกเลยนะ
หัวใจสำคัญของการจัดระเบียบครัวให้ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียว คือการเลือกชั้นวางให้เหมาะกับ “พฤติกรรมการใช้งาน” และ “ของที่จะวาง” ของเราจริงๆ
มองหาจุดอับก่อน: มุมไหนในครัวที่รกง่าย ของเยอะ วางไม่เป็นที่? ตรงนั้นแหละคือเป้าหมายแรกของเรา
คิดถึงโซนการใช้งาน: ชั้นวางเครื่องปรุง ควรอยู่ใกล้เตา ชั้นวางจานชาม ควรอยู่ใกล้ซิงค์ หรือพื้นที่เตรียมอาหาร ลองจัดกลุ่มของที่ใช้บ่อยให้อยู่ในโซนเดียวกัน จะช่วยให้หยิบจับง่ายขึ้นเยอะ
น้ำหนักที่ต้องรับไหว: ของบางอย่างหนักกว่าที่คิดนะพวกกระทะ หม้อ หรือเครื่องครัวสเตนเลส ถ้าเลือกชั้นวางที่ไม่แข็งแรงพอ อาจพังไม่เป็นท่าได้เลย
คนใช้ก็สำคัญ: ใครเป็นคนใช้ครัวหลัก? สูงเท่าไหร่? ถนัดแบบไหน? ถ้าเป็นคนตัวเล็ก ชั้นวางแบบสูงๆ อาจไม่ตอบโจทย์เท่าชั้นแบบลิ้นชัก หรือชั้นที่เลื่อนเข้าออกได้
อย่าเพิ่งรีบซื้อเพราะเห็นว่าสวย หรือลดราคา ลองสำรวจความต้องการและพื้นที่ในครัวของเราก่อน รับรองว่าได้ชั้นวางที่ทั้งสวยและใช้งานได้จริงแน่นอน ถ้าอยากอ่านต่อเกี่ยวกับเทคนิคการเลือกชั้นวางให้เหมาะกับครัวของคุณ ลองดูบทความนี้ได้เลยที่ จัดระเบียบมุมอับในครัว
เคยไหม... ทำขนมแล้วพังตั้งแต่ขั้นตอนการตวงวัตถุดิบ? เรื่องนี้เป็นปัญหาคลาสสิกของนักอบมือใหม่หลายคนเลยนะ สาเหตุหลัก ๆ ก็มาจากการเลือกถ้วยตวง ช้อนตวงที่ไม่เหมาะสม หรือไม่ก็ใช้งานผิดวิธีนี่แหละ
เวลาเลือกอุปกรณ์พวกนี้ ที่สำคัญเลยคือเรื่องวัสดุและการออกแบบ สำหรับงานเบเกอรี่ที่ต้องการความแม่นยำสูง การเลือกถ้วยตวง ช้อนตวงที่ทำจากสเตนเลสสตีลจะตอบโจทย์ที่สุด เพราะทนทาน ไม่เป็นสนิม ไม่ดูดซับกลิ่น ไม่เปลี่ยนรูปง่าย และที่สำคัญคือตัวเลขหรือขีดบอกปริมาตรมักจะคมชัดและติดทนนานกว่าแบบพลาสติกเยอะ
ส่วนพลาสติกก็ใช่ว่าจะไม่ดีนะ ข้อดีคือราคาถูก น้ำหนักเบา เห็นวัตถุดิบข้างในได้ชัด แต่ก็ต้องเลือกที่พลาสติกหนาหน่อย มีคุณภาพดี ไม่งั้นอาจจะเปราะง่าย แตกง่าย หรือขีดบอกปริมาตรจางหายไปได้เร็ว
และอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ “วิธีตวง” บางคนตักแป้งแน่นปั้ก หรือเทน้ำตาลจนพูน แบบนี้ก็ทำให้ปริมาณคลาดเคลื่อนได้ง่าย ๆ เลยนะ ต้องตวงให้ถูกวิธีตามหลักสากล อย่างแป้งก็ต้องร่อนก่อน แล้วตักเบาๆ ปาดให้เรียบเสมอขอบถ้วยถึงจะถูกต้อง เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้แหละที่สร้างความแตกต่างได้มหาศาล
ถ้าอยากได้ข้อมูลละเอียดกว่านี้ ลองดู คู่มือจาก KitzYou ที่ช่วยให้คุณเลือกถ้วยตวง ช้อนตวงได้อย่างแม่นยำและใช้งานได้ยาวๆ ไม่ต้องซื้อใหม่บ่อยๆ เลยล่ะ
เคยไหมที่ช้อนส้อมสเตนเลสที่บ้าน ขึ้นสนิมซะงั้น ทั้งที่ก็ดูแลอย่างดี ล้างแล้วเช็ดแห้งตลอด หรือบางทีก็แค่ปล่อยทิ้งไว้ในตะแกรงแป๊บเดียวก็เป็นแล้ว กลายเป็นว่าต้องมานั่งขัด นั่งหงุดหงิดทุกที
ปัญหาแบบนี้หลายคนอาจจะคิดว่าเกิดจากการดูแลไม่ดีพอ แต่จริง ๆ แล้ว ต้นตอของเรื่องมันอาจจะมาจากตอนที่เราเลือกซื้อเลยก็ได้นะ เพราะช้อนส้อมสเตนเลสแต่ละแบบ แต่ละเกรด มันมีความทนทานต่อการเกิดสนิมไม่เท่ากัน
บางทีที่เราเห็นว่ามันเป็นสนิมง่าย อาจจะเป็นเพราะเราได้ ช้อนส้อม สเตนเลส ที่ไม่ได้มีส่วนผสมที่ป้องกันสนิมได้ดีพอตั้งแต่แรก อย่างพวกเกรด 410 หรือ 430 ที่ราคาถูกลงมาหน่อย มีโอกาสเกิดสนิมได้ง่ายกว่าเกรดดีๆ อย่าง 18/8 หรือ 18/10 ที่ผสมโครเมียมและนิกเกิลในสัดส่วนที่เหมาะสม ทำให้ทนทานกว่าเยอะ
ดังนั้น ถ้าใครกำลังจะซื้อช้อนส้อมใหม่ ลองดูเรื่องเกรดของสเตนเลสให้ดีก่อนตัดสินใจ จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องสนิมกันอีกในอนาคต
เคยไหม ซื้อผ้ากันเปื้อนมาใช้แป๊บเดียวก็เป็นคราบซักไม่ออก หรือถุงมือกันร้อนก็ไหม้ซะแล้ว? ปัญหาเหล่านี้เกิดจากการเลือกวัสดุที่ไม่เหมาะกับการใช้งานของเรานี่แหละค่ะ
สำหรับผ้ากันเปื้อน หลายคนอาจจะคิดว่าแบบไหนก็เหมือนกัน แต่จริงๆ แล้ววัสดุแต่ละแบบก็มีคุณสมบัติที่ต่างกันไป อย่างถ้าเน้นความทนทาน กันน้ำมันกระเด็นได้ดี อาจจะมองหาผ้ากันเปื้อนที่ทำจากผ้ายีนส์หรือผ้าแคนวาสหนาๆ หน่อย แต่ถ้าชอบแบบเบาๆ ระบายอากาศได้ดี ก็เลือกผ้าฝ้ายหรือลินิน
ส่วนถุงมือกันร้อนก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นตัวช่วยปกป้องมือเราจากความร้อนสูงๆ ในครัว ถ้าทำอาหารที่ต้องหยิบจับของร้อนบ่อยๆ อย่างการอบขนมหรือย่าง อาจจะมองหาถุงมือซิลิโคน เพราะทนความร้อนได้ดีและทำความสะอาดง่าย หรือถ้าชอบแบบผ้า ก็ควรเลือกที่บุหนาๆ หน่อย แต่ไม่ว่าจะแบบไหน ก็ควรเลือกที่จับกระชับมือและไม่ลื่นนะคะ
การเลือกอุปกรณ์ในครัวให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรา จะช่วยให้เราสนุกกับการทำอาหารมากขึ้น และยังประหยัดไม่ต้องซื้อใหม่บ่อยๆ ด้วยค่ะ ลองไป ดูที่ KitzYou เพื่อเปรียบเทียบตัวเลือกและอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลย
หลายคนอาจจะมองว่าหม้อด้ามก็แค่หม้อต้มไข่ใบเล็ก ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันใช้งานได้หลากหลายกว่าที่คิดเยอะเลยนะ!
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังจะทำซุปปริมาณไม่มาก หรือจะอุ่นแกงที่เหลือจากเมื่อวาน หม้อด้ามก็เป็นตัวเลือกที่ดี หรือแม้แต่จะทำซอสราดสเต๊ก ปลอกมันฝรั่ง หม้อด้ามก็เอาอยู่
– ขนาด: สำหรับครัวเรือนทั่วไป ถ้าอยู่คนเดียวหรือสองคน หม้อด้ามขนาด 14-16 ซม. ก็น่าจะพอ แต่ถ้ามีสมาชิกเยอะขึ้น หรือชอบทำอาหารทีละเยอะ ๆ อาจจะขยับไป 18-20 ซม. ก็ดี
– วัสดุ:
สเตนเลส: ทนทาน ทำความสะอาดง่าย ใช้กับเตาทุกประเภทได้ดี แต่บางทีอาจจะต้องใช้ไฟอ่อนหน่อยถ้าไม่อยากให้อาหารติดก้น
– เคลือบสารกันติด: เหมาะกับการทำอาหารที่กลัวติดกระทะ เช่น พวกซอส หรือนม แต่ก็ต้องระวังเรื่องการใช้ตะหลิวหรืออุปกรณ์ที่เป็นโลหะ อาจจะทำให้สารเคลือบเสียหายได้
– เหล็กหล่อ/เหล็กกล้า: เก็บความร้อนได้ดีเยี่ยม เหมาะกับการเคี่ยวอาหารนาน ๆ แต่ก็หนักหน่อย และต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดสนิม
ไม่ว่าคุณจะเลือกหม้อด้ามแบบไหน สิ่งสำคัญคือเลือกให้เข้ากับการใช้งานและจำนวนสมาชิกในบ้านของเรา จะได้ใช้งานได้คุ้มค่าที่สุด ใครที่กำลังมองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องครัว ลองดูที่ KitzYou ได้เลย มีบทความน่าสนใจเยอะแยะเลย
หลายคนชอบกินปิ้งย่างที่บ้าน แต่ปัญหาใหญ่ที่เจอคือเนื้อติดกระทะตลอด ล้างก็ยาก เสียอารมณ์ไปอีก วันนี้เรามาดูกันว่ากระทะปิ้งย่างแบบไหนเหมาะกับบ้านเรา จะได้กินปิ้งย่างฟิน ๆ ไม่มีสะดุด
เวลาเลือกกระทะปิ้งย่าง เรามักจะเห็นอยู่ 2 แบบหลักๆ คือ:
– กระทะเหล็กหล่อ: อันนี้ความร้อนจะเก็บได้ดีมาก กระจายความร้อนสม่ำเสมอ เวลาย่างเนื้อจะให้ความเกรียมสวยงาม แต่ข้อเสียคือหนัก และต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ อย่างการทาน้ำมันเคลือบ (seasoning) เพื่อไม่ให้เป็นสนิมและลดการติดกระทะ ถ้าดูแลไม่ดี อาจจะติดได้ง่ายๆ เลย
– กระทะเคลือบสารกันติด: อันนี้ตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบายได้ดีที่สุด เพราะส่วนใหญ่จะไม่ติดกระทะ ทำความสะอาดง่าย น้ำหนักเบา แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องความทนทาน ถ้าใช้ตะหลิวโลหะขูดบ่อยๆ สารเคลือบอาจจะหลุดลอกได้ง่าย ทำให้ประสิทธิภาพการกันติดลดลง
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ลองใช้มาหลายแบบที่บ้าน ถ้าเน้นความง่าย ไม่ต้องดูแลเยอะ เน้นกินบ่อยๆ แบบสบายๆ กระทะเคลือบกันติดก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าใครชอบความคลาสสิก ได้อารมณ์ย่างเนื้อแบบจัดเต็ม และพร้อมที่จะดูแลรักษาเป็นพิเศษ กระทะเหล็กหล่อก็เป็นอะไรที่น่าลงทุน ลองเลือกให้เข้ากับสไตล์การทำอาหารและการใช้งานของเราดูนะคะ จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อซ้ำบ่อยๆ
คอกาแฟหลายคนคงรู้ดีว่าการบดกาแฟสดๆ ก่อนชงคือหัวใจสำคัญของรสชาติหอมกรุ่น แต่จะเลือกเครื่องบดแบบไหนดีล่ะ? ระหว่างมือหมุนกับไฟฟ้า แต่ละแบบก็มีเสน่ห์และข้อจำกัดต่างกัน
ถ้าคุณชอบพิธีกรรมการชงกาแฟ สุนทรียะของการได้บดเมล็ดกาแฟด้วยตัวเอง เครื่องบดมือหมุนน่าจะตอบโจทย์ได้ดี เสียงเฟืองบดที่ค่อยๆ ทำงาน กลิ่นกาแฟที่ลอยขึ้นมา เป็นประสบการณ์ที่ไฟฟ้าให้ไม่ได้ แถมยังพกพาสะดวก เหมาะกับการเดินทาง หรือใครที่ชอบไปตั้งแคมป์ก็พกไปบดกาแฟสดๆ ได้เลย ข้อดีอีกอย่างคือราคาจับต้องง่ายกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยแรงที่ต้องใช้ และเวลาที่นานกว่าในการบดแต่ละครั้ง
ส่วนเครื่องบดไฟฟ้า เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบเสียเวลา หรือชงกาแฟเยอะๆ ในแต่ละวัน แค่กดปุ่มก็ได้ผงกาแฟพร้อมชงทันที ไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อย และยังได้ความสม่ำเสมอของขนาดผงกาแฟที่บดออกมา ทำให้ได้รสชาติที่คงที่กว่า มีตัวเลือกให้เลือกหลากหลายทั้งแบบใบมีดและแบบเฟืองบด แต่ราคาก็จะสูงกว่า และอาจจะมีเสียงดังบ้างตอนใช้งาน
สรุปแล้ว การเลือกเครื่องบดกาแฟขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และความชอบส่วนตัวของคุณเลยค่ะ ลองพิจารณาดูว่าแบบไหนที่ตอบโจทย์การใช้งานของคุณมากที่สุด เพื่อให้ได้กาแฟแก้วโปรดที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ วัน ลองอ่านต่อเพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบได้ที่นี่ เครื่องบดกาแฟมือหมุน vs ไฟฟ้า ก่อนตัดสินใจซื้อจะได้ไม่ผิดหวัง
ช่วงนี้ใครๆ ก็ฮิตมัทฉะกันใช่ไหมคะ? ไม่ว่าจะชงดื่มเย็นๆ ชื่นใจ หรือเอาไปทำขนมอบหอมๆ ก็อร่อยได้หมด แต่เคยสงสัยไหมว่าผงมัทฉะที่เราซื้อมามันเหมาะกับการใช้งานของเราจริงๆ หรือเปล่า?
บางทีเราเห็นยี่ห้อดังๆ ราคาแพงๆ ก็คิดว่าต้องดีแน่ๆ แต่จริงๆ แล้วหัวใจสำคัญของการเลือกผงมัทฉะคือ “เกรด” ค่ะ เพราะเกรดของมัทฉะถูกแบ่งมาเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานที่ต่างกันอย่างชัดเจน
– เกรด Ceremonial (เซเรโมนี): เกรดนี้จะคุณภาพดีที่สุด สีเขียวสด กลิ่นหอมละมุน รสชาติอูมามิ ไม่ขม เหมาะกับการชงดื่มแบบเพียวๆ หรือชงแบบอุสุฉะ (ชาบาง) ที่ญี่ปุ่นนิยมชงกันในพิธีชงชาค่ะ ราคาจะสูงกว่าเกรดอื่น เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสรสชาติมัทฉะแท้ๆ เน้นดื่มอย่างเดียว
– เกรด Premium (พรีเมียม): คุณภาพรองลงมาจาก Ceremonial แต่ก็ยังดีมากพอที่จะชงดื่มได้อร่อย สีสวย กลิ่นหอม และมีรสชาติที่ดีค่ะ เหมาะสำหรับชงมัทฉะลาเต้ หรือดื่มแบบเพียวๆ ที่บ้านในวันที่อยากผ่อนคลาย
– เกรด Culinary (คัลลินารี): หรือเกรดสำหรับทำอาหาร เกรดนี้จะมีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า สีอาจจะไม่สดเท่าสองเกรดแรก และรสชาติอาจจะขมกว่าเล็กน้อย แต่จุดเด่นคือกลิ่นชาจะยังคงชัดเจนเมื่อนำไปผสมกับวัตถุดิบอื่น ทำให้เหมาะกับการนำไปทำขนม เครื่องดื่มปั่น ไอศกรีม หรือเบเกอรี่ต่างๆ ที่ต้องการกลิ่นและสีของมัทฉะค่ะ
ฉะนั้นก่อนจะตัดสินใจว่าผงมัทฉะยี่ห้อไหนดี ให้คิดก่อนเลยว่าเราจะเอาไปทำอะไร ถ้าเน้นชงดื่มแบบเพียวๆ ก็ลงทุนกับเกรด Ceremonial หรือ Premium หน่อย แต่ถ้าชอบทำขนม ทำเบเกอรี่ เกรด Culinary ก็เพียงพอแล้วค่ะ ที่เหลือก็ค่อยไปดูเรื่องราคาและยี่ห้อที่ชอบอีกที จะได้ไม่ต้องจ่ายแพงเกินความจำเป็น แถมได้รสชาติที่ถูกใจด้วยค่ะ
สำหรับใครที่อยากรู้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผงมัทฉะและวิธีการเลือกเพิ่มเติม คลิกอ่านต่อ ได้เลยค่ะ